กระทรวงแรงงานและนโยบายสังคมโปแลนด์ระบุอัตราการว่างงานของโปแลนด์ที่ร้อยละ 14.4 (สถานะเดือนมี.ค.50) หรือประมาณ 2.2 ล้านคนจากจำนวนประชากรประมาณ 39 ล้านคน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2547 ที่ตัวเลขอัตราการว่างงานสูงถึงประมาณร้อยละ 20 อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว ค้นหาคำตอบได้จากรายงานของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ ดังต่อไปนี้

1. ภาพรวม

ปัจจุบัน กระทรวงแรงงานและนโยบายสังคมโปแลนด์ระบุอัตราการว่างงานของโปแลนด์ที่ร้อยละ 14.4 (สถานะเดือนมี.ค.50) หรือประมาณ 2.2 ล้านคนจากจำนวนประชากรประมาณ 39 ล้านคน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2547 ที่ตัวเลขอัตราการว่างงานสูงถึงประมาณร้อยละ 20 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวคือการอพยพออกของแรงงานโปแลนด์ไปทำงานต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเดิม

2. แรงงานโปแลนด์ในต่างประเทศ

2.1 สถานะล่าสุด ปัจจุบันประเทศสมาชิก EU เปิดรับแรงงานโปแลนด์รวม 9 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ สวีเดน (ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2547) สเปน โปรตุเกส ฟินแลนด์ กรีซ (ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2549) อิตาลี (ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2549) และ
เนเธอร์แลนด์ (ตั้งแต่ 1 พ.ค.2550) และอีก 6 ประเทศมีกำหนดต้องเปิดตลาดแรงงานให้กับแรงงานโปแลนด์และประเทศสมาชิกใหม่ภายในปี 2554 ทั้งนี้ นอกจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปแล้ว ไอซ์แลนด์และนอร์เวย์ยังเป็นอีกสองประเทศในภูมิภาคยุโรปที่เปิดรับแรงงานจำนวนมากจากโปแลนด์ โดยเฉพาะนอร์เวย์ที่กฎหมายอนุญาตให้แรงงานโปแลนด์ยื่นขอให้ครอบครัวเข้ามาตั้งถิ่นฐานด้วยได้นั้นพบว่าปัจจุบันมีการตั้งครอบครัวโปแลนด์ในนอร์เวย์ถึง 390,000 คน และในจำนวนการขอใบอนุญาตทำงานหรือพักอาศัยในระยะยาว (work permit / long-term stay) เมื่อปี 2549 ทางการนอร์เวย์ได้ออกใบอนุญาตให้ชาวโปแลนด์ถึง 39,000 ใบจาก 55,000 ใบ

นอกจากนั้น การอพยพออกของแรงงานโปแลนด์ยังมีโนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดจากสำนัก IMAS International และนสพ. Rzeczpospolita ชี้ว่ามีชาวโปแลนด์จำนวนมากกว่า 3 ล้านคนมีความคิดที่จะไปหางานทำนอกประเทศ โดยร้อยละ 20 เป็นประชากรในกลุ่มอายุ 22-44 ปี ส่วนใหญ่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจและต้องการเปลี่ยนภูมิลำเนา

2.2 สถิติล่าสุดจากธนาคารกลางโปแลนด์ระบุว่า ภายในไตรมาสแรกของปี 2550 ชาวโปแลนด์ที่ทำงานในต่างประเทศส่งเงินกลับเข้าประเทศมากกว่า 1.5 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2549 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สกุลเงินท้องถิ่นของโปแลนด์ (สว๊อตตี้) แข็งค่าอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

2.3 ผลกระทบ การอพยพออกของแรงงานโปแลนด์ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบในหลายด้านที่สำคัญ ได้แก่

2.3.1 ผลกระทบต่อสังคมของประเทศผู้รับ นสพ.New York Times ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2549 ระบุว่า การอพยพของแรงงานโปแลนด์เป็นหนึ่งในการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดของชาวยุโรปนับตั้งแต่ปี 2493 (ค.ศ.1950) ทำให้เกิด (1) การตั้งแผนกพิเศษเฉพาะแรงงานโปแลนด์ในสหภาพแรงงานอังกฤษ (2) โบสถ์แคทอลิกในไอร์แลนด์เฟื่องฟูเนื่องจากมีคริสต์ศาสนิกชนชาวโปแลนด์เข้าสักการะ และ (3) นสพ.ภาษาโปแลนด์กระจายตัวไปทั่วยุโรป เป็นต้น

ในการสัมมนาหัวข้อ “การอพยพของแรงงานโปแลนด์ไปอังกฤษและไอร์แลนด์” ซึ่งจัดโดยสอท.อังกฤษประจำโปแลนด์ ผู้เชี่ยวชาญจาก Polish National Library ระบุว่าร้อยละ 18 ของแรงงานโปแลนด์ประมาณ 200,000 คนในไอร์แลนด์ตัดสินใจที่จะตั้งรกรากที่ไอร์แลนด์ ขณะที่ร้อยละ 47 ต้องการอยู่ที่ไอร์แลนด์ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่นเดียวกับออท.อังกฤษประจำโปแลนด์ที่ระบุว่าแรงงานโปแลนด์จำนวน 800,000 – 1,300,000 คนในอังกฤษเริ่มหาช่องทางตั้งรกรากถาวรในอังกฤษ และขณะนี้ศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิกได้กลายเป็นนิกายที่มีผู้นับถือสูงสุดในอังกฤษ ปัจจุบัน มีโครงการจะเปิดโบสถ์แคทอลิกในกรุงลอนดอนเพิ่มจากที่มีอยู่เดิม 12 แห่ง และโบสถ์ดังกล่าวต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการจัดหางาน ศูนย์สวัสดิการสังคมและศูนย์เยาวชนด้วย

2.3.2 ผลกระทบด้าน human trafficking เกิดกรณีนายจ้างอิตาลีล่อลวงแรงงานเข้ามากักขังหน่วงเหนี่ยวและบังคับใช้แรงงานต่างชาติรวมทั้งแรงงานโปแลนด์จำนวนมากกว่า 1,000 คนเยี่ยงทาสที่เมือง Apulia, Bari และ Foggia ของอิตาลี ล่าสุดตำรวจอิตาลีและโปแลนด์ร่วมกันทะลายแคมป์กักขังแรงงานที่เมือง Apulia ช่วยชีวิตแรงงานโปแลนด์ออกมาได้มากกว่า 100 รายและจะเดินหน้าปฏิบัติการต่อไป

2.3.3 ผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดแรงงานในโปแลนด์ เกิดการขาดแคลนแรงงานอย่างหนักในสาขาที่แรงงานอพยพออกโดยเฉพาะภาคก่อสร้าง นิตยสาร Financial Times ฉบับเดือนตุลาคม 2549 ระบุว่า การอพยพออกของแรงงานโปแลนด์จำนวนมากกำลังเริ่มสร้างปัญหาให้กับนักลงทุนต่างชาติในโปแลนด์ โดยแม้ว่าตัวเลขอัตราการว่างงานของโปแลนด์ยังสูงอยู่ แต่แรงงานที่ว่างงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกซึ่งเป็นภาคที่มีการลงทุนจากต่างประเทศน้อยหรือเป็นแรงงานสูงอายุและไม่มีคุณสมบัติเหมาะกับการทำงานในภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ แรงงานหนุ่มสาวที่ไม่มีภาระทางครอบครัวและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ล้วนอพยพออกนอกประเทศหมดแล้ว

3. ความต้องการแรงงานต่างชาติของโปแลนด์

3.1 ที่มา ด้วยตัวเลขมูลค่าการลงทุนทางตรงจากต่างชาติในปี 2548 และ 2549 ที่สูงถึง 7,700 และ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ รวมทั้งแนวโน้มการเข้ามาลงทุนในโปแลนด์ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลโปแลนด์จึงมี ความจำเป็นต้องเปิดรับแรงงานจากต่างชาติโดยเฉพาะในภาคก่อสร้างซึ่งปัจจุบันขาดแคลนแรงงานถึงประมาณ 150,000 คน เข้ามาทดแทน โดยมีการปรับกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่สำคัญ ดังนี้

3.1.1 อนุญาตให้แรงงานจากรัสเซีย เบลารุสและยูเครนเข้ามาทำงานโดยไม่ต้องขอใบอนุญาต (work permit) เป็นเวลา 3 เดือน (1 ครั้งภายใน 2 ปี) จากเดิมที่อนุญาตให้แรงงานจาก 3 ประเทศเข้ามาทำงานโดยไม่ต้องมีใบอนุญาตฯ เพียงภาคเกษตรกรรม

3.1.2 ปรับลดความซับซ้อนของขั้นตอนและกระบวนการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมขอจ้างแรงงานต่างชาติที่นายจ้างต้องจ่ายให้รัฐจำนวน 936 สว๊อตตี้ (หรือประมาณ 13,000 บาท) ต่อรายโดยไม่มีการรับประกันด้วยว่าจะได้ใบอนุญาตหรือไม่

3.1.3 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2550 แรงงานจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานในโปแลนด์

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานฯ โปแลนด์ระบุว่า ปี 2549 โปแลนด์ได้ออกใบอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างชาติมากกว่า 10,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวยูเครน เวียดนาม เบลารุสและเยอรมัน และมีผู้ยื่นขอสถานะผู้อพยพในโปแลนด์จำนวนมากกว่า 7,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซีย เชเชน เบลารุส ปากีสถานและยูเครน โดยในปี 2549 โปแลนด์ได้มอบสถานะผู้อพยพเป็นจำนวน 423 ราย

3.2 ความต้องการแรงงานเอเชียในโปแลนด์

3.2.1 นอกจากแรงงานรัสเซีย ยูเครนและเบลารุสแล้ว ปัจจุบันแรงงานเอเชียจำนวนหลายพันคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากจีน เอเชียใต้และตะวันออกกลางกำลังเข้ามาแทนที่แรงงานโปแลนด์ในภาคการเกษตร ก่อสร้าง บริการและภาคการผลิต การจ้างงานแรงงานเอเชียที่สำคัญ ได้แก่ บริษัทก่อสร้าง J.W.Construction และบริษัทรับจัดสวน Sadpol ที่ว่าจ้างงานแรงงานอินเดียแล้วถึงประมาณ 2,000 คน ทั้งนี้ คาดว่าแรงงานเอเชียจะเป็นที่ต้องการอย่างมากในภาคก่อสร้างเนื่องจากโปแลนด์ต้องก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคจำนวนมากเพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอล EURO 2012 ในอีก 5 ปีข้างหน้า

3.2.2 ปัจจุบัน แรงงานเอเชียเข้ามาในโปแลนด์ใน 2 ลักษณะหลัก ได้แก่ (1) ผ่านบริษัทจัดหางานของโปแลนด์ ซึ่งสามารถ recruit แรงงานได้จำนวนมาก เช่น บริษัท Mazowsze ที่ภายในครึ่งแรกของปี 2550 สามารถขอรับใบอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างชาติแล้วถึง 1,700 ราย โดยครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานจากตะวันออกกลาง และ (2) จากความต้องการโดยตรงของผู้ว่าจ้าง

4. ข้อสังเกตและข้อสนเทศเพิ่มเติม

4.1 รัฐบาลโปแลนด์ได้จัดทำแผนส่งเสริมแรงงานโปแลนด์ที่ไปทำงานต่างประเทศ ที่สำคัญ ประกอบด้วย

4.1.1 การจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานกับประเทศเป้าหมายเพื่อเปิดช่องทางให้แรงงานโปแลนด์ได้รับผลประโยชน์สูงสุดทั้งในแง่สภาพความเป็นอยู่และค่าตอบแทน

4.1.2 การค้นคว้าวิจัยกฎระเบียบและศึกษาตลาดแรงงานเชิงลึกของประเทศเป้าหมายและให้ข้อมูลความรู้แก่แรงงานโปแลนด์ที่สนใจไปทำงานให้มากที่สุด

4.1.3 การปรับปรุงระบบการคุ้มครองดูแลชาวโปแลนด์ในต่างประเทศ โดย (1) ปรับปรุงสถานที่เพื่อรองรับและให้บริการชาวโปแลนด์ในต่างประเทศได้เต็มประสิทธิภาพ เช่น การย้ายแผนกกงสุลที่กรุงดับลิน กรุงลอนดอนและกรุงออสโลให้มีพื้นที่กว้างขวางขึ้น (2) เพิ่มชั่วโมงการทำงานและอัตรากำลังเจ้าหน้าที่กงสุลที่ประจำที่กรุงลอนดอน กรุงดับลิน กรุงเอดินเบิร์ก กรุงออสโล กรุงบรัสเซลส์ และกรุงเอเธนส์ และ (3) จัดจ้างที่ปรึกษาด้านแรงงานประจำแผนกกงสุลที่กรุงลอนดอน กรุงดับลินและกรุงเบอร์ลิน เป็นต้น

หากมองในเชิงเปรียบเทียบ ไทยซึ่งมีนโยบายสนับสนุนให้แรงงานเดินทางออกนอกประเทศและมีรายได้เข้าประเทศจากแรงงานกลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่องอาจพิจารณานำแนวทางของโปแลนด์มาประยุกต์ใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาแรงงานไทย กระบวนการส่งออกและรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากแรงงานไทยในต่างประเทศได้

4.2 ล่าสุด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอได้รับการประสานอย่างไม่เป็นทางการจากบริษัทจัดหางานไทยซึ่งระบุว่าได้รับการทาบทามจากบริษัทจัดหางานโปแลนด์ให้จัดส่งแรงงานไทยเข้ามาทำงานในภาคก่อสร้างของโปแลนด์ ในชั้นต้น สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำและอัตราเฉลี่ย ระบบการเสียภาษี การประกันสุขภาพตลอดจนสวัสดิการด้านต่างๆ ของแรงงานต่างชาติในโปแลนด์ กรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าตลาดแรงงานโปแลนด์ที่เดิมเปิดรับแรงงานไทยเพียงสายอาชีพพ่อครัว-แม่ครัวอาหารไทยและนวดแผนไทยซึ่งชาวโปแลนด์ไม่มีทักษะ ในปัจจุบันโปแลนด์กำลังจะเปิดกว้างให้แรงงานไทยในภาคอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ดี สถานเอกอัครราชทูตฯ หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันคัดสรรและดูแลผลประโยชน์ของแรงงานไทยที่สนใจเดินทางมาทำงานในโปแลนด์ในขั้นต้นด้วย ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ จะได้เร่งศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการและสวัสดิการของแรงงานไทยที่พึงได้รับในโปแลนด์และจักรีบแจ้งให้กระทรวงฯ ทราบเพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ ความเข้าใจอีกทางหนึ่งด้วย