ตามรายงานของคณะกรรมาธิการยุโรปต่อสภายุโรป (ฉบับที่ 25) เมื่อ ส.ค. 2007 เกี่ยวกับแนวโน้มการใช้เครื่องมือปกป้องทางกาค้าของสหภาพยุโรปสำหรับปี 2006 (Trade Defence Instruments- TDI) 3 ประเภท ได้แก่ Anti-Dumping Anti-Subsidies และ Safeguard ปรากฎว่าในปี 2006 ได้มีการเปิดการไต่สวนจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปี 2005 โดยที่ไม่ได้มีการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าใหม่ๆ ทั้งนี้ คณะกรรมธิการยุโรปเห็นว่าปี 2006 เป็นปีที่มีการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าแบบปานกลาง ‘average year’

ในปี 2006 สหภาพยุโรปใช้มาตรการ Anti-Dumping 123 รายการ และมาตรการ Anti-Subsidies 12 รายการ (และไม่ได้ใช้มาตรการ Safeguard ยกเว้นกรณีสินค้าสตอเบอร์รีแช่แข็งจากจีนที่ได้มีการไต่ส่วนแต่ตกลงไม่ได้ดำเนินมาตรการ Safeguard ในที่สุด โดยการใช้มาตรการ Anti-Dumping และมาตรการ Anti-Subsidies ของสหภาพยุโรปทั้งหมดนั้นคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.6 ของการนำเข้าทั้งหมดของสหภาพยุโรป

สำหรับมาตรการ Anti-Dumping (AD)

ในปี 2006 สถิติเกี่ยวกับการเปิดการไต่สวนใหม่ (New Investigations) มีดังนี้
– เปิดการไต่ส่วนใหม่จำนวน 36 กรณี
– ใช้มาตรการชั่วคราวในการเก็บอากร AD (Provisional Duties) จำนวน 13 กรณี
– เก็บอากร AD (Definitive Duties) จำนวน 13 กรณี
– สรุปผลการไต่สวนโดยไม่มีการใช้มาตรการใดๆ 18 กรณี
– สรุปผลการไต่สวนด้วยการอนุญาตให้ยกเลิกมาตรการ AD อัตโนมัติหลังจากระยะเวลา 5 ปี จำนวน 9 กรณี

นอกจากนั้น จากสถิติจะเห็นว่าได้ว่า การทบทวนกรณีการไต่สวนคิดเป็นจำนวนมากของการดำเนินงานที่เกี่ยวกับมาตรการปกป้องทางการค้าของคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวคือร้อยละ 63 ของการเปิดการไต่ส่วนทั้งหมด

ในปี 2006 สถิติเกี่ยวกับการทบทวนการไต่สวน (Review Investigations) มีดังนี้
– Expiry Reviews (หลังจากระยะ 5 ปีของการใช้มาตรการ) มีเริ่มการไต่สวนสำหรับ Expiry Reviews จำนวน 12 กรณี ซึ่ง 11 กรณีตัดสินให้มีการเก็บอากรต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 5 ปี นอกจากนั้น มีอีก 8 กรณีที่ตกลงยุติการเก็บ AD
– Interim Reviews (ในระหว่างที่มีการใช้มาตรการอยู่) มีการไต่สวน Interim Reviews จำนวน 18 กรณี ซึ่ง 11 กรณีตัดสินให้มีการใช้มาตรการต่อไป/หรือมีการปรับเปลี่ยนอัตราอากร และ 8 กรณี ยกเลิกการเก็บอากร AD

สำหรับประเทศไทย สหภาพยุโรปได้เริ่มการไต่สวนการทุ่มตลาดข้าวโพดหวานจากไทยเมื่อ มี.ค. 2006 เริ่มใช้มาตรการชั่วคราวในการเก็บอากร AD ตั้งแต่ ธ.ค. 2006 และมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ มิ.ย. 2007 ทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้ล็อบบี้เรื่องดังล่าวกับหน่วยงานหลักของสหภาพยุโรป คือ คณะกรรมาธิการยุโรปและคณะมนตรียุโรป รวมทั้งบรรดาเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประเทศสมาชิกประจำสหภาพยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบของมาตรการดังกล่าวต่อเกษตรกรไทย ในที่สุด สหภาพยุโรปได้เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนไทยสามารถเลือกทำการตกลงราคานำเข้า (Price Undertaking) ซึ่งหมายถึงการเพิ่มราคาสินค้าข้าวโพดหวานจากไทยให้สูงขึ้น แทนการเก็บอากร AD

สำหรับมาตรการ Safeguard คณะกรรมาธิการยุโรปได้เริ่มการไต่สวนมาตรการ Safeguard ต่อสินค้าสตอเบอร์รี่แช่แข็งจากจีน แต่ได้ยุติไปโดยไม่มีการเก็บอากรใดๆ อย่างไรก็ตาม รายงานจากแหล่งข่าวของจีน แจ้งว่า การยกเลิกมาตรการ Safeguard ดังล่าวแม้จะเป็นข่าวดี แต่คณะกรรมาธิการยุโรปยังคงใช้มาตรการ AD ต่อสินค้าสตอเบอร์รีแช่แข็งจากจีนต่อไป

คณะกรรมาธิการยุโรปสรุปว่าในปี 2006 สหภาพยุโรปใช้มาตรการปกป้องทางการค้าแบบปานกลาง และยืนยันความพยายามของคณะกรรมาธิการยุโรปในการดำเนินการไต่สวนมาตรการปกป้องทางการค้าอย่างเป็นระบบและโปร่งใส

การทบทวนยุทธศาสตร์การใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า (Trade Defence Instruments)

นอกจากนั้น ในปี 2006 ยังมีการดำเนินการกิจกรรมสำคัญของคณะกรรมาธิการยุโรป อาทิ การเตรียมตัวสำหรับการขยายสมาชิกภาพไปยังบัลแกเรีย และโรมาเนีย (ในปี 2007) เพื่อให้ 2 ประเทศใหม่เข้าระบบการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าของสหภาพยุโรปอย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อ ธ.ค. 2006 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออก Green Paper “Europe’s trade defence instruments in a changing global economy – A Green Paper for public consultation” เสนอให้มีการทบทวนการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าทั้งสามแบบของสหภาพยุโรป และระบุข้อคำถาม โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในสหภาพยุโรป (ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ค้าปลีก ผู้บริโภค นักวิชาการ ผู้สนใจทั่วไป เป็นต้น) รวมทั้งหน่วยงานรัฐจากประเทศที่สามให้ข้อคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 เดือนจนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2006 (มีผู้ส่งออกไทยร่วมส่งแบบสอบถามมาทั้งสิ้น 3 ราย)

ในระหว่างการประชุมรับฟังความคิดเห็นและหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องในเดือน มี.ค. 2007 ที่สำนักงานใหญ่ของคณะกรรมาธิการยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ปรากฎว่า เสียงจากภาคธุรกิจยุโรป/กลุ่มผลประโยชน์ในยุโรปมีความหลากหลาย อาทิ กลุ่มผู้ผลิตภายในยุโรปเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงการใช้มาตรการปกป้องทางการค้า โดยอ้างว่าระบบเดิมดีอยู่แล้ว กลุ่มผู้ผลิตยุโรปที่ขยายฐานการผลิตออกไปนอกสหภาพยุโรป (outsourcing) กลุ่มผู้นำเข้ายุโรป และองค์กรธุรกิจที่สนับสนุนการค้าเสรี อาทิ Foreign Trade Association (FTA) เห็นว่าควรมีการปรับปรุงมาตรการปกป้องทางการค้าใหม่ให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้มาตรการ AD ควรมีการคำนึงถึงผลประโยชน์ของธุรกิจยุโรปที่มีฐานการผลิตอยู่นอกยุโรปและนำเข้าสินค้ากลับมายังยุโรปด้วย นอกจากนั้น กลุ่ม NGOs และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคยุโรปหลายแห่ง อาทิ WWF เห็นว่าการใช้มาตรการ AD ไม่ควรใช้ในสินค้าที่จำเป็นสำหรับผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นการเพิ่มราคาสินค้าที่จำเป็นเหล่านั้นสูงขึ้น อาทิ หลอดไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งมีผลต่อกระทบผู้บริโภคยุโรปโดยตรง รัฐบาลประเทศที่สาม อาทิ จีนมีท่าที่แข็งขันในการเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้มาตรการปกป้องทางการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น โดยไม่ให้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

การทบทวนยุทธศาสตร์การใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า (Trade Defence Instruments) ที่เสนอโดยคณะกรรมธิการยุโรปยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยคณะกรรมาธิการยุโรปกำลังรวบรวมและวิเคราะห์แบบสอบถามที่ได้รับทั้งหมดเพื่อหาข้อสรุปและการดำเนินการทบทวนการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าของสหภาพยุโรปต่อไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการยุโรปยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาการดำเนินการขั้นต่อไปที่ชัดเจน เนื่องจากคาดว่าได้รับแรงกดดันและแรง lobby จากภาคธุรกิจภายในของยุโรปอย่างรุนแรง เนื่องจากกลุ่มธุรกิจยุโรปบางกลุ่มไม่ต้องการให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์การใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าของสหภาพยุโรปเลยเสียด้วยซ้ำ