สหราชอาณาจักรเร่งเดินหน้า นำประเทศสู่เศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ตั้งกระทรวงนวัตกรรม มหาวิทยาลัย และทักษะ ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวประสานภาครัฐ การศึกษา และภาคธุรกิจ

สืบเนื่องงานสัมมนา “Research and Innovation Strategies of the EU: Lessons for Thailand and Emerging Economies” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 – 26 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีคุณ Chris North จาก Office of Science and Innovation ของ Department of Trade and Industry เป็นหนึ่งในผู้บรรยาย

เมื่อทางทีมงานไทยยุโรป.เน็ต ได้เดินทางไปยังกรุงลอนดอน เมื่อปลายเดือนกรกฏาคม จึงถือโอกาสเข้าพบและสัมภาษณ์ถึงแนวทางการสร้างนวัตกรรมของทางการสหราชอาณาจักรต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “การเชื่อมต่อ” ภาคการศึกษาวิจัยกับภาคธุรกิจว่า สหราชอาณาจักรมีแนวปฏิบัติอย่างไรในการเปลี่ยนศักยภาพในเรื่องการศึกษาวิจัยที่มีอยู่ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ในรายงาน Innovation Report 2003 ทางการสหราชอาณาจักรระบุว่า “นวัตกรรม” คือ “ความสำเร็จในการนำความคิดใหม่ๆมาปฏิบัติจริง” และคุณ Chris North ได้อธิบายเสริมว่า คือการทำรู้จักทำอะไรให้แตกต่างออกไปจากเดิม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับกิจกรรมทางธุรกิจของตน การสร้างนวัตกรรมจึงเป็นมากกว่าทำวิจัยหรือคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่รวมไปถึงการพัฒนาในศาสตร์ด้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ เช่น การออกแบบ (designing) การทำการตลาด (marketing) รวมไปถึงงานบริการ โดยเฉพาะด้านการธนาคารและการเงิน ซึ่งทางสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าเป็นจุดแข็งของประเทศ และปัจจุบัน สหราชอาณาจักรยังหันมาให้ความสนใจกับด้าน ‘creative industries’ อีกด้วย เช่น ภาพยนตร์ แอนิเมชั่น ดนตรี และสื่อ digital contents ต่างๆ ด้วยเห็นว่าเป็นอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต

ตั้ง “กระทรวงนวัตกรรม” ผลักดันเศรษฐกิจ
ในช่วงเวลาที่ทางทีมงานฯไปสัมภาษณ์ เป็นช่วงที่นาย Gordon Brown เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร และได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบกระทรวง การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งคือ การตั้งกระทรวงนวัตกรรม มหาวิทยาลัย และทักษะ (Department of Innovation Universities and Skills หรือ DIUS) ขึ้นมา โดยรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการสร้างนวัตกรรม การวิจัยและ การศึกษาขั้นสูง จาก จากอดีต Department of Trade and Industry (DTI) และ อดีต Department for Education and Skills

คุณ Chris North ซึ่งย้ายมาเป็นรองผู้อำนวยการ Office of European and International Innovation Policy แห่ง Department of Innovation Universities and Skills ชึ้ว่า จะเป็นครั้งแรกที่จะมีคำว่า “นวัตกรรม” เป็นชื่อกระทรวง อันเป็นการแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความจริงจังของทางการต่อการสนับสนุนสร้างนวัตกรรมด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาครัฐ เพื่อให้กลไกในการสร้างนวัตกรรมมีประสิทธิภาพและคล่องตัวขึ้น กล่าวคือ แม้ทางการสหราชอาณาจักรถือว่า ท้ายสุดแล้ว การสร้างนวัตกรรมจะเป็นเรื่องของความสามารถส่วนบุคคล แต่ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการช่วยอำนวยให้มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นภารกิจหลักของกระทรวง DIUS นั่นเอง

บทบาทของกระทรวงนวัตกรรม มหาวิทยาลัย และทักษะ (DIUS)
ที่ผ่านมา หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทำให้หลายประเทศในยุโรปไม่สามารถแปรความรู้ความสามารถในการวิจัย ให้ออกมาเป็นนวัตกรรมและมีมูลค่าทางเศรษกิจได้มากเท่าที่ควรจะเป็น เพราะขาดกลไกเชื่อมต่อภาคการวิจัยกับโลกธุรกิจ หน้าที่หลักของ DIUS คือ สร้างเศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ ด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และดึงออกมาให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ด้วยการเป็นสะพานเชื่อมภาควิจัยกับภาคธุรกิจ

เพื่อจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คุณ Chris North กล่าวว่า นอกจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวง Departments for Business, Enterprise and Regulatory Reform (BERR) ซึ่งดูแลด้านธุรกิจการค้า และ กระทรวง Children, Schools and Families (DCSF) ซึ่งดูแลด้านการศึกษา เพื่อออกมาตรการและกฏระเบียบที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดบรรยากาศที่เหมากับการสร้างสิ่งแวดล้อม เช่น การมีระบบภาษีที่เกื้อหนุนต่อ SMEs และมีกฏหมายเรื่องการจดสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ ที่มีประสิทธิภาพหน้าที่สำคัญของ DIUS คือ วางแผนการใช้งบประมาณของรัฐ เพื่อการสนับสนุนการวิจัยให้มากพอและใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรตั้งเป้าที่จะใช้งบประมาณจำนวน 2.5 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ให้ได้ภายในปีค.ศ. 2014 แม้ตัวเลขดังกล่าวจะต่ำกว่าเป้าของสหภาพยุโรป (3%) แต่ทางสหราชอาณาจักรเห็นว่า เป็นเป้าที่มีความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติมากกว่า อีกทั้ง การประเมินความสำเร็จของการดำเนินนโยบาย ด้วยการวัดจากเปอร์เซ็นตัวเลข อาจไม่มีความละเอียดลึกซึ้งพอ เพราะความสำคัญไม่ได้อยู่แค่จำนวนงบประมาณที่ใช้ แต่อยู่ที่ใช้อย่างไรด้วย อนึ่ง Chris North เสริมว่า ตัวเลข 2.5 % ก็ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแล้ว เพราะปีที่แล้ว สหราชอาณาจักรลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาไป 1.5 % ของ GDP

งบประมาณดังกล่าวถูกนำไปใช้สนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาในหลายองค์กรและหลายรูปแบบ เช่น ให้แก่มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย (Research Council) การให้เป็น tax credit หรือการสนับสนุนสิ่งอำนวยการทำวิจัย (Research Infrastructure) ส่วนหลักการในการใช้งบประมาณนั้น ทาง DIUS ยึดหลัก 3 ประการ คือ

1) คำนึงถึงความต้องการของภาคธุรกิจเป็นหลัก – ภาคธุรกิจของอังกฤษมีบทบาทสำคัญในการร่วมให้คำแนะนำและวางแผนการให้เงินอุดหนุนการวิจัยและพัฒนา ผ่านหน่วยงานที่ชื่อว่า Technology Strategy Board ซึ่งมีสมาชิกของ Board มาจากผู้บริหารจากบริษัทธุรกิจและการเงินที่สำคัญๆของประเทศ

2) ให้สะท้อนความต้องการส่วนท้องถิ่น – ทางการสหราชอาณาจักรยึดหลักให้อำนาจแก่ท้องถิ่นในการบริหาร
จัดการงบประมาณ ผ่านองค์การท้องถิ่น Regional Development Agency (RDA) ซึ่งมีด้วยกัน 8 แห่งตามภูมิภาคต่างๆของประเทศ และอยู่ใด้สังกัดกระทรวง BERR ทั้งนี้ RDA มีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม เพราะนอกจากจะให้การสนับสนุนตามอำนาจหน้าที่แก่ SMES รวมไปถึงบริษัทที่แตกตัวออกมาจากมหาวิทยาลัย (spin-off companies) ยังช่วยเป็น “พี่เลี้ยง” ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดถึงเรื่องที่จำเป็นต้องรู้ในการประกอบธุรกิจ เช่น การจดทะเบียน ภาษี ฯลฯ เพื่อให้การให้การสนับสนุนเหมาะกับบริบทของธุรกิจท้องถิ่นนั้นๆ

3) เลือกให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่มีผลงานดีเป็นหลัก – การให้เงินอุดหนุนการเพื่อการทำวิจัยและพัฒนาแก่
มหาวิทยาลัยนั้นจะมากน้อยแตกต่างกันไปตามการประเมินผล มหาวิทยาลัยที่มีผลงานที่ดีกว่าก็ได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า เพื่อช่วยรักษาระดับความมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมีอิสระที่จะใช้งบประมาณ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่นของตน

ทั้งนี้ การเชื่อมโยงสองภาคเข้าด้วยกันนั้นมีอุปสรรคมากกว่าในเชิงโครงสร้างและระบบกลไก ค่านิยมในสังคมก็อาจเป็นอุปสรรคได้เช่นกัน เช่น ภาคธุรกิจมักไม่เชื่อใจและเชื่อมั่นที่จะร่วมงานกับมหาวิทยาลัย การจะเปลี่ยนค่านิยมใดๆต้องใช้หลายนโยบายประกอบกันและทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น การเสริมทักษะความเป็นผู้ประกอบการลงในหลักสูตรการศึกษา หรือการตั้ง Technology Strategy Board ซึ่งเป็นช่องทางให้ธุรกิจสำคัญๆให้ความเห็นเรื่องการทำวิจัยกับภาครัฐและสถาบัน อันเป็นการสร้างวัฒนธรรมในการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในภาคการศึกษาวิจัยอีกทางด้วย

ข้อคิดสำหรับไทย
แม้ว่าความสามารถด้านนวัตกรรมประเทศไทยจะยังตามหลังสหราชอาณาจักรอยู่มาก กล่าวคือ ข้อมูลของสำนักงานนวัตกรรมระบุว่า ไทยยังอยู่ในขั้น factor-driven stage และกำลังจะเข้าสู่ขั้น efficiency-driven stageในขณะที่สหราชอาณาจักรออกจาก efficiency-driven stage เข้าสู่ เศรษฐกิจแบบ innovation-driven แล้ว แต่กระนั้นก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าปัญหาที่ประเทศไทยประสบนั้น มีความคล้ายคลึงกับสหราชอาณาจักรในแง่ของโครงสร้าง แต่แตกต่างในแง่ของระดับ เช่น เรื่องการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนการทำวิจัยของประเทศ ซึ่งของไทยยังอยู่แค่ 0.25 % ของ GDP (ในขณะที่ของสหราชอาณาจักรอยู่ที่ระดับ 1.5 %) หรือ ความจำเป็นที่ต้องมีการเสริมความแข็งแกร่งให้กลไกเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชนกับภาคการศึกษาวิจัย ซึ่งปัจจุบันธุรกิจไทยยังไม่เห็นว่ามหาวิทยาลัยในประเทศสามารถเป็นแหล่งวิจัยในเชิงธุรกิจ

แนวทางการปฏิบัติของสหราชอาณาจักรจึงเป็นสิ่งที่น่านำมาศึกษาในเชิงลึกต่อ การที่สหราชอาณาจักร ยกระดับกรมนวัตกรรมขึ้นมาเป็นกระทรวงนวัตกรรม มหาวิทยาลัย และทักษะ แสดงให้เห็นว่า การพัฒนานวัตกรรมไม่สามารถที่จะกระทำได้โดยฝ่ายค้นคว้าวิจัยฝ่ายเดียว แต่ต้องมีการเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ลงทุนในการค้นคว้าวิจัย คือ ภาคธุรกิจ กับผู้ทำการวิจัย เพื่อให้ความต้องการของภาคเอกชนสอดคล้องรับกับความสามารถของภาคการศึกษาวิจัย ภาครัฐต้องเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงสองฝ่ายเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินนโยบายและประสานงาน พร้อมสร้างบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ผ่านทางนโยบายด้านอื่นๆ ทั้งการศึกษา ภาษี และเรื่องลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร หรืออาจกล่าวได้ว่า ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของประเทศจำเป็นต้องมีตัวกลางในการประสานงานที่ดี

ข้อมูลประกอบ

  • การสัมภาษณ์ Chris North , Office of European and International Innovation Policy แห่ง Department of Innovation Universities and Skills ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร วันที่ 20 กค. 2550
  • Chris North ,“Promoting Innovation in the UK”, นำเสนอในงานสัมมนา “EU Research and Innovation Strategies: Lessons for Thailand and Emerging Economies”, 25 – 26 เมษายน 2550 ที่โรงแรม Millennium Hilton กรุงเทพ ฯ
  • Mr. Soopachai Lorlohakarn “Innovation Strategy in Thailand” นำเสนอในงานสัมมนา “EU Research and Innovation Strategies: Lessons for Thailand and Emerging Economies”, 25 – 26 เมษายน 2550 ที่โรงแรม Millennium Hilton กรุงเทพ ฯ
  • Department of Trade and Industry, “Competing in the Global Economy: the Innovation Challenge”
  • ขอขอบคุณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สำหรับความเห็นและข้อเสนอแนะ)