การสัมมนา European Competitiveness and Anti-Dumping Policy in the Era of Globalisation and Fragmented Supply Chains ณ กรุงบรัสเซลส์ มีตัวแทนจากภาครัฐ สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย และภาควิชาการ ร่วมหารือเกี่ยวกับการใช้มาตรการปกป้องการทุ่มตลาดหรือ Anti-Dumping (AD) ของ EU ว่า EU ควรจะทบทวนและปรับปรุงการใช้มาตรการดังกล่าวหรือไม่ และควรไปในทิศทางใด เพื่อจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจยุโรป ในสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของโลกยุคโลกาภิวัตน์ ที่บริษัทยุโรปย้ายฐานการผลิตออกไปนอกภูมิภาคยุโรปสู่ภูมิภาคที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าแล้วส่งสินค้าเหล่านั้นกลับมาขายในยุโรป เรียกว่าระบบ Supply Chain

การสัมมนา European Competitiveness and Anti-Dumping Policy in the Era of Globalisation and Fragmented Supply Chains จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2550 ณ กรุงบรัสเซลส์ โดย European Centre for International Political Economy (ECIPE) ซึ่งเป็น Research Think Tank ที่เน้นประเด็นด้านการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ร่วมกับ National Broad of Trade ของรัฐบาลสวีเดน

การทบทวนยุทธศาสตร์การใช้มาตรการ AD ของ EU

ตั้งแต่ปี 2006 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกเอกสารสีเขียวเสนอให้มีการทบทวนการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าทั้งสามแบบของสหภาพยุโรป (Anti-Dumping Anti-Subsidies และ Safeguard) แต่ข้อเสนอดังกล่าวกลับกลายเป็นประเด็นร้อนที่เป็นที่ถกเถียงและเกิดการขัดแย้งด้านผลประโยชน์กันระหว่างภาคธุรกิจและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในยุโรป กล่าวคือ กลุ่มผู้ผลิตภายในยุโรป ไม่เห็นด้วยกับการทวน และเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงการใช้มาตรการปกป้องทางการค้า แต่กลุ่มบริษัทยุโรปที่ขยายฐานการผลิตออกไปนอกยุโรป กลุ่มผู้นำเข้ายุโรป และกลุ่มองค์กรการค้าเสรี เห็นว่าควรมีการปรับปรุงมาตรการปกป้องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสกว่าเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งความเห็นไม่ตรงกันของกลุ่มที่ต้องการปกป้องทางการค้า และกลุ่มที่สนับสนุนการค้าเสรี

ผู้เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้เป็นตัวแทนจากภาครัฐสวีเดน ภาควิชาการ ที่ปรึกษากฎหมายและทนายจากบริษัทที่ปรึกษากฎหมายที่มีประสบการณ์ในการดำเนินกรณี AD ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปในการทบทวนมาตรการ AD ระหว่างการสัมมนามีการนำเสนอผลการศึกษาวิจัย สถิติ และบทวิเคราะห์ เกี่ยวกับการใช้มาตรการ AD ของ EU ในช่วงที่ผ่านมาก และมีการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และประสบการณ์ระหว่างวิทยากรทั้งจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งมีตัวแทนจากคณะกรรมาธิการยุโรปเข้าร่วมหารือด้วย

สวีเดนสนับสนุนการค้าเสรีและการทบทวนมาตรการ AD

นาง Ewa Bjorling รัฐมนตรีด้านการค้าของสวีเดน ผู้เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา เน้นว่าสวีเดนให้การสนับสนุนการทบทวนการใช้เครื่องมือปกป้องการค้าของ EU ที่เสนอโดยนาย Peter Mandelson คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า และเน้นว่าในระบบเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศยุคใหม่ที่กระบวนการผลิตของบริษัทยุโรปขยายตัวออกไปในภูมิภาคอี่นๆ มีความแตกต่างจากการผลิตแบบดั้งเดิมที่บริษัทยุโรปมีฐานการผลิตอยู่ในยุโรปเอง แต่ในระบบ Supply Chain ในปัจจุบันธุรกิจยุโรปแม้จะย้ายฐานการผลิตออกไปในภูมิภาคอื่นแล้วนำกลับเข้ามาขายในยุโรป แต่ก็ยังมีการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเหล่านั้นในยุโรปด้วย อาทิ อุตสาหกรรมรองเท้า และเสื้อผ้า/เครื่องนุ่งห่ม นาง Bjorling เน้นว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าในยุโรปนี้เองคือผลประโยชน์ของยุโรปและการสร้างงานในภูมิภาคยุโรป ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนธุรกิจยุโรปให้เติบโตเข้มแข็งพร้อมแข่งขันในเวทีโลก สุดท้ายนาง Bjorling ย้ำ ว่า สวีเดนยึดถือนโยบายการค้าเสรีและผลประโยชน์ของผู้บริโภคยุโรปเป็นหลักสำคัญ

สวีเดนเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ยึดนโยบายการค้าเสรีมาโดยตลอด และสนับสนุนให้มีการทบทวนนโยบายการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้มาตรการ AD ของ EU ให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาจสังเกตได้ว่ามีบริษัทสวีเดนจำนวนมากที่เป็นบริษัทข้ามชาติ และได้ขยายฐานการผลิตออกไปในต่างประเทศ อาทิ บริษัทเสื้อผ้า/เครื่องนุ่งห่ม H&M และบริษัท IKEA เป็นต้น

การใช้มาตรการ AD ของ EU: ปัญหาและการปรับปรุง

Professor Patrick Messerlin นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Sciences Po กรุงปารีส นำเสนอข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการ AD ว่า ประเทศที่ใช้มาตรการ AD มากที่สุดในโลกมี 12 ประเทศ เป็นประเทศพัฒนาแล้ว 5 ประเทศ และประเทศกำลังพัฒนา 7 ประเทศ โดยส่วนมากเป็นประเทศใหญ่ ประเทศที่ใช้มาตรการ AD มากที่สุดในโลกได้แก่ อินเดีย ตามด้วยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และจีนเป็นประเทศใหม่ที่เริ่มใช้มาตรการ AD เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี จีนและเกาหลีใต้เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบทางลบจากการใช้มาตรการ AD มากที่สุด Professor Messerlin ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่ามาตรการ AD มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ เพื่อต่อสู้กับสินค้าที่ผลิตจากประเทศที่สาม

นาย Edwin Vermulst จากบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย Vermulst, Verhaeghe & Graafsma Advocaten กรุงบรัสเซลส์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทตนได้ดำเนินโครงการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาที่ประเทศที่สามต้องประสบจากการโดนมาตรการ AD ของ EU ภายใต้โครงการที่เรียกว่า TEN I (ปี 2004) และ TEN II (ปี 2006) ซึ่งประเทศไทยมีส่วนร่วมอยู่ในโครงการศึกษา TEN I ด้วย ผลปรากฎว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่ประเทศที่สามต้องประสบนั้นเกี่ยวกับวิธีการดำเนินมาตรการ AD (procedural problems) อาทิ ความไม่โปร่งใสและการมีชั้นความลับของข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่นำมาคำนวนอัตราอากร AD ไม่เพียงพอ ไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนในการใช้มาตรการ AD ไม่มีระบบการทบทวนมาตรการ AD ที่ชัดเจน นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีการคำนวน (calculation Issues) อาทิ วิธีการคำนวน Normal Value และการคำนวน Injury Margin ฯลฯ

นาย Cliff Stevenson เป็นที่ปรึกษาด้านมาตรการ AD จากบริษัท Cliff Stevenson Consulting และเป็นบรรณาธิการ Antidumpingpublishing.com มีประสบการณ์อยู่ในวงการ AD มานาน ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการทบทวนนโยบายการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าของ EU ว่าไม่ควรจะหวังผลการปรับเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่มากนัก เพราะทำได้ยาก เนื่องจากการใช้มาตรการ AD เกี่ยวข้องกับกลุ่มผลประโยชน์หลายกลุ่มในยุโรป แต่ควรจะมุ่งเป้าหมายระดับปานกลาง แต่เป็นรูปธรรม เพราะผู้ที่เป็นตัวกลางอย่างคณะกรรมาธิการยุโรปในการดำเนินการทบทวนมาตรการ AD ดังกล่าวต้องมีหน้าที่ประนีประนอมผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลายให้ได้ ที่ผ่านมาประสบการณ์จากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลียก็ได้เคยพยายามทำการศึกษาเกี่ยวกับการทบทวนนโยบายการใช้มาตรการ AD มาแล้ว แต่ไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนัก อย่างไรก็ดี นาย Stevenson ย้ำจากมุมมองของนักปฏิบัติว่าอยากให้ EU มีการเปิดเผยข้อมูลที่ใช้ในการดำเนินมาตรการ AD ให้โปร่งใส และมีการเปิดเผยข้อมูลแบบออนไลน์มากขึ้น

นาย Peter Balas ตัวแทนจากคณะกรรมาธิการยุโรป DG Trade (เทียบเท่ารองปลัดฯ) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปในการทบทวนนโยบายการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าว่า สืบเนื่องมาจากการย้ายฐานการผลิตของ EU ไปในประเทศที่สามทำให้มีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการกำหนดว่าสินค้าใดเป็นสินค้า EU แล้วไม่ได้มีการทบทวนเครื่องมือปกป้องทางกาค้า (Trade Defence Instrument –TDI) มานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 1994 โดยคณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดทำแบบสอบถามความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อต้นปี 2007 ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 540 ราย ส่วนใหญ่เห็นว่า TDI ยังมีความจำเป็นและหลักๆ เสนอให้กำหนดนิยาม community interest ให้ชัดเจนครอบคลุมมากขึ้น และปรับปรุงมาตรการบังคับใช้ AD ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการป้องกันการโกงและการหลบเลี่ยง AD

คณะกรรมาธิการยุโรปมีแผนการจะเสนอข้อเสนอสำหรับการทบทวนนโยบายดังกล่าวต่อประเทศสมาชิก EU ในเดือน พ.ย. 2007 นี้ ในชั้นนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าจะเสนอปรับสาระและรูปแบบการแก้ไขมาตรการ AD อย่างไร ซึ่งมีผู้ซักถามว่าจะปรับเปลี่ยนคำนิยาม Community Interest ได้อย่างไร นาย Balas ได้ตอบว่า ในปัจจุบันผู้นำเข้าถือเป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งด้วย ส่วนผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าการหามาตรการที่สมดุลที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาในทางปฏิบัติได้มีการผ่อนปรน เช่น กรณี AD รองเท้าจากจีนและเวียดนาม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ผลิตและผู้นำเข้าของ EU

นาย Henrik Isakson นักเศรษฐศาสตร์ ตัวแทนจาก National Board of Trade ของสวีเดน นำเสนอผลการศึกษาว่ามาตรการ AD จะทำลายระบบ supply chain ของการค้าระหว่างประเทศที่ดำเนินในยุคปัจจุบัน โดยเน้นว่าแม้บริษัทยุโรปจะขยายฐานการผลิตออกไปอยู่ในภูมิภาคที่ต้นทุนต่ำกว่า อย่างเอเชีย แต่ยังคงฐานการวิจัยและพัฒนา และการเพิ่มมูลค่าสินค้าไว้ในภูมิภาคของตน ยกตัวอย่างกรณีสินค้ารองเท้า จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นรองเท้าที่ผลิตในประเทศจีน แต่รองเท้านั้นมีการออกแบบจากยุโรป และมีการนำรองเท้าที่สั่งผลิตมาจากจีนแต่มาสร้างมูลค่าเพิ่มของรองเท้าในยุโรปด้วย (อาทิ นำมาติดเครื่องประดับตกแต่งเพิ่มเติม) ยกตัวอย่างกรณี รองเท้ายี่ห้อ Camper มีการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าในยุโรปร้อยละ 80 รองเท้ายี่ห้อ DC Company ร้อยละ 79 ดังนั้น นาย Isakson จึงเห็นว่า EU ไม่ควรจะใช้มาตรการ AD ต่อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มในยุโรป อาทิ เครื่องนุ่งห่มและเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะจะเป็นการทำร้ายธุรกิจยุโรปด้วยกันเอง

Professor Vandenbussche อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Louvain เบลเยียม เห็นว่าปัจจุบันมาตรการ AD ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายของหลายประเทศ ในกรณีของ EU Professor Vandenbussche ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับบริษัทยุโรปที่ได้ประโยชน์จากการใช้มาตรการ AD ต่อสินค้าจากประเทศที่สามว่ามีการปรับตัวและพัฒนาบริษัทให้แข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทมากขึ้น ทั้งนี้ สำหรับประเทศที่สามที่โดนมาตรการ AD อาจมองได้อีกมุมมองหนึ่งว่าเป็นค่าตอบแทนที่ประเทศอาจต้องยอมเสียผลประโยชน์ในบางอุตสาหกรรม จากการอยู่ในระบบการค้าเสรีที่ปกติภาษีต่ำมาก

สรุป

สำหรับประเทศไทย อาจเห็นได้ว่ามาตรการ AD เป็นมาตรการปกป้องทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีที่
EU ใช้ต่อประเทศที่สามมากที่สุดมาตรการหนึ่ง สินค้าที่มีแนวโน้มอาจโดนมาตรการ AD ของ EU ในอนาคตน่าจะเป็นสินค้าที่ธุรกิจยุโรปที่ไม่ได้มีส่วนแบ่งผลประโยชน์ในกระบวนการผลิตและส่งออกเลย อาทิ สินค้าเกษตรและอาหาร (ผู้นำเข้ายุโรปยังเป็นกลุ่มผลโยชน์กลุ่มเล็กที่มีเสียง lobby EU ยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับผู้ผลิตสินค้าเกษตรของยุโรปเอง) สินค้าเกษตรของไทยจึงเป็นประเภทสินค้าที่ต้องจับตา สำหรับ สินค้าอุตสาหกรรมหลายประเภทที่บริษัทยุโรปเข้าไปลงทุนสร้างฐานการผลิตในเอเชีย/ไทย อาทิ สินค้ารองเท้า เสื้อผ้า/เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ มีแนวโน้มที่ EU จะใช้นโยบายประนีประนอมมากขึ้นในการใช้มาตรการ AD เพื่อไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ของธุรกิจยุโรปกันเอง ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้มาตรการ AD ของ EU หวนกลับมาทำร้ายธุรกิจยุโรปด้วยกันเอง