โดยที่การเลือกตั้งเมื่อเดือนตุลาคม 2550 ส่งผลให้พรรค Law and Justice (PiS) ของอดีตนายกรัฐมนตรี Jaroslaw Kaczynski หมดอำนาจและพรรค Civic Platform (
PO) ภายใต้การนำของนาย Donald Tusk ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลผสม อาจส่งผลให้นโยบายด้านพลังงานของโปแลนด์เปลี่ยนแปลงไป  ดังมีข้อสนเทศที่น่าสนใจ ดังนี้

อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลชุดเดิมของโปแลนด์เพิ่งจะตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาและสถานะของประเทศที่ต้องพึ่งพิงพลังงานจากรัสเซียอย่างจริงจังเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2549 จากแรงกดดันที่สั่งสมมานานประจวบกับเหตุการณ์ที่รัสเซียประกาศระงับการส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อส่งก๊าซยูเครนเพื่อกดดันให้ยูเครนต้องซื้อก๊าซธรรมชาติในราคาที่แพงขึ้น  ทำให้โปแลนด์ตื่นตัวตระหนักถึงภัยของการพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียและการขาดความหลากหลายของแหล่งก๊าซธรรมชาติของตน

รัฐบาลภายใต้การนำของอดีต นรม.Kazimierz Marcinkiewicz ได้ประกาศมาตรการแก้ไข 4 ประการหลัก ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาล ประกอบด้วย (1) สร้าง Liquefied Natural Gas (LNG) Terminal  (2) เร่งเพิ่มปริมาณการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติภายในประเทศ (3) เพิ่มศักยภาพการสำรองก๊าซธรรมชาติ และ (4) เสาะหาแหล่งก๊าซธรรมชาติอื่นๆ นอกจากนั้น รัฐบาลโปแลนด์ยังได้เสนอข้อริเริ่ม “European Energy Security Treaty” ต่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อช่วงเดือน ก.พ.2549 ซึ่งมีสาระสำคัญระบุให้นำหลักการการประสานประโยชน์ร่วมกัน (solidarity) มาปรับใช้กับการส่งและสำรองพลังงานของภูมิภาค อย่างไรก็ดี ข้อริเริ่มดังกล่าวมิได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิก เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าความพยายามของโปแลนด์สวนกระแสกับแนวทางของประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ที่ต้องการเห็นการ deregulate ประเด็นด้านพลังงานในภูมิภาคยุโรป

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2550 สื่อมวลชนโปแลนด์ลงพิมพ์บทความเกี่ยวกับนโยบายพลังงานของคณะรัฐบาล นรม. Kaczynski เขียนโดยนาย Pawel Szlamacha รมช.อาวุโส กระทรวงการคลังโปแลนด์ และนาย Piotr Naimski รมช.อาวุโส กระทรวงเศรษฐกิจโปแลนด์ (รมช.อาวุโสทั้งสองมีส่วนสำคัญยิ่งในการกำหนดแนวนโยบายด้านพลังงานของ คณะรัฐบาลเดิม) เพื่อโน้มน้าวให้คณะรัฐบาลชุดใหม่สานต่อแนวนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลชุดเก่า สาระสำคัญของบทความสรุปได้ ดังนี้

ในช่วง 2 ปีที่พรรค PiS มีโอกาสบริหารประเทศ คณะรัฐบาลฯ ได้ปรับโฉมนโยบายเกี่ยวกับพลังงานก๊าซธรรมชาติของประเทศอย่างจริงจัง โดยมุ่งเสาะหาแหล่งทรัพยากรก๊าซธรรมชาติอื่นๆ ทดแทนก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย   ผู้เขียนระบุว่า แนวทางดังกล่าวต้องต่อสู้กับ    (1) ความเชื่อเดิมๆ ของโปแลนด์ที่มองว่าก๊าซธรรมชาติของรัสเซียถูกและสะดวกในการนำมาใช้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วรัสเซียขายก๊าซธรรมชาติให้โปแลนด์ในราคาเดียวกับประเทศยุโรปอื่นๆ ทั้งไม่เคยอลุ้มอล่วยในเรื่องราคาและมักใช้ประเด็นเรื่องการพึ่งพิงด้านพลังงานมากดดันประเทศที่ตนวางระบบท่อก๊าซพาดผ่าน  (transit countries) อาทิ เบลารุสและยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบทางอ้อมต่อโปแลนด์เสมอมา และ (2) ความเชื่อที่ว่าความปลอดภัยด้านพลังงานสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นไปไม่ได้  นอกจากนั้น ท่าทีของสหภาพยุโรปต่อประเด็นด้านพลังงานเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้โปแลนด์ต้องหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว   ผู้เขียนระบุว่า ในขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปผลักดันให้เปิดเสรีตลาดพลังงานในยุโรป แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับการมีความร่วมมือด้านพลังงานกับกลุ่มประเทศ non-EU member states ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลให้ตลาดพลังงานสหภาพยุโรปถูกครอบครองโดยผู้ประกอบการต่างชาติ (คือ รัสเซีย) ที่ยังคงใช้หลักภูมิรัฐศาสตร์อยู่

ผู้เขียนได้สรุปการดำเนินการตามมาตรการเชิงป้องกันด้านพลังงานของกระทรวงเศรษฐกิจและกระทรวงการคลังของโปแลนด์ 3 ประการหลัก อันประกอบด้วย (1) การเข้าถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติต่างชาติที่หลากหลาย อาทิ ความสำเร็จของ The Polish Oil and Gas Company (PGNiG) ในการมีความร่วมมือกับแหล่งก๊าซธรรมชาติ Skarv และ Snadd ของนอร์เวย์ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของ PGNiG ในการพัฒนาเป็นบริษัทก๊าซธรรมชาติระหว่างประเทศที่สำคัญในอนาคต (2) การสร้างท่อส่งก๊าซเชื่อมต่อจากท่อส่งก๊าซ Skanled (นอร์เวย์-เดนมาร์ก) เข้าสู่โปแลนด์ (ลงนามความร่วมมือระหว่าง PGNiG กับบริษัท Energinet.dk และ GazSystem ของเดนมาร์กเพื่อวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลบอลติกวันที่ 15 พ.ย.2550) และ (3) การสร้าง LNG Terminal ที่เมือง Swinoujscie (ลงนามสัญญาว่าจ้างผู้ออกแบบช่วงปลายเดือน พ.ย. 2550) ซึ่งจะเดินหน้าไปพร้อมๆ กับการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกของเมืองและการเจรจาข้อตกลงเพื่อขนส่งก๊าซ LNG โดยเน้นย้ำให้เห็นว่าแนวนโยบายดังกล่าวมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อสถานการณ์ด้านพลังงานในอนาคตของโปแลนด์ และหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสานต่อโครงการที่รัฐบาลชุดเก่าได้ริเริ่มไว้

นอกจากการคัดค้านการแต่งตั้งนาย Radoslaw Sikorski และนาย Zbigniew Cwiakalski ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.กต.โปแลนด์ และ รมว.ยุติธรรมตามลำดับแล้ว เห็นจะมีเพียงประเด็นนโยบายด้านพลังงานนี้เท่านั้นที่รัฐบาลชุดเก่าแสดงท่าทีจริงจังให้รัฐบาลชุดใหม่รับไปพิจารณาดำเนินการต่อ  แต่หากพิจารณานโยบายหลักของพรรค PO ที่ชูประเด็นระหว่างเลือกตั้ง จะเห็นว่า priorities หลักของพรรคไม่ได้อยู่ที่ภาคพลังงาน แต่เน้นเฉพาะ (1) การปรับระบบภาษีให้เป็นแบบ flat tax rate (2) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะภาคสาธารณสุข  (3) การกระจายอำนาจด้านงบประมาณให้กับองค์กรบริหารท้องถิ่น (4) การเลือกตั้งทางตรงของนายกเทศมนตรีและผู้ว่าการรัฐ     (5) การปฏิรูประบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา (6) การลดจำนวนสมาชิกผู้แทนราษฎร และ        (7) การให้อำนาจแก่ธนาคารแห่งชาติโปแลนด์ในการกำหนดนโยบายด้านการเงิน จึงคงต้องรอดูว่ารัฐบาลใหม่จะมีการแสดงวิสัยทัศน์ต่อภาคพลังงานของโปแลนด์อย่างไร

ในขณะเดียวกัน  การให้คำมั่นของนาย Tusk (ว่าที่ นรม. โปแลนด์คนใหม่) ต่อ     นาย Jose Manuel Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรประหว่างการเยือนโปแลนด์เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะผลักดันให้เกิดความร่วมมือและมิตรภาพที่แนบแน่นยิ่งขึ้นระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปนั้น อาจทำให้นาย Tusk ต้องเห็นชอบกับแนวนโยบายร่วม ด้านพลังงานของยุโรปที่มุ่ง  (1) การเปิดเสรีตลาดภายในเพื่อให้เกิดการแข่งขัน (2) การเพิ่มความปลอดภัยของการ supply พลังงาน และ (3) การมีนโยบายร่วมต่อประเทศยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน เช่น รัสเซีย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นพรรค PiS ในฐานะ พรรคฝ่ายค้านอาจต้องแสดงวิสัยทัศน์กระตุ้นเตือนรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานนี้อีกครั้ง