คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าได้ตั้งเป้าให้มีการทบทวนมาตรการการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าของ EU ภายในเดือน พ.ย. นี้ เพื่อปรับปรุงมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ การตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) การตอบโต้การอุดหนุน (Anti-Subsidy) และมาตรการป้องกัน (safeguard measures) ให้สอดคล้องกับสภาวะอุตสาหกรรมในปัจจุบัน แต่ภาคเอกชนยุโรปและสหภาพแรงงานร่วมผนึกกำลังต่อต้านแนวทางดังกล่าว โดยเห็นว่าจะเป็นผลเสียต่อภาคธุรกิจยุโรป

แนวคิดเรื่องการทบทวนมาตรการการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าของ EU เริ่มขึ้นจากการออกยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนฉบับใหม่ของ EU (Global Europe: Competing in the World) เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2549 โดยในยุทธศาสตร์นี้ได้กำหนดหลายแนวทางเพื่อให้นโยบายการค้า EU เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่กระบวนการผลิตได้ปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบ Supply Chain และหนึ่งในแนวทางนั้นคือ ยุทธศาสตร์การใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า (Trade Defence Instruments) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ต่อมาได้มีการออกรายงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2549 และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายใน EU เช่น ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ค้าปลีก ผู้บริโภค นักวิชาการ ผู้สนใจทั่วไป รวมทั้งหน่วยงานรัฐจากประเทศอื่นให้ข้อคิดเห็นได้จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2550 โดยในระหว่างนั้นได้เปิดการเสวนา (Public Hearing) เพื่อรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2550

แนวความคิดต่อยุทธศาสตร์ของ EU ในเรื่องนี้ได้รับการถกเถียง หารืออย่างกว้างขวางในหมู่ภาคเอกชนยุโรป และได้มีการจัดสัมมนารวบรวมความเห็นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2550 องค์กรตัวแทนภาคธุรกิจชั้นนำของยุโรป 4 องค์กร ได้แก่ BDI ของเยอรมนี MEDEF ของฝรั่งเศส Confindustria ของอิตาลี และ CEOE ของสเปน ได้ร่วมกันจัดสัมมนาโดยเชิญสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป (ETUC) เข้าร่วมด้วย และได้ออกแถลงการณ์ร่วมคัดค้านการปรับเปลี่ยนกฎที่เกี่ยวกับการตอบโต้การทุ่มตลาดโดยเห็นว่าจะเป็นการทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของ EU หากมีการเปลี่ยนแปลงน่าจะเป็นการทบทวนมาตรการเพียงบางอย่างที่จะทำให้ SMEs ใช้ประโยชน์จากมาตรการปกป้องทางการค้าได้ง่ายขึ้น และเห็นว่ามาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีความเป็นธรรมดี ชัดเจนและเป็นระบบดีแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนและเพิ่มค่าใช้จ่าย และเห็นว่าการตอบโต้การทุ่มตลาดมีผลกระทบน้อยมากต่อผู้บริโภค โดยชี้ว่าแม้กระทั่งในรายงานของคณะกรรมาธิการยุโรปยังระบุว่าสินค้าที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือตอบโต้การอุดหนุนการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนน้อยว่า 0.5% ของปริมาณสินค้านำเข้าภายใน EU

กลุ่มดังกล่าวเห็นว่าหากมีการปรับเปลี่ยนมาตรการตอบโต้ทางการค้าให้อ่อนลงจะส่งสัญญาณทางการเมืองที่ผิดๆ ต่อคู่ค้าว่า EU กำลังอ่อนข้อลงในขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ และอินเดียต่างเพิ่มเขี้ยวเล็บของตัวเองในด้านการค้าระหว่างประเทศ และเป็นการส่งสัญญาณว่ามาตรการปกป้องทางการค้าสามารถถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งที่การใช้มาตรการปกป้องทางการค้าควรมีพื้นฐานจากผลการไต่สวนและการวิเคราะห์ทางเทคนิคเท่านั้น

ไม่เพียงแต่กลุ่มตัวแทนผู้ประกอบการใน EU เท่านั้นที่เห็นแย้งกับคณะกรรมาธิการยุโรป แต่กลุ่มสหภาพแรงงาน (European industry and trade unions: ETUC) ก็เห็นแย้งเช่นกันโดยเห็นว่าการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์การสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานของ EU หากมีการปรับเปลี่ยนนอกจากจะเป็นการทำลายพื้นฐานของตลาดร่วมยุโรป ซึ่งเน้นเรื่องการแข่งขันทางการค้าที่เสรีและเป็นธรรมระหว่างประเทศสมาชิก EU และการคัดค้านการไม่เคารพมาตรฐานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม (social and environment dumping) ควรปกป้องหลักการดังกล่าวนอก EU โดยต่อต้านการนำเข้าสินค้าที่ไม่เคารพมาตรฐานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และเห็นว่าแรงงานและสหภาพแรงงานในยุโรปควรมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องนี้ โดยแรงงานยุโรปต้องมีสิทธิในการปกป้องตัวเอง เช่น สามารถยื่นคำร้องให้เปิดการไต่สวนและมีส่วนร่วมในการไต่สวนการทุ่มตลาดในทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นสิทธิที่แรงงานในสหรัฐฯ มีเช่นกัน

ความเห็นในเรื่องการทบทวนมาตรการปกป้องทางการค้าของ EU ยังแตกออกเป็นหลายเสียง ในยุโรปทั้งในระดับประเทศสมาชิก โดยประเทศสมาชิกที่ไม่เห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนได้แก่กลุ่มประเทศที่มีภาคการผลิตเป็นส่วนสำคัญของประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ในขณะที่กลุ่มประเทศสมาชิกที่เห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนได้แก่กลุ่มประเทศที่มีภาคการค้า โดยเฉพาะผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกจำนวนมาก เช่น สหราชอาณาจักร สวีเดน เนเธอร์แลนด์ และในระดับภาคธุรกิจ โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยคือบรรดาสมาคมผู้จ้างงาน (employer organizations) ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ภายใน EU ในขณะที่ฝ่ายที่เห็นด้วยคือบรรดาผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีก และผู้ผลิตที่ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นนอก EU

ในส่วนของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าไม่ต้องการให้มาตรการปกป้องทางการค้าเป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทยุโรปในประเทศอื่น รวมทั้งต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ค้าระหว่างประเทศ (traders) และผู้ค้าปลีก (retailers) ด้วย การตอบโต้การทุ่มตลาดควรมีขึ้นเมื่อเกิดการค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือมีความช่วยเหลือจากรัฐที่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน หรือมีการใช้วิธีการอื่นๆ ที่ไม่ถูกกฎหมาย โดยต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน โดยในการไต่สวนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ผลิตและผู้บริโภคภายใน EU บริษัท EU ที่ไปตั้งฐานการผลิตในประเทศที่สามรวมทั้งผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายใน EU ด้วย

สถานะของเรื่องนี้คือเรื่องยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งต้องมีการตกลงกันในหมู่กรรมาธิการยุโรปก่อนที่จะส่งให้คณะมนตรีสหภาพยุโรป (ผู้แทนของประเทศสมาชิก EU) พิจารณาต่อไป ซึ่งการพิจารณาในระดับคณะกรรมาธิการยุโรปได้ถูกเลื่อนออกไปจากวันที่ 20 พ.ย. เป็นวันที่ 5 ธ.ค. 2550 นอกจากนี้ ได้มีการคาดการณ์กันว่า นาย Peter Mandelson กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าอาจไม่จัดทำข้อเสนอที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตรการปกป้องทางการค้ามากนักให้คณะมนตรีสหภาพยุโรปพิจารณาดังที่เตรียมการไว้แต่แรก แต่จะเป็นแผนที่มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะบางอย่าง และในขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการยุโรปจะรับรองแนวทาง (guidelines) เกี่ยวกับการปรับปรุงการบริหารจัดการกระบวนการไต่สวนการทุ่มตลาด ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยุโรป โดยจะครอบคลุมเรื่องความชัดเจนของกระบวนการไต่สวน และหลักเกณฑ์ในการประเมินข้อเท็จจริงและปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาตัดสินใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าทั้งสามแบบ

สรุป

ไม่ว่าการปรับเปลี่ยนมาตรการปกป้องทางการค้าของ EU จะเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ประเด็นสำคัญอยู่ที่การปกป้องและประสานผลประโยชน์ของภาคธุรกิจและผู้บริโภคในยุโรปเองซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการไต่สวนการทุ่มตลาดใน EU จะมีความยุ่งยากมากขึ้นหากฝ่ายต่างๆ ในยุโรปมีข้อคิดเห็นขัดแย้งกันเองมาก เช่น กรณีการไต่สวนการทุ่มตลาดรองเท้าหนังจากจีนและเวียดนาม และหลอดไฟประหยัดพลังงานจากจีน ในขณะที่หากฝ่ายต่างๆ ในยุโรปมีข้อคิดเห็นขัดแย้งกันเองน้อย การไต่สวนการทุ่มตลาดจะเป็นไปตามแนวทางของคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น ไม่ว่าผลการปรับเปลี่ยนมาตรการปกป้องทางการค้าจะออกมาเป็นอย่างไร หากสินค้าของไทยถูกดำเนินการไต่สวนการทุ่มตลาดโดย EU หลักการสำคัญที่พึงใช้ในเบื้องต้น คือ การชี้ให้เห็นข้อมูลที่ชัดเจนว่าฝ่ายที่ถูกไต่สวนมิได้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการขัดต่อหลักการการค้าที่เสรีและเป็นธรรม หรือการดำเนินการที่ผิดกฎการค้าระหว่างประเทศแต่อย่างใดอย่างทันท่วงที และควรร่วมมือกับฝ่ายที่เสียผลประโยชน์ในกรณีนั้นๆ เช่น ผู้นำเข้าหรือผู้ค้าปลีกสินค้าประเภทนั้นเพื่อช่วยกันให้ข้อมูลในระหว่างการไต่สวนอย่างมีประสิทธิภาพอีกทางหนึ่งด้วย