นาย Anders Fogh Rasmussen นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ได้แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาเดนมาร์กเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 50 ภายหลังจากได้รับเลือกตั้งให้บริหารประเทศเป็นสมัยที่ 3 ดังนี้

1. นโยบายภายในประเทศ

1.1  แม่แบบของระบบสวัสดิการสังคม (welfare model)

รัฐบาลจะสร้างเดนมาร์กให้เป็นแม่แบบของระบบสวัสดิการสังคมในศตวรรษที่ 21 ซึ่งทุกคน ล้วนได้รับสิทธิเสรีภาพอย่างไม่มีขีดจำกัด  ดังนั้น รัฐบาลเดนมาร์กจึงได้จัดตั้งกระทรวงสวัสดิการสังคม (Ministry of Welfare) โดยใช้งบประมาณ 60 พันล้านโครนเดนมาร์ก ในการลงทุนและพัฒนาโรงพยาบาล โรงเรียน บ้านพักคนชราและสิ่งอำนวยความสะดวกในการดูแลแบบ day-care การพัฒนาระบบการบริหารจัดการ สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานให้บรรดาลูกจ้าง พัฒนาองค์กรของรัฐให้มีความทันสมัยและลดความซับซ้อนและซ้ำซ้อนของกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบสวัสดิการสังคม

1.2 ด้านสาธารณสุข

พัฒนาบริการด้านสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ โดยได้จัดสรรงบประมาณ 25 พันล้านโครนเดนมาร์กไว้แล้ว และจะกระตุ้นให้ประชาชนใส่ใจกับการรักษาสุขภาพมากขึ้น รวมทั้ง การจัดทำแผนป้องกันโรคติดต่อแห่งชาติในปีค.ศ.2009 เพื่อขยายการมีชีวิตอยู่ของประชาชนให้มีอายุยืนขึ้นอีก 10 ปีใน 3 ปีข้างหน้า

1.3  การจ้างงาน

สร้างเดนมาร์กให้เป็นสังคมแห่งการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ ทั้งด้านการวิจัย การศึกษา นวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจ รวมทั้ง ให้โอกาสชาวต่างชาติซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะด้านเข้าสู่ตลาดแรงงานเดนมาร์ก บนพื้นฐานของอัตราเงินเดือนและเงื่อนไขการทำงานของเดนมาร์ก ทั้งนี้ ปัจจุบันเดนมาร์กมีอัตราว่างงานต่ำที่สุดในรอบ 33 ปี

1.4 การบูรณาการของชาวต่างชาติ

ให้ความสำคัญกับการบูรณาการของชาวต่างชาติที่เข้ามามีถิ่นพำนักถาวรในเดนมาร์กให้มีความสำนึกในคุณค่าพื้นฐานของสังคมเดนมาร์ก เสรีภาพ ความเปิดกว้างและระบอบประชาธิปไตย ความเคารพในทัศนคติของมนุษยชาติ และความเท่าเทียมกันของชายและหญิง เพื่อแก้ปัญหาเยาวชนที่มีทัศนคติรุนแรง ซึ่งนำไปสู่การวางแผนการก่อการร้าย นอกจากนี้ จะคงดำเนินนโยบายต่อผู้อพยพชาวต่างชาติให้มีความชัดเจนและโปร่งใส

1.5 การปฏิรูป

ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ได้แก่ การปฏิรูปโครงสร้างของรัฐบาลท้องถิ่น ระบบสวัสดิการสังคม การดำเนินการตามกระแสโลกาภิวัติน์ การศึกษา และในวาระต่อไป รัฐบาลจะปฏิรูปปรับปรุงในด้านคุณภาพซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพของภาครัฐ การปฏิรูประบบภาษี โดยรัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการจัดเก็บภาษีในปีค.ศ.2009 

1.6 การสร้างสังคมเดนมาร์กให้เป็นสังคมแห่งสิ่งแวดล้อม   

 สร้างเดนมาร์กให้เป็นสังคมซึ่งให้ความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อมและ     มีความยั่งยืน โดยมีการป้องกันสภาวะอากาศและใช้พลังงานอย่างพอเพียง ซึ่งรัฐบาลจะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนไปจนกระทั่งปีค.ศ. 2025 รวมทั้ง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเร่งค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีในการใช้พลังงาน โดยที่เดนมาร์กจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศในปีค.ศ.2009 ดังนั้น รัฐบาลจึงได้จัดตั้งกระทรวงว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ (Climate Ministry) และจัดตั้งกองทุนด้านสภาพภูมิอากาศขึ้น (Climate Change Fund) เพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนให้สามารถปรับตัวกับสภาวะดังกล่าวได้ โดยใช้แรงงานคนน้อยที่สุด

2. นโยบายต่างประเทศ

2.1 การให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศยากจน             

ในฐานะที่เดนมาร์กจัดเป็นประเทศร่ำรวยประเทศหนึ่งและมีพื้นฐานด้านประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง เดนมาร์กจึงส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และพัฒนาการของโลก โดยจะสร้างโอกาสให้แก่ประเทศยากจนทั่วโลก และจะพิจารณาเพิ่มความช่วยเหลือด้านการพัฒนาที่จะให้แก่ประเทศยากจนให้มากกว่าร้อยละ 0.8 ของรายได้ประชาชาติ  

2.2 สนธิสัญญาสหภาพยุโรปฉบับใหม่

รัฐบาลเดนมาร์กเห็นว่าควรมีสนธิสัญญาสหภาพยุโรปฉบับใหม่ (EU Treaty) เนื่องจาก สนธิสัญญาฉบับเก่ามีสาระครอบคลุมกระบวนการซึ่งรวมยุโรปเข้าด้วยกันภายหลังสงครามเย็นเท่านั้น ในปัจจุบัน สหภาพยุโรปขยายสมาชิกเป็น 27 ประเทศ ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน โดยสนธิสัญญาฉบับใหม่ควรให้ความสำคัญในประเด็นสิ่งแวดล้อมและปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การต่อต้านการก่อการร้ายสากลและอาชญากรรมข้ามชาติ ความโปร่งใสและประชาธิปไตยในสหภาพยุโรป และเรียกร้องให้สหภาพยุโรปมีความรับผิดชอบต่อปัญหา  ต่าง ๆ  ของโลก ดังนั้น รัฐบาลเดนมาร์กจะดำเนินการเพื่อให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาดังกล่าวบนพื้นฐานของนโยบายเดนมาร์กที่มีต่อสหภาพยุโรป และจะมีบทบาทสำคัญในด้านการบูรณาการของสหภาพยุโรป สำหรับการมีข้อสงวนของเดนมาร์กนั้น แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้ เดนมาร์กอยู่นอกเหนือข้อกำหนดที่สำคัญ ๆ ของความร่วมมือระหว่างสมาชิกของสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีความสำคัญในการพัฒนาสหภาพยุโรปในอนาคต นับได้ว่าข้อสงวนเหล่านั้นส่งผลเสียต่อเดนมาร์กเอง ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าประชาชนควรมีโอกาสที่จะเลือกให้เดนมาร์กมีข้อสงวนไว้หรือปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป โดยการลงประชาพิจารณ์