ข้อตกลงการจำกัดการนำเข้าสิ่งทอระหว่างอียูและจีนจะสิ้นสุดลงในปี
2550 นี้ ผู้เชี่ยวชาญยุโรปชี้ ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากคือประเทศส่งออกสิ่งทอประเทศอื่นๆในเอเชียที่เป็นคู่แข่งกับจีน

 

สืบเนื่องจากที่ข้อตกลงการจำกัดการนำเข้าสิ่งทอระหว่างอียูและจีนจะสิ้นสุดลงในสิ้นปี
2550  ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอของยุโรป
เช่น ANIMA Business Network ได้หยิบยกรายงานจากสถาบัน  Institut Français du Merchandising (IFM) ขึ้นมาอ้างอิงการคาดการณ์ตลาดว่า ผลจากการที่ข้อตกลงดังกล่าวจะสิ้นสุดในปี
2550 นั้น น่าจะมีผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออกสิ่งทอในเอเชียรายอื่นๆ
มากกว่าผู้ผลิตในยุโรปหรือภูมิภาคใกล้เคียง อย่างประเทศในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เนื่องจากเป็นลักษณะของตลาดเสื้อผ้าและสิ่งทอ ซึ่งผู้ผลิตที่มีฐานที่ตั้งอยู่ใกล้ตลาดจะได้เปรียบ
กว่า โดยรายงานของ IFM ชี้ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2550  เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข้อตกลงดังกล่าวได้เพิ่มโควต้าการนำเข้าให้สิ่งทอจากจีน
ปริมาณการนำเข้าสิ่งทอจากประเทศเอเชียอื่นๆ ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น
ยอดนำเข้าจากบังกลาเทศลดลง 5%  ในกรณีของอินโดนีเซีย  ลดลง 21 %  และในส่วนของฮ่องกงนั้นลดลงถึง
54%

ทั้งนี้
รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งระบุว่าแม้มูลค่านำเข้าจากจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่มูลค่าการนำเข้าสิ่งทอโดยรวมของยุโรปนั้นเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง กล่าวคือ
การที่ปริมาณนำเข้าสิ่งทอจากจีนเพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากการที่ผู้นำเข้ายุโรปเปลี่ยนการนำเข้าจากผู้ผลิตรายอื่นๆมาเป็นผู้ผลิตจีน
ดังนั้น จึงคาดว่า หากการจำกัดโควต้านำเข้าสิ่งทอจากจีนสิ้นสุดลง  น่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ผลิตสิ่งทอรายอื่นโดยเฉพาะในเอเชีย
เป็นสำคัญ มากกว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในยุโรป

อนึ่ง
อียูได้ทำข้อตกลงการจำกัดการนำเข้าสิ่งทอกับจีนในปี 2548  โดยในปีดังกล่าว ข้อตกลง Agreement on Textiles and Clothing (2538
– 2547) อันเป็นข้อตกลงเพื่อยกเลิกข้อตกลง Multifibre
Arrangement (2517 – 2537) ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วใช้ควบคุมโควต้าการนำเข้าสิ่งทอจากประเทศกำลังพัฒนาได้สิ้นสุดลงและส่งผลให้มีการเปิดเสรีการค้าสิ่งทอ
ทำให้สิ่งทอจากประเทศจีน ซึ่งเข้าร่วม WTO ตั้งแต่ปี 2544
หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ หรือ ยุโรป เป็นจำนวนมาก ทางอียูจึงได้เสนอทำข้อตกลงกับจีน
เพื่อควบคุมปริมาณการนำเข้าสิ่งทอ โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะกำหนดปริมาณการนำเข้าของเสื้อผ้าสิ่งทอ
10 ประเภทในระหว่าง 2548 – 2550 มิให้เติบโตในแต่ละปีเกิน 12.5 % โดยข้อตกลงดังกล่าวจะสิ้นสุดในปลายปี 2550 นี้  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://ec.europa.eu/external_relations/china/intro/memo05_201.htm )

ทั้งนี้ เมื่อวันที่
10 ตค. 50 ทางคณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกมาประกาศว่า ปี 2551
จะไม่มีการจำกัดปริมาณการนำเข้า แต่อียูและจีนจะร่วมกันบริหารจัดการการนำเข้าสิ่งทอในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเปิดเสรีการค้าสิ่งทอ
ด้วยการนำระบบ ‘double checking
system’ มาใช้ เพื่อควบคุมและตรวจตราปริมาณการนำเข้าสิ่งทอจากประเทศจีน
ซึ่งจะควบคุมทั้งการออกใบอนุญาตส่งออกในประเทศจีน และการออกใบอนุญาตนำเข้าในตลาดยุโรป
ในกรณีที่ปริมาณสินค้าสิ่งทอจากจีนทะลักเข้าตลาดยุโรปเป็นจำนวนมากจนส่งผลเสียร้ายแรงต่อผู้ผลิตในยุโรป
นาย Peter Mandelson กรรมาธิการการค้าได้ให้สัญญาว่า จะนำมาตรการควบคุมปริมาณการนำเข้ากลับมาใช้ใหม่
โดยอียูมีสิทธิกลับมาใช้มาตรการดังกล่าวจนถึงปลายปี 2551

ผู้แทนอุตสาหกรรมสิ่งทอยุโรปคือ
นาย Bill Lakin
ผู้อำนวยการองค์การเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอยุโรป (Euratex)

ได้ออกมาให้ความเห็นว่า
มาตรการดังกล่าวน่าจะช่วยควบคุมปริมาณการนำเข้าสิ่งทอจีนไม่ให้มีปริมาณมากจนเกิดผลกระทบต่อผู้ผลิตในยุโรปได้

นอกจากนี้ เมื่อวันที่
13 ธค ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้มีการแลกเปลี่ยนหารือกับนาย Peter Mandelson สภายุโรปได้ออกข้อมติต่อเรื่องดังกล่าว
โดยสภายุโรปได้เห็นด้วยกับระบบ ‘double checking system’ พร้อมเรียกร้องให้ประเมินประสิทธิภาพของระบบหลังจากจบไตรมาสแรก
ที่สำคัญ ยังได้ให้ความเห็นต่อเรื่องอนาคตของอุตสาหกรรมยุโรป และกำหนดข้อเรียกร้องต่างๆขึ้นมา
เพื่อเป็นแนวทางให้แก่คณะกรรมาธิการยุโรปในการช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสิ่งทอของยุโรป
เช่น ให้ปรับปรุงเงื่อนไขการเข้าถึงตลาดในประเทศที่สามผ่านการเจรจาการค้าทั้งทวิภาคีและพหุภาคีที่อียูมีส่วนเกี่ยวข้อง
ให้ส่งเสริมเรื่องมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจ้างงานในประเทศที่สาม
พร้อมเสนอให้คณะมนตรียุโรปรับร่างระเบียบที่ว่าด้วยการให้ระบุแหล่งกำเนิดของสิ่งทอ
(หรือระเบียบ ‘made in’) ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณา อีกทั้ง
เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปตั้งเขตการผลิตสิ่งทอ Euro-Mediterranean
Production Zone เพื่อช่วยไม่ให้ประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนได้รับผลกระทบรุนแรงจากการยกเลิกการควบคุมปริมาณการนำเข้าสิ่งทอจากประเทศจีน

อนึ่ง ข้อมูลของ Eurostat ชี้ว่า ในปี 2547 ที่
ข้อตกลง Agreement on Textiles and Clothing สิ้นสุดลง
ปริมาณการส่งออกสิ่งทอจากไทยไปยังตลาดอียูลดลงถึง 13.4 %
ดังนั้น หากไม่มีการควบคุมปริมาณการนำเข้าสิ่งทอจากประเทศจีน มีความเป็นไปได้ว่า
อุตสาหกรรมสิ่งทอไทย อาจได้รับผลกระทบอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม  คุณชัชรีพรรณ ส่งวัฒนา รองประธานของบริษัท Fly Now ได้เคยให้ความเห็นต่อเรื่องอนาคตการส่งออกสิ่งทอไทย
ในงาน Prêt à Porter ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อต้นปี 50
ว่า ปัจจุบัน การผลิตสิ่งทอมีแนวโน้มย้ายฐานการผลิตไปประเทศจีนอยู่แล้ว อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยน่าจะใช้โอกาสดังกล่าวปรับเปลี่ยนจากการส่งออกสิ่งทอที่เน้นต้นทุนต่ำ
มาเป็นการสร้างสรรค์แฟชั่น เพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งทอไทย ซึ่งในอนาคต
จะได้ตลาดที่ยั่งยืนกว่า


ที่มา

http://ec.europa.eu/external_relations/china/intro/memo05_201.htm

http://ec.europa.eu/trade/issues/sectoral/industry/textile/faqs190707_en.htm

http://trade.ec.europa.eu/doclib/docs/2005/november/tradoc_126221.pdf

http://www.euractiv.com/en/trade/eu-lifts-chinese-textile-quotas/article-167516

http://www.thaitextile.org