เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2551 ที่ประชุมทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ได้เห็นชอบในการเลือกข้าวโพดหวานเป็นสินค้านำร่องที่จะเริ่มโครงการจัดทำฐานข้อมูลการตลาดสินค้าไทยในสหภาพยุโรปโดยเล็งเห็นว่าเป็นสินค้าที่มีศักยภาพ ทั้งนี้ ข้าวโพดหวานเป็นสินค้าที่กำลังถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากสหภาพยุโรปในขณะนี้ คาดว่าผลการวิจัยในโครงการดังกล่าวจะทำให้ผู้ส่งออกของไทยสามารถวางแผนการตลาด รู้ความต้องการของผู้บริโภค รู้เท่าทันคู่แข่ง และขยายช่องทางการเข้าสู่ตลาดพร้อมเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้

 

ทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้ติดตามแก้ไขปัญหาการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping duty)(DG Trade) เมื่อเดือน มี.ค. 2549 โดยชี้แจงข้อมูล และล็อบบี้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง แต่ DG Trade ก็ยังสรุปผลการไต่สวนโดยประกาศเรียกเก็บ AD duty ข้าวโพดหวานจากไทยในอัตราภาษี 3.1-12.9%(price undertakings) ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2550 อย่างไรก็ดี ได้ยินยอมให้มีการตกลงราคา สินค้าข้าวโพดหวานจากบริษัทไทย ซึ่งขณะนี้ได้ยอมรับเพียงแค่ 2 บริษัท และยังไม่สรุปผลข้อเสนอของอีก 10 บริษัทที่เหลือ ทำให้ข้าวโพดหวานจากไทยต้องถูกเรียกเก็บภาษี และอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศคู่แข่งที่ส่งออกข้าวโพดหวานมายังสหภาพยุโรปเช่นกัน ของสหภาพยุโรปต่อข้าวโพดหวานจากไทยมาโดยตลอดนับตั้งแต่การเริ่มการไต่สวนโดยคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า

สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปได้เสนอให้ทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์จัดทำการศึกษาในเรื่องนี้ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการจัดทำข้อมูลการตลาดเชิงลึก (market intelligence study) ของทีมประเทศไทยฯ ในปี 2551 ที่มีแผนจะดำเนินการอยู่แล้ว โดยจะเริ่มดำเนินการในช่วงเดือน ก.พ. และคาดว่าจะสามารถสรุปผลนำเสนอผลการศึกษาลงในเวบไซต์www.thaieurope.netได้ในช่วงเดือนกันยายนศกนี้

            การจัดทำฐานข้อมูลการตลาดสินค้าไทยในสหภาพยุโรปมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหภาพยุโรป โดยการวิจัยจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการศึกษาภาพรวมตลาดสินค้าข้าวโพดหวานในสหภาพยุโรป โดยดูข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน ได้แก่ ปริมาณการบริโภค การผลิต การนำเข้า-ส่งออก เพื่อดูว่าประเทศใดบ้างในสหภาพยุโรปที่ข้าวโพดหวานจากไทยยังมีโอกาสอีกมากที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้อีก เมื่อเลือกมาแล้ว 3 ประเทศแรกก็จะทำการศึกษาข้อมูลการตลาดเชิงลึกในประเทศนั้นๆ เพิ่มเติมอีก ซึ่งข้อมูลหลักที่จะศึกษา คือ ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดย่อยของประเทศนั้น ผู้บริโภคมีรสนิยมอย่างไร ต้องการสินค้าที่มีรูปแบบแตกต่างออกไปอีกหรือไม่ คู่แข่งขันของไทยคือใครบ้าง มียุทธวิธีการตลาดอย่างไร ข้อมูลเกี่ยวกับผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีกที่ผู้ส่งออกของไทยสามารถติดต่อเพื่อขยายช่องทางการเข้าสู่ตลาดต่อไปได้ เป็นต้น

นอกจากเวบไซต์www.thaieurope.net แล้ว ผู้ประกอบการของไทยที่ต้องการรู้ข้อมูลการตลาดสหภาพยุโรปในประเภทสินค้าอื่นๆ หรือต้องการรู้ข้อมูลกฎระเบียบ EU ที่บังคับใช้กับสินค้าประเภทหลักๆ สามารถใช้ประโยชน์จากเวบไซต์ของหน่วยงานราชการเนเธอร์แลนด์ Centre for the Promotion of Imports from Developing Countries (CBI) ซึ่งให้ความรู้กับผู้ส่งออกจาก

ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะ แบ่งออกเป็นกลุ่มสินค้า 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Agricultural, fishery and forestry; Consumer products; Industrial products และภาคบริการ (Services) โดยในแต่ละกลุ่มสินค้าแบ่งออกเป็นสินค้ารายย่อยบางรายการเพิ่มเติมอีก

ข้อมูลการตลาดของแต่ละสินค้าแบ่งออกเป็นข้อมูลของการตลาดของแต่ละประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และของสหภาพยุโรปโดยรวม

เมื่อดูในข้อมูลการตลาดของสหภาพยุโรปโดยรวมจะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ (1) Market Access Requirements (2) Market Surveys และ (3) Marketing Guidelines สำหรับข้อมูลใน Market Survey ได้มีการจัดทำแล้วในหลายประเภทสินค้า สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.cbi.nl นอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือในส่วนของ Market Access Requirements ได้มีการแจกแจงเกี่ยวกับกฎระเบียบของ EU ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าประเภทนั้น ตัวอย่างสินค้าที่ได้มีการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบแล้ว ได้แก่ cut flowers and foliage, electronic components, fishery products, food ingredients, fresh fruit and vegetables, furniture, garments, leather goods, toys and games เป็นต้น