อียูออกร่างระเบียบ  EU Climate Change Package หวังเป็นผู้นำในเวทีนานาชาติในด้านสิ่งแวดล้อม ในการบรรลุข้อตกลงเรื่องสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงในปี 2552 ภาคธุรกิจไทยจับตาเตรียมพร้อม ร่างระเบียบดังกล่าวอาจนำไปสู่การออกระเบียบเรื่อง carbon footprint

 

เมื่อวันที่  28 กพ. ที่ผ่านมา ในงานสัมมนาของ European Policy Centre เรื่อง ‘Unwrapping the EU Climate Change Package: A Question of Delivery?’ นาย Stavros Dimas กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม ได้มาบรรยายถึงทิศทางของนโยบายสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปและร่างระเบียบ EU Climate Change Package ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอต่อสภายุโรปและคณะมนตรียุโรปเมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา  

นาย Dimas กล่าวว่า เป้าหมายหลักของอียู คือ ผลักดันให้นานาชาติบรรลุข้อตกลงในเรื่องสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงที่จะจัดขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ภายในปลายปี 2552 ตามที่ปรากฏใน Bali Roadmap ซึ่งตกลงกันในปลายปี 2550 นาย Dimas เห็นว่า ร่างระเบียบดังกล่าวมีความสำคัญทั้งภายในอียูและต่อบทบาทของอียูในเวทีนานาชาติ ในการให้อียูคงเป็นผู้นำในการต่อสู้กับสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงต่อไป

ประเด็นสำคัญของร่างระเบียบ EU Climate Change Package คือการทบทวน European Emission Trading Scheme (ETS) ซึ่งประกอบด้วยข้อสำคัญ 4 ข้อ คือ

1) เปลี่ยนการนับโควต้าการปล่อยก๊าซ CO2  เป็นการนับการปล่อยก๊าซรวมทั่วอียู แทนการให้โควต้าเป็นสัดส่วนตามประเทศสมาชิก

2) เปลี่ยนการให้โควต้าการปล่อยก๊าซแก่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม จากปัจจุบันที่ 90%ของโควต้าเป็นการให้เปล่า ให้เป็นการประมูลแทน โดยตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 2556 ประมาณ 60% ของโควต้าการปล่อยก๊าซจะเป็นการให้ผ่านการประมูล

3) เพิ่มภาคเศรษฐกิจใหม่ๆ (ภาคการบิน ภาคปิโตรเคมี การผลิตก๊าซ ammonia และ อะลูมีเนียม) และเพิ่มก๊าซใหม่ 2 ก๊าซ คือ nitrous oxide และ petrfluorocarbons

4) สำหรับภาคเศรษฐกิจที่ยังไม่รวมอยู่ในข้อกำหนดข้างต้น เช่น ภาคขนส่ง ภาคการเกษตร และภาคของเสีย นั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะตั้งจำนวนโควต้าการปล่อยก๊าซที่ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศจะสามารถปล่อยได้

สำหรับการลงทุนในประเทศที่สามในโครงการ Clean Development Mechanism  (CDM) และโครงการ Joint Implementation ซึ่งปัจจุบันเป็นโครงการภายใต้ข้อตกลงเกียวโต ซึ่งอนุญาตให้ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งไปลงทุนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศที่สามได้เครดิตไปหักกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนในประเทศของตนได้นั้น คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่า แม้กลไกดังกล่าวจะมีความสำคัญ แต่ควรจะมีแนวทางการจัดการที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้ คณะกรรมาธิการฯ จึงมีแนวทางไม่สนับสนุนการใช้กลไกดังกล่าว จนกว่าจะจะมีการบรรลุข้อตกลงนานาชาติดังกล่าว 

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะสนับสนุนพัฒนาโครงการเก็บกักก๊าซคาร์บอน (Carbon Capture and Storage – CCS) เนื่องจากในพิธีสารเกียวโตถือว่าก๊าซที่ถูกกักในโครงการ CCS จะไม่ถูกนับเป็นก๊าซที่ถูกปล่อยออกมา พร้อมสนับสนุนให้ดำเนินโครงการดังกล่าวในประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนและอินเดีย ซึ่งยังพึ่งพาเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลเป็นหลัก โดยจะมีการออกกรอบกฏระเบียบในเรื่องการจัดการ CCS ในยุโรปต่อไป

ปัจจุบัน ร่างระเบียบดังกล่าวกำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาในสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป โดยนาย Dimas หวังว่า ร่างระเบียบดังกล่าวจะไม่ถูกแก้ไขให้มีความเข้มงวดน้อยลงและผ่านการรับรองอย่างรวดเร็ว

ข้อสังเกต

นาย Dimas ได้แสดงความกังวลในงานสัมมนาดังกล่าวว่า ข้อเสนอที่จะให้เปลี่ยนไปเป็นการประมูลก๊าซแทนการให้เปล่านั้น จะส่งผลให้การผลิตในยุโรปมีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจหันไปลงทุนในต่างประเทศแทน อันจะส่งเสียต่อภาวะการจ้างงานในยุโรป อีกทั้ง ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่บรรยากาศของโลกก็ไม่ลดน้อยลง ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ จะทำการศึกษาประเด็นนี้ และเสนอมาตรการที่จำเป็นเพื่อรับมือกับภาวะดังกล่าว เช่น การเพิ่มสัดส่วนการให้โควต้าให้เปล่า และการให้ผู้นำเข้าต้องซื้อโควต้าการปล่อยก๊าซ

ล่าสุด มีข่าวว่า คณะกรรมธิการยุโรปกำลังพิจารณาให้โควต้าการปล่อยก๊าซแบบให้เปล่ากับอุตสาหกรรมโลหะและกระดาษ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ปริมาณเชื้อเพลิงในการผลิตสูง เพื่อป้องกันไม่ให้โยกย้ายฐานการผลิตออกไปนอกอียู  

สำหรับแนวคิดในการให้ผู้นำเข้าต้องซื้อโควต้าการปล่อยก๊าซนั้น ต่อไป คณะกรรมาธิการยุโรปอาจพิจารณาออกระเบียบให้สินค้าที่จะเข้าตลาดยุโรปต้องแสดงข้อมูลว่าปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นจำนวนเท่าไรแก่ผู้นำเข้า หรือหากกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คณะกรรมาธิการยุโรปอาจพิจารณานำกระแสเรื่องเรื่องการวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในวงจรการผลิตด้วยวิธีการ Life Cycle Assessment (LCA) หรือ Carbon Footprint มาเป็นกฏระเบียบ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรมของไทย

นอกจากนี้ การที่คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศ ไม่สนับสนุนโครงการ CDM อาจทำให้การลงทุนจากประเทศยุโรปในโครงการประเภทดังกล่าวในประเทศที่สาม ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ลดลงอีกด้วย