ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมีความเห็นแตกต่างกันต่อร่างข้อบังคับของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ที่จะกำหนดค่าปรับในกรณีรถยนต์ปล่อยก๊าซ CO2 เกินจากระดับที่กำหนดโดยอิงตามน้ำหนักของรถ โดยเฉพาะเยอรมนีซึ่งผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่เกรงว่าร่างกฎหมายนี้จะส่งผลดีต่อคู่แข่งที่ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กเช่น Renault, PSA Peugeot Citroen ของฝรั่งเศส รวมทั้งรถยนต์จากอิตาลีและสเปน ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กก็โต้ว่าร่างข้อบังคับนี้มีผลกระทบต่อตนมากกว่า

 

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2551 ที่ประชุมรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อม EU ได้อภิปรายเรื่องนี้ โดย

ประเทศสมาชิกมีความเห็นแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ (เยอรมนี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุุ่มประเทศยุโรปเหนือและสาธารณรัฐเช็ค) กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก (ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน) และกลุ่มประเทศที่ไม่มีการผลิตรถยนต์ซึ่งมีแนวโน้มสนับสนุนมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม ประเด็นที่เป็นปัญหาถกเถียงกันมากคือ การเก็บค่าปรับกรณีการปล่อยก๊าซ CO2 เกินกำหนด

 

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้มีข้อสรุปที่ไม่แตกต่างจากร่างข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปมากนัก โดยเห็นด้วยกับการกำหนดเป้าหมายว่าภายในปี ค.ศ. 2012 รถยนต์ (passenger cars and light-commercial vehicles) จะต้องปล่อยก๊าซ CO2 ไม่เกิน 120g ต่อกิโลเมตร และใช้มาตรการอื่นช่วยเสริมให้ลดเพิ่มอีก 10g ต่อกิโลเมตร หรือเท่ากับ 130g ต่อกิโลเมตร ซึ่งในที่ประชุม หลายประเทศเห็นว่าเป้าหมาย 130g ควรนำมาใช้ในช่วงปี ค.ศ. 2012-2015 หรือเลื่อนออกไปในปี ค.ศ. 2015 เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ได้มีเวลาปรับตัว และที่ประชุมล่าสุดได้ย้ำให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างความสามารถในการแข่งขันและความพยายามลดการปล่อยก๊าซจากภาคขนส่ง

 

ส่วนหนึ่งของการเพิ่มประเด็นความสามารถในการแข่งขันมาจากที่ประชุมรัฐมนตรี

เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม EU (Competitiveness Council) เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2551 ย้ำให้การอ

อกกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมควรคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม EU ด้วย โดยควรจะต้องมีกลไกในการชดเชยสำหรับสินค้านำเข้าจากประเทศที่มิได้กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

     ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ภายใน EU (Automobile Manufacturer’s

Association: ACEA) เห็นว่าข้อบังคับใหม่นี้จะเป็นการทำลายอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรป

และทำให้เกิดการว่างงานจำนวนมาก โดยเรียกร้องให้กลับไปใช้มาตรการโดยสมัครใจที่เริ่มใช้ในปี ค.ศ. 1998 รวมทั้งขอให้พิจารณาลดค่าปรับในกรณีปล่อยก๊าซเกินกำหนด และเห็นว่าข้อบังคับนี้หากเริ่มใช้ควรเริ่มในปี ค.ศ. 2015 ตามข้อคิดเห็นของสภายุโรปเนื่องจากรถยนต์ 60% ที่จะออกสู่ตลาดในปี ค.ศ. 2012 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาในระดับสูงแล้ว

 

    ในส่วนข้อเสนอของ Competitiveness Council เรื่องการชดเชยสำหรับสินค้า

นำเข้าจากประเทศที่มิได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น แม้ EC (Commissioner for Trade) ได้เคยย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับการกำหนดภาษีสูงขึ้นสำหรับสินค้านำเข้า แต่ประเทศสมาชิก EU หลายประเทศยังผลักดันแนวคิดนี้ โดยรมต. เศรษฐกิจ/อุตสาหกรรมยุโรป 7 ประเทศ (ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก ฟินแลนด์ ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ค) ได้มีหนังสือถึงรมต. เศรษฐกิจสโลวีเนีย (ในฐานะ Presidency) และนาย Gunter Verheugen กรรมาธิการยุโรปด้านอุตสาหกรรม เรียกร้องให้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ EU คำนึงถึงเป้าหมายด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานตาม Lisbon Agenda ด้วย และเห็นว่าหากไม่มี “carbon tax” ก่อนปี ค.ศ. 2011 จะทำให้เกิดภาวะ “carbon leakage” ไปยังประเทศที่มิได้ปฏิบัติตามพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (โดยนัยนี้อาจหมายถึงการย้ายฐานการผลิตสินค้าไปยังประเทศนอกสหภาพยุโรปที่ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เคร่งครัดและสามารถส่งสินค้ากลับมาจำหน่ายในยุโรป ซึ่งจะใช้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า)

 

***********************

 

                                                                                    คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป

12 มีนาคม 2551