เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 51 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ / คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป ได้รับความร่วมมือจากภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายในสหภาพยุโรป (Developing Packaging of Agricultural Products for European Markets) ในงาน ProPak Asia 2008 ที่อาคารไบเทค บางนา โดยได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากยุโรป 5 ท่านมาให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการและผู้แทนภาครัฐของไทยซึ่งเข้าร่วมงานในครั้งนี้ 225 คน เกี่ยวกับพัฒนาการด้านบรรจุภัณฑ์ในยุโรป ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับกฎระเบียบและมาตรฐานบรรจุภัณฑ์  ประสบการณ์จากบริษัทเอกชนในยุโรป หลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าที่เน่าเสียง่าย นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ กรณีผลิตภัณฑ์ปลา และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับกระบวนการโลจิสติกส์ 

หัวข้อการบรรยายแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อหลัก ได้แก่

1. กฎระเบียบและมาตรฐานที่สำคัญเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ในตลาดยุโรป “Essential regulations and standards concerning packaging in European Markets” โดย Mr. Julian Carrroll จากองค์กร Europen (European organization for packaging and the environment) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสมาชิกเป็นบริษัทด้านบรรจุภัณฑ์ในยุโรป เบลเยียม

2. ประสบการณ์จากบริษัท Tetra Pak ในการตอบสนองความต้องการในตลาดยุโรป “Meeting demands of European markets: experience of Tetra Pak” โดย Ms. Elisabeth Comere ผู้จัดการภูมิภาคยุโรปด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท Tetra Pak International เบลเยียม

3. หลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าที่เน่าเสียง่าย “Packaging design concepts for perishable goods” โดย Dr. Ingo Bueren ผู้อำนวยการสถาบันบรรจุภัณฑ์ระหว่างประเทศ (International Packaging Institute หรือ IPI) สวิตเซอร์แลนด์

4. นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ กรณีผลิตภัณฑ์ปลา “Innovating packaging solution: case of fish products” โดย Dr. Marit Kvalvag Pettersen นักวิจัยจากสถาบันวิจัยอาหาร (Matforsk – Norwegian Food Research Institute) นอร์เวย์ 

5. การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับกระบวนการโลจิสติกส์ “Thinking inside the box: the dilemma for Thai fresh produce exporters” โดย Mr. Chris Catto-Smith กรรมการผู้จัดการ บริษัท CoolCargo Group สหราชอาณาจักร

เนื้อหาของการบรรยายแต่ละหัวข้อสรุปได้ดังนี้

1. กฎระเบียบและมาตรฐานที่สำคัญเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ในตลาดยุโรป
บรรยายโดย Mr. Julian Carrroll จากองค์กร Europen

สามารถดูสสรุปการบรรยายหัวข้อนี้ได้ที่
http://news.thaieurope.net/content/view/2966/214/
 

2. ประสบการณ์จากบริษัท Tetra Pak ในการตอบสนองความต้องการในตลาดยุโรป
บรรยายโดย Ms. Elisabeth Comere ผู้จัดการภูมิภาคยุโรปด้านสิ่งแวดล้อมบริษัท Tetra Pak International

ผู้แทนของบริษัท Tetra Pak ได้กล่าวถึงแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดสหภาพยุโรป โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ พัฒนาการด้านนโยบายของสหภาพยุโรป และภาคการค้าปลีก

2.1 พัฒนาการด้านนโยบายของสหภาพยุโรป เน้นที่ 3 เรื่อง คือ (1) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคแบบยั่งยืน (Sustainable consumption and production หรือนโยบาย SCP) (2) การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ (3) การสนับสนุนการรีไซเคิลและการป้องกันการเกิดของเสีย (waste prevention) แม้การวางแผนปฏิบัติการสำหรับนโยบาย SCP ยังอยู่ในระหว่างการร่าง แต่ประเด็นสำคัญที่น่าจับตา คือ
–  ผู้ค้าปลีกถือเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการสร้างห่วงโซ่การจำหน่ายที่คำถึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green supply chain) โดยจะมีการสร้าง EU Retail Platform ขึ้นมา
–  การส่งเสริมการติดฉลากที่ระบุเรื่องสิ่งแวดล้อม (Green Labelling) อาทิ EU Eco-label (ซึ่งจะได้รับการปรับปรุง)
–  คำจำกัดความสำหรับกฎเกณฑ์ทั่วไปในการกล่าวอ้างเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม (environment claims) ซึ่งจะต้องมีข้อมูลที่พิสูจน์ได้ และมีบทลงโทษหากมีการฝ่าฝืน
– การให้รางวัลแก่ผู้นำ (front runners)ในการลงทุนเทคโนโลยี/อุปกรณ์ที่ใช้คาร์บอนต่ำ

2.2 ในภาคการค้าปลีก เน้นข้อริเริ่มเรื่อง ข้อกำหนดการซื้อสินค้าที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Green purchasing requirements) โดยมีมาตรการที่สำคัญคือ การติดฉลาก (Environmental/carbon labeling) ซึ่งเน้นที่ (1) การลดบรรจุภัณฑ์ ใช้การรีไซเคิล (2) ให้ข้อมูลผู้บริโภคเกี่ยวกับความสามารถของสินค้า/บรรจุภัณฑ์ในการรักษาสิ่งแวดล้อม และ (3) เพิ่มสลาก Green labels ประเภทต่างๆ อาทิ footprint

แรงผลักดันที่สำคัญในเรื่องนี้ คือ การปฏิบัติตามหลักการความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ (Corporate responsibility) รวมทั้งปัจจัยที่ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น โดยในแต่ละตลาดของประเทศสมาชิกอียูมีแรงตื่นตัวในเรื่องนี้ต่างระดับกัน ผู้นำที่สำคัญ อาทิ Tesco, Carrefour, ASDA, Wal-Mart ซึ่งให้ความสำคัญสำหรับบางกลุ่มสินค้ารวมทั้งสินค้าประเภทอาหาร

 บริษัท Tetra Pak ได้พยายามตอบสนองต่อข้อท้าทายนี้เช่นกันโดยมีหลักการความรับผิดชอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ Renewing, Reducing และ Recycling

– Renewing ใช้ทรัพยากรการผลิตจากธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ใหม่ และใช้ระบบในการตรวจสอบย้อนกลับทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตอาทิ ไม้

– Reducing วัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยประเมินจาก Life Cycle Assessment (LCA) พยายามลดการปล่อยก๊าซ CO2 ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ มี carbon footprint สำหรับบรรจุภัณฑ์ และใช้ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

– Recycling ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานในการรักษาสิ่งแวดล้อม และยังเป็นวัสดุในการผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่ได้ด้วย โดยบริษัทฯ เห็นว่า
อุตสาหกรรมการรีไซเคิลเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อปี 2549 กล่องเครื่องดื่มในยุโรป 30% ถูกรีไซเคิลกลายเป็นกระดาษ และกล่องของบริษัท Tetra Pak 16% ทั่วโลกถูกรีไซเคิลเช่นกัน

3. หลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าที่เน่าเสียง่าย
บรรยายโดย Dr. Ingo Bueren ผู้อำนวยการสถาบันบรรจุภัณฑ์ระหว่างประเทศ (International Packaging Institute หรือ IPI)

3.1 หลักการเบื้องต้นสำหรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ได้แก่
(1) การปกป้องสินค้า (Fillgood protection)
(2)   การจัดการกับสินค้า (Handling the fillgood) อาทิ ความสะดวกในการเปิดปิดบรรจุภัณฑ์
(3)   การเก็บรักษาและการแจกจ่าย (Warehousing / Distribution)
(4)   การสื่อสารกับผู้บริโภค (Communication with consumers) อาทิ การสร้างเอกลักษณ์ยี่ห้อ และอธิบายตัวสินค้า
ซึ่งหลักการทั้งสี่ข้างต้นควรสอดคล้องกับ ความปลอดภัย หลักนิเวศวิทยา และถูกต้องตามข้อบังคับทางกฎหมาย

3.2 สินค้าอาหารมีอายุในการวางจำหน่าย (shelf-life) ซึ่งหมายถึงระยะเวลาระหว่างการบรรจุสินค้าลงในบรรจุภัณฑ์และการใช้บริโภคครั้งแรก โดยคุณภาพยังเป็นที่ยอมรับได้สำหรับผู้บริโภค ซึ่งอายุของ shelf-life จะยืนยาวเพียงใดขึ้นอยู่ กับคุณสมบัติของอาหารคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์ และสภาพการเก็บรักษา

3.3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเสื่อมคุณภาพของอาหาร ได้แก่ ออกซิเจน ความชื้น แสงสว่าง จุลินทรีย์ กลิ่น อุณหภูมิ Mechanical (Ab) use และ Tampering ซึ่งจะทำให้อาหารมีลักษณะทางกายภาพและเคมีเปลี่ยนไป
 
3.4 หลักการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของยุโรป 74% ของการตัดสินใจซื้อในยุโรปเกิดขึ้นที่สถานที่จำหน่าย (Place of Purchase หรือ POP) กล่าวคือการตัดสินใจประมาณ 70% เกิดขึ้นโดยไม่มีการวางแผน ผู้บริโภคใช้การตัดสินใจเพียง 0.5 วินาทีว่าจะซื้อสินค้าประเภทนั้นหรือไม่ ดังนั้น ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ควรคำนึงถึงหลักการ Unique Packaging Proposition หรือ UPP โดยการส่งสารเกี่ยวกับสินค้านั้นอย่างรวดเร็วบนบรรจุภัณฑ์ให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจ และสร้างความจำเกี่ยวกับตัวสินค้า โดยบรรจุภัณฑ์ถือเป็น silent salesman ในจุดขายต่างๆ

4. นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ กรณีผลิตภัณฑ์ปลา
บรรยายโดย Dr. Marit Kvalvag Pettersen นักวิจัยจากสถาบันวิจัยอาหาร (Matforsk – Norwegian Food Research Institute)

หลักในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเน่าเสียง่าย (perishable goods) ในเชิงวัสดุศาสตร์ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ (1) คุณลักษณะของสินค้า เช่น รูปร่างและลักษณะทางชีววิทยา-เคมีของผักผลไม้และสัตว์น้ำ  (2) คุณภาพในการเก็บและขนส่งสินค้า อาทิ ปริมาณอ๊อกซิเจน แสง อุณหภูมิ ความชื้น และระยะเวลาในการเก็บ) และ (3) คุณสมบัติของวัสดุและเครื่องจักรในการบรรจุ พร้อมได้ยกตัวอย่างของนวัตกรรมของบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบัน คือ nanotechnology และ biotechnology

Nanotechnology – เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับอนุภาคในขนาด "นาโน" หรือ 1 ใน 1,000,000 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นระดับอะตอม การใช้นาโนเทคโนโลยีจึงเป็นการพัฒนา/เปลี่ยนคุณสมบัติของวัสดุการบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบันให้มีคุณสมบัติใหม่ๆ เช่น บรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการลดปริมาณออกซิเจน เก็บรักษารสชาติ หรือต่อต้านแบคทีเรีย หรือบรรจุภัณฑ์ที่สามารถระบุถึงความสดของสินค้าภายใน ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนาโนเทคโนโลยีและการบรรจุภัณฑ์กว่า 400 รายในตลาด และมีการวางขายสินค้าที่บรรจุภัณฑ์ใช้นาโนเทคโนโลยีกว่า 300 ชนิดแล้ว

Biotechnology – คือการเลือกใช้วัสดุที่มีที่มาจากสิ่งชีวภาพ ไม่ใช่ฟอสซิล ซึ่งอาจมีคุณสมบัติย่อยสลายหรือไม่ย่อยสลายก็ได้ โดยยกตัวอย่างวัสดุชีวภาพที่น่าสนใจในปัจจุบัน  เช่น 
– Starch: ปัจจุบันเป็นวัสดุชีวภาพที่ปรากฏมากที่สุดในตลาด เนื่องจากมีกระบวนการแปรรูปที่ค่อนข้างง่าย แต่ตัววัสดุย่อยสลายได้ค่อนข้างง่ายและมีความต้านทานน้ำและน้ำมันต่ำ

– Polylactic Acid (PLA): เป็นวัสดุที่มีศักยภาพสูงที่จะนำมาใช้แทนวัสดุจากฟอสซิลอย่าง Polyetylen (PE), Polypropylen (PP), Polystyren ( PS) และ Polyetylentereflalat (PET) เนื่องจากมีความแข็ง ทนทานและยืดหยุ่นที่ใกล้เคียงกัน แต่ PLA ทนความร้อนได้ไม่สูงนัก เพราะจะเริ่มย่อยสลายที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียสเป็นต้นไป

– Polyhydroxyalkanoates (PHA): เป็นวัสดุที่น่าสนใจ มีศักยภาพสูง เพราะมีคุณลักษณะในการหลอมละลายและเชิง mechanic คล้ายกับวัสดุฟอสซิลอย่าง PP แต่ปัจจุบัน ยังมีราคาสูงอยู่ปัจจุบัน มีวัสดุ biomaterial อยู่ในท้องตลาดแล้วหลายประเภท คุณลักษณะเด่นที่น่าสนใจของวัสดุประเภทนี้คือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าวัสดุจากฟอสซิล (positive contribution to life cycle) ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและการตัดไม้ จึงสามารถตอบรับกับกระแสการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดี แต่ทั้งนี้ วัสดุ biomaterial ยังมีราคาสูงอยู่ เพราะยังมีกำลังการผลิตจำกัด

5. การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับกระบวนการโลจิสติกส์
บรรยายโดย Mr. Chris Catto-Smith กรรมการผู้จัดการ บริษัท CoolCargo Group

นาย Catto-Smith ได้พยายามชี้ให้เกษตรกรและผู้ส่งออกไทยตระหนักถึงความสำคัญของระบบ supply chain และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ว่า ในการส่งออกสินค้าเน่าเสียง่าย (perishable goods) อย่างผักผลไม้และอาหารทะเลสดนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนจัดการระบบ supply chain ที่ดี เพื่อให้การขนส่งสินค้าเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยประหยัดเวลา ลดต้นทุน พร้อมรักษาคุณภาพของสินค้าให้เป็นไปตามระเบียบมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารและการบรรจุภัณฑ์ของอียู  อีกทั้งยังช่วยให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคเร็วขึ้น มี shelf-life ที่นานขึ้น ทว่า ในปัจจุบัน เกษตรกรหรือผู้ส่งออกไทยยังมีการจัดการวางแผนระบบขนส่งสินค้าที่ไม่ดีพอ ซึ่งนาย Catto-Smith เรียกว่าเป็น ‘broken cold chain’  ส่งผลให้ในทุกๆ คืน เกษตรกรไทยสูญเสียรายได้ประมาณ 16  ล้านบาท พร้อมลดทอนคุณภาพสินค้าสดของไทยไปอย่างน่าเสียดาย 

การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดีเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้การขนส่งแบบ ‘cold chain’ มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยกล่องบรรจุสินค้า (carton) ที่ดีจะช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนในการขนส่ง โดยยกตัวอย่างสินค้าของประเทศชิลีที่ใช้กล่องบรรจุที่มีจุดยึด ทำให้สามารถวางซ้อนเป็นชั้นๆ ได้สูงและไม่ล้มง่าย พร้อมใช้ software คำนวณมิติการวางซ้อนกล่อง อันเป็นการช่วยให้สามารถวางสินค้าอย่างเป็นระเบียบ สามารถบรรจุสินค้าในรถขนส่งได้มากขึ้น และช่วยให้ทำการขนย้ายสินค้าจากโกดัง – รถขนส่ง – สนามบินได้ด้วยการยกเพียงไม่กี่ครั้ง ทำให้สินค้าถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็วและยังคงคุณภาพความสดและปลอดภัยไว้ได้ ในขณะที่ในประเทศไทย ยังคงใช้วิธีการซ้อนลังแบบปกติ และยกลังขึ้นรถบรรทุกขึ้นลงทีละลัง ส่งผลให้ต้องใช้เวลานานในการขนส่ง ทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้โฟมหรือแพคเจลเย็น เพื่อช่วยเก็บความสดของสินค้า อันเป็นการเพิ่มทั้งน้ำหนักและต้นทุน และไม่สามารถรักษาคุณภาพสินค้าสดได้ดีเท่ากับการขนส่งที่มีการออกแบบ cold chain เป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังสวนกระแสรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

สามารถดู Powerpoint Presentation ของการบรรยายในหัวข้อต่างๆ ข้างต้น และรูปภาพจากการสัมมนาได้ที่
http://packaging.thaieurope.net/?page_id=4