เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 51 ได้มีรายงานข่าวลงในหนังสือพิมพ์ Financial Times ว่า ประเทศสมาชิกอียู 15 ประเทศไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD duty) สำหรับสินค้ารองเท้าจากจีนและเวียดนามต่อไปอีก 1 ปี ซึ่งภาษีดังกล่าวทำให้ราคาสินค้ารองเท้าหนังเพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อในขณะนี้

ภายในวันที่ 4 ต.ค. 51 นาย Peter Mandelson กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าจะต้องตัดสินใจว่าจะขยายระยะเวลาการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับสินค้ารองเท้าจากจีนและเวียดนามหรือไม่ ภายหลังจากที่ใช้มาตรการดังกล่าวมาเป็นเวลา 2 ปี (มีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 7 ต.ค. 51) ในอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด 16.5% สำหรับรองเท้าหนังจากจีน และ 10% สำหรับสินค้ารองเท้าหนังจากเวียดนาม ซึ่งได้มีการประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าของประเทศสมาชิกอียู เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 51 ผลปรากฏว่ามี 15 ประเทศที่คัดค้านการขยายระยะเวลาการใช้มาตรการดังกล่าว ส่วนอีก 12 ประเทศเห็นด้วย

 

หน่วยงานสำหรับธุรกิจ (Department for Business) ของสหราชอาณาจักร ได้คัดค้านการขยายเวลาการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด และจะพยายามผลักดันคณะกรรมาธิการยุโรปต่อไปให้เลิกมาตรการนี้ นอกจากนี้ สมาคมรองเท้าหนังและรองเท้ากีฬาของเวียดนาม ได้ชี้ให้เห็นว่าการใช้มาตรการภาษีดังกล่าวทำให้ราคารองเท้าเพิ่มขึ้นจาก 9.20 ยูโร (ราว 460 บาท) เป็น 10.14 ยูโร (ราว 507 บาท) ต่อคู่ ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้บริโภคท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อในยุโรปขณะนี้

 

หน่วยงานเอกชนในยุโรปที่ออกมาต่อต้านการใช้มาตรการนี้เช่นกัน ได้แก่ สมาพันธ์อุตสาหกรรมสินค้าประเภทเครื่องกีฬา ซึ่งโต้แย้งว่าจากการศึกษาของสภาหอการค้าของสวีเดน ประมาณ 80% ของมูลค่าเพิ่มของการผลิตรองเท้าเกิดในยุโรปจากการออกแบบและการตลาด องค์การผู้บริโภคยุโรป (European Consumer’s Organisation หรือ BEUC) สมาคมผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง และภาคธุรกิจการค้าระหว่างประเทศในยุโรป (Eurocommerce) สมาคมผู้ค้าปลีกยุโรปสินค้าแฟชั่น (European Association of Fashion Retailers หรือ AEDT) รวมทั้งสมาคมการค้าระหว่างประเทศ (Foreign Trade Association หรือ FTA) ที่ปกป้องผลประโยชน์ของผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่ายและผู้ค้าปลีกในยุโรป ซึ่งเห็นว่ามาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับรองเท้าจากจีนและเวียดนามไม่มีความจำเป็นในปัจจุบัน

 

สินค้าของไทยที่กำลังจะถูกทบทวนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดคือสินค้าข้าวโพดหวาน ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 51 ว่าจะทบทวนประเด็นเรื่องการยอมรับการตกลงราคา (price undertakings) ว่ายังเป็นที่ยอมรับและมีผลในการป้องกันการทุ่มตลาดได้หรือไม่ ซึ่งภาคเอกชนไทยน่าจะพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะหาแนวร่วมจากองค์กรเอกชนในยุโรปในการชี้ให้เห็นว่า การใช้มาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอาหารซึ่งมีผลกระทบต่อครัวเรือนโดยตรง และมีผลกระทบต่อผู้บริโภคเช่นกัน