เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 51 นาย Jean-Claude Juncker นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์ก และประธาน Eurogroup ซึ่งเป็นกลุ่มรัฐมนตรีคลังของ ประเทศที่ใช้เงินยูโร ได้บรรยายเรื่อง "ทำอย่างไรในการกระตุ้นการเติบโตของยูโรโซน" ซึ่งจัดโดย European Policy Center (EPC) โดยย้ำว่ายุโรปมิได้เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ต้องระวังคือภาวะเงินเฟ้อ และเห็นว่ายุโรปไม่ควรเอาอย่างสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาการคลังและการธนาคาร

สาระสำคัญจากการบรรยายของนาย Juncker สรุปได้ดังนี้

 

1.      การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าลงในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร (Eurozone) มีอัตราช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงฤดู

ร้อนที่ผ่านมา โดยคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2008 เพียง 1.3% แต่นาย Juncker ยังมั่นใจว่ายุโรปมิได้เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ประเด็นหลักที่น่ากังวลคืออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารกลางยุโรป (ECB) ควรมีบทบาทอิสระในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ โดยมีรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในยูโรโซน 15 ประเทศในปัจจุบันมีส่วนร่วมในการประสานงานแก้ไขปัญหาด้วย โดยเห็นว่าการประชุม informal meeting ของรัฐมนตรีคลังอียูเมื่อวันที่ 12-13 ก.ย. 51 เป็นโอกาสในการร่วมกันหารือแนวทางในการป้องกันปัญหาภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

 

2.      มาตรการในการแก้ไขปัญหา ในระยะสั้นและระยะยาวมีความเกี่ยวพันกัน โดยนาย Juncker

เห็นว่าควรดำเนินการการปฏิรูปโครงสร้างตามที่ระบุไว้เดิมใน Lisbon Agenda โดยไม่ต้องเพิ่มเติม

การปฏิรูปใหญ่ใดอีก โดยประเด็นเร่งด่วนคือการปฏิรูประบบประกันสังคม เพื่อเตรียมรองรับปัญหาจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ควรควบคุมเสถียรภาพตลาดการจ้างงาน ตลาดสินค้าและบริการ โดยเฉพาะตลาดบริการซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบมาก ในขณะเดียวกันไม่ควรเอาตามอย่างรัฐบาลสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาการคลังและการธนาคาร

 

3.      หลังจากนั้น เป็นช่วงตอบคำถาม ซึ่งมีคำถามที่น่าสนใจ ดังนี้

–                ความคืบหน้าของการมี single representation ของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรใน IMF นาย

Juncker กล่าวว่ามีการหารืออย่างยาวนานแต่มีผลสำเร็จน้อยมาก

–                การช่วยเหลือประชากรที่ยากจนราว 80 ล้านคนในยุโรป ซึ่งประสบปัญหาจากภาวะเงินเฟ้อ ค่าอาหารและค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นสูง นาย Juncker เห็นว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศควรใช้มาตรการช่วยเหลือประชากรเหล่านี้ผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ heating allowances มาตรการด้านภาษีที่เอื้อประโยชน์ให้กับ

กลุ่มประชากรที่ยากจน การกำหนดรายได้ (gross income) ที่เพียงพอในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ

–                 นอกจากนี้ นาย Juncker ไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่จะใช้ระบบ name and shame ประเทศสมาชิกยูโรโซนที่ไม่สามารถควบคุมภาวะขาดดุลและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจตาม Stability and Growth Pact ได้

 

เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป มีข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้

 

1.      เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 51 คณะกรรมาธิการยุโรปด้านเศรษฐกิจและการคลัง ได้ออกรายงานคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจ

(interim economic forecast) โดยระบุว่าภาวะเศรษฐกิจทั้งในยูโรโซน และสหภาพยุโรปโดยรวมยังมั่นคงอยู่ โดยสำหรับปี 2008 คาดการณ์การเติบโตของ GDP ของยุโรปในอัตรา 1.4% ของยูโรโซน 1.3% และคาดว่าภาวะเงินเฟ้อจะมีอัตราเฉลี่ย 3.8% ในอียู และ 3.6% ในยูโรโซน เนื่องจากราคาสินค้าเพิ่มขึ้นสูง

 

2.      นาย Joaquin Almunia กรรมาธิการยุโรปด้านเศรษฐกิจและการคลังกล่าวว่า แนวโน้มด้านเศรษฐกิจ

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 และต้นปี 2552 ไม่ค่อยดีนัก สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงและสัญญาณการฟื้นตัวยังมีน้อยมาก และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

 

–          ด้านการเงิน ควรมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ระบบสหภาพการเงินและเศรษฐกิจ

(Economic and Monetary Union หรือ EMU) นโยบายด้านงบประมาณต้องเข้มแข็ง และขยายการควบคุมระดับเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งรวมถึงความสามารถในการแข่งขัน ภาวะการขาดดุลกับต่างประเทศ ภาวะเงินเฟ้อ และค่าจ้าง

 

–           ด้านการคลัง คณะกรรมาธิการยุโรปวางแผนที่จะเสริมความโปร่งใสและการบริหารจัดการความเสี่ยง

เพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่นในตลาด

 

–          การปฏิรูปโครงสร้าง ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

และผู้บริโภค เพื่อบรรเทาปัญหาภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าการบังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการเปิดเสรีด้านบริการ (Services Directive) มีความจำเป็นในการขจัดอุปสรรคในตลาดพลังงานและปรับปรุงโครงสร้างด้านพลังงาน นอกจากนี้ การปฏิรูปตลาดแรงงานจะมีส่วนช่วยลดผลกระทบในครัวเรือนอีกด้วย

 

–          นอกจากนี้ เห็นว่าควรมีความพยายามร่วมกันระหว่างปท. ที่ใช้เงินยูโรในการประสานท่าทีและ

กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกันในเวทีประหว่างประเทศเพื่อเพิ่มอิทธิพลในการกำหนดนโยบายในระดับระหว่างประเทศด้วย