เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 51 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ยื่นข้อเสนอต่อ WTO ให้ปรับแก้ไขความตกลง ITA ที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดมาตรการภาษีในการค้าสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ด้วยเหตุผลที่ว่ารายการสินค้าที่ตกลงไว้ไม่ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ICT เพื่อแก้ไขปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี และต้องการขยายประเทศสมาชิก ITA ให้ครอบคลุมประเทศผู้ผลิตสินค้า ICT ที่สำคัญในปัจจุบัน โดยการยื่นข้อเสนอในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ร่วมกันขอหารือกับอียูภายใต้กระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO ว่าอียูละเมิดความตกลง ITA หรือไม่ 

ภูมิหลังเกี่ยวกับ ITA

            ความตกลง Information Technology Agreement (ITA) ได้รับการลงนามเมื่อปี 2539 เพื่อขยายการค้าผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และการสื่อสาร โดยการขจัดอัตราภาษีรวมทั้งค่าธรรมเนียมอื่นๆ ต่อผลิตภัณฑ์ IT โดยมีรายชื่อผลิตภัณฑ์เป็นเอกสารแนบของความตกลงดังกล่าว และเริ่มมีผลตั้งแต่ เม.ย. 2540 กำหนดให้ลดอัตราภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ IT เป็นขั้นๆ จนกระทั่งหมดไปภายในวันที่ 1 ม.ค. 2543 ตั้งอยู่บนหลักการ “Most Favoured Nation” กล่าวคือต้องให้การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันสำหรับสมาชิก WTO ทุกประเทศ

 

ปัญหาเกี่ยวกับ ITA ระหว่างสหรัฐฯ-EU

            1. ในช่วงต้นปี 2550 สหรัฐฯ ได้ยกเรื่องอียูขึ้นภาษีสินค้า IT บางรายการ ในที่ประชุม ITA Committee ภายใต้ WTO  และได้หารือเพื่อหาทางให้อียูยกเลิกการขึ้นภาษี สินค้าที่มีปัญหา ได้แก่

(1) จอคอมพิวเตอร์ชนิดแบน (Flat screen display systems) รวมถึงจอ LCD, Plasma และเทคโนโลยีอื่นที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ADP ซึ่งอียูเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ 14%

(2)  กล่องรับสัญญาณดาวเทียมที่เชื่อมเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต (decoders which provide internet access) ซึ่งบางประเทศสมาชิกอียูไม่รับประกันการเก็บภาษี 0%

(3) เครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์ชนิดที่สามารถสแกนภาพ ส่งโทรสาร และถ่ายสำเนาเอกสารได้ (multi-function copiers) ซึ่งอียูเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ 6%

โดยสหรัฐฯ เห็นว่าการเรียกเก็บภาษีของอียูส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรม และได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นในการผลักดันเรื่องนี้ใน WTO

 

2. เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2551 สหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้ขอหารือกับอียูอย่างเป็นทางการในกระบวนการหารือของ WTO และมีไต้หวันเข้าร่วมด้วยเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2551 แต่การหารือในช่วงเดือน มิ.ย. – ก.ค. ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งสามประเทศข้างต้นจึงได้ร่วมกันร้องขอให้มีการจัดตั้งคณะผู้พิจารณา (panel) เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ภายใต้กรอบกลไกระงับข้อพิพาทของ WTO (WTO Dispute Settlement Body) เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2551

   

การร้องขอทบทวนรายชื่อสินค้าของ EU

            ภายหลังการร้องขอของสามประเทศข้างต้นทำให้สหภาพยุโรปเคลื่อนไหวโดยการยื่นข้อเสนอต่อ WTO ให้มีการทบทวนรายชื่อสินค้าในความตกลง ITA โดยอ้างเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

(1)   รายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้ตกลงกันเมื่อปี 2539 มิได้คำนึงถึงความก้าวหน้าทาง

เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม IT ในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันใช้ทั้งสำหรับการบันเทิง การสื่อสาร เป็นต้น

(2)   เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากมาตรการที่มิใช่ภาษีจากการกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค

ที่แตกต่างจากมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับระหว่างประเทศ โดยอียูเรียกร้องให้ความตกลง ITA กำหนดมาตรการลงโทษต่อประเทศที่ตั้งมาตรการที่มิใช่ภาษีจนทำให้เกิดค่าใช้จ่าย

ที่เท่ากับหรือมากกว่าอัตราภาษี

(3)   ควรขยายประเทศภาคีความตกลง ITA ให้ครอบคลุมประเทศผู้ผลิตและค้าผลิตภัณฑ์

IT ที่สำคัญในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ตลาดสินค้า IT เติบโตขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์

ทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

            ทั้งนี้ เห็นว่าการปรับปรุงความตกลง ITA จะต้องได้รับการเห็นชอบร่วมกันในหมู่สมาชิก ITA มิใช่ผ่านการฟ้องร้องดังเช่นที่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไต้หวันดำเนินการอยู่

 

 

            ประเทศไทยเป็นสมาชิกความตกลง ITA ตั้งแต่ปี 2541 และได้รับผลกระทบจากการที่อียูขึ้นภาษีสินค้า IT เช่นกัน ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยกำลังพิจารณาว่าจะเข้าร่วมในการพิจารณาของ Panel ใน WTO ในเรื่องนี้หรือไม่

 

            ทั้งนี้ ประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่เป็นสมาชิก ITA ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม

 

ที่มาข้อมูล

1.      สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์

2.      Bulletin Quotidien No. 9740 Tuesday 16 September 2008

3.      http://www.eubusiness.com/news-eu/1221434222.0     

4.      http://www.wto.org/english/tratop_e/inftec_e/inftec_e.htm#introduction