เมื่อวันที่   9  ตุลาคม 2551  คณะกรรมาธิการยุโรปได้รับแจ้งจากทางการเยอรมนี ว่ามีการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก H5N1 สายพันธุ์ชนิดความรุนแรงสูง (Highly Pathogenic Avian Influenza : HPAI)  ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก ณ เมือง Goerlitz แคว้น Saxony ใกล้กับชายแดนประเทศโปแลนด์ ทั้งนี้ ทางการเยอรมนีได้ออกมาตรการทำลายสัตว์ปีกในฟาร์มดังกล่าวกว่า1,000 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็น เป็ด ไก่งวง และห่านลงด้วยแล้ว ทั้งนี้ แคว้นดังกล่าวได้เคยมีการระบาดเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน EU ได้ออกมาตรการเร่งด่วนป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกในเยอรมนีด้วยแล้ว ดังนี้

– จัดตั้งเขตป้องกันโรค (Protection zone) ภายในวงรัศมี 3 กิโลเมตรโดยรอบฟาร์ม

– กำหนดเขตเฝ้าระวังโรค (Surveillance zone) ภายในวงรัศมี 10 กิโลเมตรโดยรอบฟาร์ม ทั้งนี้ รวมเขตป้องกันโรคไว้ด้วยแล้ว

– สัตว์ปีกทุกตัวที่อยู่ในเขตป้องกันโรคจะต้องถูกกักพื้นที่ไว้เพียงแต่ในโรงเลี้ยง (indoor) และอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ได้แต่เฉพาะเมื่อต้องมีการเคลื่อนย้ายไปยังโรงฆ่าแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งหากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกมีความจำเป็นต้องทำการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกของตนด้วยเหตุผลอื่นๆ  จำต้องให้สัตว์ปีกจากเขตป้องกันโรคดังกล่าวผ่านการตรวจสอบหาเชื้อไข้หวัดนกของ EU ก่อน

– ห้ามมีการล่าสัตว์ในเขตป้องกันโรคและเขตเฝ้าระวังโรค

ในเรื่องนี้ สำนักงานมีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังนี้

ก)      ขณะนี้   เยอรมนี เป็นประเทศสมาชิก EU ประเทศแรกที่กำลังเผชิญต่อสถานการณ์คับขันจากการคุกคามแพร่ระบาดของฤดูกาลไข้หวัดนกที่มาถึง อย่างไรก็ดี โดยปกติทุกปีจะมีการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกในนกป่าและนกอพยพก่อนการตรวจพบในฟาร์ม หากแต่ในครั้งนี้ เป็นการตรวจพบในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อการค้า จึงแสดงให้เห็นว่า เชื้อไข้หวัดนกในฤดูกาลนี้มีความรุนแรงสูง ซึ่งแม้แต่ EU ที่มีมาตรการ ควบคุม และป้องกันไข้หวัดนกที่รัดกุมมากที่สุดในโลก ยังไม่อาจหนีพ้นภัยของเชื้อดังกล่าวได้ ซึ่งขณะนี้ EU คาดว่า นกป่าและนกอพยพเป็นพาหะสำคัญและที่มาของการระบาดดังกล่าว ดังนั้น จากรูปการในอนาคตคาดว่า จะมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกเกิดขึ้นในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกของประเทศสมาชิกอื่นๆ อีก ดังเช่นในกรณีที่เยอรมนีประสบอยู่ในขณะนี้                                                   

ข)  ทั้งนี้ สำนักงานฯ จักได้ติดตามสถานการณ์การระบาดโรคไข้หวัดนก และผลกระทบต่อตลาดการค้าเนื้อสัตว์ปีกใน EU อย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถใช้ประกอบการวางแผนรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น EU อาจหยิบยกมาตรการ Regionalisation มาใช้กับประเทศคู่ค้า (เพื่อหลีกเลี่ยงการระงับการนำเข้าทั้ง EU-27 จากประเทศคู่ค้า)   

ค)     หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยควรเตรียมกำหนดท่าทีต่อการระบาดของโรคไข้หวัดนกที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิก EU ครั้งนี้ โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นมาตรการระงับการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์ปีกจากประเทศสมาชิก EU ที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดนก เนื่องจากอาจส่งผลดีต่อการสร้างอำนาจต่อรองของฝ่ายไทย เชื่อมโยงกับมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าเนื้อไก่ดิบจากไทยของ EU อยู่ในขณะนี้