สืบเนื่องจากวิกฤติการณ์ทางการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจการเงินในสหภาพยุโรปอย่างรุนแรง ทำให้อียูต้องกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ประเด็นหลักๆ คือ การปรับโครงสร้างเงินทุน เพิ่มเงินทุนและเสริมสภาพคล่องให้สถาบันการเงินและธนาคาร การเพิ่มวงเงินประกันเงินฝากขั้นต่ำภายในระยะเวลา 1 ปี และการเตรียมออกกฎหมายเพื่อควบคุมมิให้เกิดวิกฤตการณ์ซ้ำอีก

สรุปแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติการเงินในยุโรป ดังนี้

 

1.      รัฐมนตรีเศรษฐกิจและการคลังยุโรป (Ecofin Council) ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 มีสาระสำคัญ คือ

        1.1 ได้ตกลงกันที่จะประสานงานอย่างใกล้ชิดในการดำเนินการแทรกแซงของภาครัฐของประเทศสมาชิกอียู  

คุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ฝากเงิน และรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินการธนาคาร โดยกำหนดหลักการร่วมเพื่อชี้นำการดำเนินการดังกล่าว

 

      1.2 เพิ่มวงเงินประกันเงินฝากขั้นต่ำภายในระยะเวลา 1 ปี จาก 20,000 ยูโร เป็น 50,000 ยูโร

อย่างไรก็ดี ประเทศสมาชิกอียูหลายประเทศพร้อมที่จะเพิ่มวงเงินเป็น 100,000 ยูโร และสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการยุโรปจัดทำข้อเสนอที่เหมาะสมในการส่งเสริมระบบประกันเงินฝากที่มีความสอดคล้องกันในยุโรป

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.consilium.europa.eu/ueDocs/cms_Data/docs/pressData/en/misc/103202.pdf

 

                  1.3 สนับสนุนร่างข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปในการปรับแก้ไข Capital Requirements Directive สองฉบับที่ประกาศโดยนาย Charlie McCreevy กรรมาธิการด้านตลาดร่วมเมื่อ 1 ต.ค. 51 มีจุดประสงค์เพื่อเป็นมาตรการในระยะกลางที่จะดำเนินต่อไปเพื่อเสริมสร้างด้านกฎระเบียบและการควบคุมเพื่อป้องกันการเกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินขึ้นอีก มีเป้าหมายให้มีผลบังคับใช้ใน เม.ย. 2010 มีแนวทางสำคัญ คือ

 

                        (1) การบริหารความเสี่ยงสำหรับการปล่อยกู้ระหว่างธนาคาร โดยกำหนดเพดานการปล่อยกู้ระหว่างธนาคารไม่ให้เกินร้อยละ 25 ของเงินทุนของธนาคาร โดยมีข้อยกเว้นสำหรับธนาคารขนาดเล็กหากจำนวนเงินกู้ไม่เกิน 150 ล้านยูโร

 

                        (2) การปรับปรุงระบบการตรวจสอบการทำธุรกรรมข้ามชาติของกลุ่มธนาคารในอียู โดยการตั้งกลุ่มผู้ตรวจสอบที่เรียกว่า colleges of supervisors เพื่อตรวจสอบการทำธุรกรรมของธนาคาร 44 แห่ง อาทิ โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูล กำหนดแนวทางการตรวจสอบตามความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะ liquidity risks

 

                        (3) การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (securitization) ควรมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

 

                        (4) การปรับปรุงคุณภาพของเงินทุนของธนาคาร จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ใช้ในอียูเพื่อประเมินว่า hybrid capital (shares and bonds) เข้าข่ายนับว่าเป็นส่วนหนึ่งเงินทุนของธนาคารทั้งหมดได้หรือไม่ เงินทุนทั้งหมดจะเป็นตัวกำหนดจำนวนเงินที่ธนาคารจะปล่อยกู้ได้ต่อไป 

 

2.      การประชุม Summit ประทศที่ใช้เงินสกุลยูโร (Eurozone)

   เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 51 ได้มีการประชุมผู้นำประเทศในยูโรโซน 15 ประเทศรวมทั้งสโลวัคซึ่งจะเข้าร่วมยูโรโซนใน

ม.ค. 2552 และสหราชอาณาจักรซึ่งได้เสนอแผนช่วยเหลือสถาบันการเงินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และแผนดังกล่าวได้เป็นแม่แบบในการให้ความช่วยเหลือที่ที่ประชุมหารือในครั้งนี้ โดยตกลงกำหนดให้รัฐบาลประเทศในยูโรโซน ในอียู ธนาคารกลาง และผู้กำกับควบคุมสถาบันการเงิน (supervisors) มีแนวทางดำเนินการร่วมกันเพื่อ

 

                    (1) เพิ่มสภาพคล่องในสถาบันการเงิน โดยเห็นด้วยกับธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank หรือ ECB) ที่ลดอัตราดอกเบี้ย และปรับปรุงเงื่อนไขการ refinance ธนาคาร และเพิ่มระยะเวลาการกู้ให้นานขึ้น

 

                    (2) เพิ่มการให้เงินทุน (funding) แก่ธนาคาร โดยรัฐบาลจะรับประกันเงินกู้ระหว่างธนาคาร (interbank loans) ในราคาตลาดถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2552 และรับประกันเงินฝากตามที่ได้มีการประกาศไปแล้ว

 

                    (3) รัฐบาลพร้อมที่จะจัดหาเงินทุนในปริมาณที่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการระดมทุนจากภาคเอกชน และกระตุ้นให้ supervisors ในแต่ละปท. ดำเนินการตามกฎเกณฑ์ Basel II เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน

 

                    (4) ปรับโครงสร้างเงินทุนให้แก่ธนาคารที่มีปัญหา

 

                    (5) เพิ่มความยืดหยุ่นเรื่อง accounting rules

 

                    (6) เสนอจัดตั้งกลไกการบริหารจัดการวิกฤติการณ์ ระหว่างปท. ในอียูและ Eurogroup ต่อที่ประชุมสุดยอดสหภาพยุโรปที่จะมีขึ้นในวันที่ 15-16 ต.ค. นี้ 

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ue2008.fr/PFUE/lang/en/accueil/PFUE-10_2008/PFUE-12.10.2008/sommet_pays_zone_euro_declaration_plan_action_concertee

 

                  – เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 51 ประเทศในยูโรโซนหลายประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ได้จัดประชุมภายในประเทศเพื่อหารือรายละเอียดในการช่วยเหลือสถาบันการเงินและธนาคาร โดยได้เปิดเผยจำนวนงบประมาณที่จะต้องใช้ ในฝรั่งเศส 360 พันล้านยูโร เยอรมนี 500 พันล้านยูโร และสหราชอาณาจักร 37 พันล้านปอนด์ ในการอัดฉีดเงินในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร 3 แห่ง

 

3.      การให้ความช่วยเหลือโดยภาครัฐ (State Aid) 

  ยุโรปได้จัดทำภาพรวมมาตรการให้ความช่วยเหลือจากอียู และประเทศต่างๆ ในอียู โดยส่วนใหญ่เป็น

การรับประกันเงินฝาก (Guarantee deposit scheme) ทั้งแบบจำกัดวงเงิน (ตั้งแต่ 50,000 ยูโร ถึง 103,000 ยูโร) และไม่จำกัดวงเงิน (ในออสเตรีย เดนมาร์ก สโลวัค สโลวีเนีย) การเตรียมกองทุนสำหรับการให้ความช่วยเหลือ

(20 พันล้านยูโรในเนเธอร์แลนด์ 50 พันล้านยูโรในสเปน) ทั้งนี้ ประเด็นที่คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นห่วงคือ การดำเนินการใดๆ ของประเทศสมาชิกควรจะสอดคล้องกับกฎเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ (State Aid) เพื่อมิให้มีการบิดเบือนการแข่งขันในตลาด