สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ยินดีนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการธุรกิจไทยที่สนใจมาลงทุนและดำเนินธุรกิจในเบลเยียม ให้ได้รู้จักระบบการบริหารงานและการปกครองของประเทศเบลเยียม องค์กรและหน่วยงานเบลเยียมที่ช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุน สิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนต่างชาติต่างๆ ขั้นตอนการจัดตั้งบริษัท รวมทั้งขั้นตอนการเปิดธุรกิจร้านอาหารไทยในเบลเยียม

เบลเยียมตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคยุโรปเหนือ มีประชากรรวม 10.2 ล้านคน มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก และติดกับริมฝั่งทะเลเหนือ ซึ่งมีช่องแคบที่ติดต่อกับสหราชอาณาจักรได้ด้วยการเดินเรือ ทำให้เบลเยียมเป็นประเทศที่มีจุดเด่นทางด้านภูมิศาสตร์ เป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุน เป็นประตูเข้าสู่ยุโรปภาคพื้นทวีป และเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่เมืองใหญ่หลายเมืองในยุโรป อาทิ โคโลญน์ และปารีส เบลเยียมมีโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและเครือข่ายระบบการคมนาคม ไม่ว่าจะเป็น ถนน รถไฟ เส้นทางทางทะเล และเส้นเดินทางทางอากาศที่สะดวกและทันสมัย

 

ด้วยจุดเด่นด้านภูมิศาสตร์และความพร้อมด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของเบลเยียมทำให้เบลเยียมสามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำระดับนานาชาติ เป็นที่ตั้งศูนย์กลางการบริหารและสำนักงานใหญ่สำหรับภูมิภาคยุโรปที่เลือกมาตั้งที่ทำการในเบลเยียม นอกจากนั้น เบลเยียมยังเป็นศูนย์กลางการเงินการธนาคารและเป็นที่ตั้งขององค์การระหว่างประเทศหลายองค์การ อาทิ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) และสถาบันต่าง ๆ ของสหภาพยุโรป (EU) รวมทั้งสถาบันและองค์กรด้านกฎหมาย Think Tanks และ NGOs จำนวนมาก

เบลเยียมยังคงเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงทางเศรษฐกิจ ทั้งในการค้าและการลงทุน  อย่างไรก็ดี อาจมีปัจจัยในเชิงลบที่นักธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ที่สนใจจะมาลงทุนในเบลเยียมพีงทราบ ที่สำคัญได้แก่การที่ในช่วงปีที่ผ่านมา ปัญหาวิกฤตทางการเมืองภายในของเบลเยียม[1]ส่งผลด้านลบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งประสบปัญหาอยู่แล้วเพราะผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางการเงินหรือปัญหาราคาน้ำมันและราคาสินค้าอาหารเพิ่มสูงขึ้น กอปรกับปัญหาเศรษฐกิจภายใน เช่น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงสุดในรอบ 16 ปี[2]  อัตราค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ (สูงกว่าประเทศในยุโรปอื่นๆ)   ความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศที่ลดลง จำนวนบริษัทล้มละลายที่เพิ่มมากขึ้น อำนาจการซื้อของประชาชนที่ลดลง และล่าสุด เบลเยียมเช่นเดียวกับสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป ประสบปัญหาวิกฤตธนาคารซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  และแม้ว่ารัฐบาลเบลเยียมจะได้ออกมาตรการเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงิน/การธนาคารซึ่งช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นก็ตาม แต่สถานการณ์ก็ยังไม่พ้นวิกฤตอย่างแท้จริง

 


[1] รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้รับความเชื่อมั่นมากนักจากประชาชนโดยทั่วไป  ข้อตกลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นซึ่งยังคงไม่ชัดเจนและยังต้องมีการเจรจาตกลงในรายละเอียดต่อไป โดยเฉพาะปัญหาการปฏิรูปภาครัฐ และความขัดแย้งเรื่องสิทธิการเลือกตั้งของชาวเบลเยียมที่พูดภาษาฝรั่งเศสในเขตพื้นที่ Brussels-Halle-Vivoorde (BHV) เป็นต้น

[2]   ปกติ อัตราเงินเฟ้อในเบลเยียมจะอยู่ในระดับร้อยละ 1.8-2.00 แต่ในปีนี้ ได้เพิ่มขึ้นสูงเป็นร้อยละ 4.2 (ณ เดือน ก.ค. 2551) และคาดว่า อัตราเงินเฟ้อตลอดปี 2551 จะเฉลี่ยประมาณร้อยละ 4.8   อัตราค่าจ้างปรับอันโนมัติตามอัตราเงินเฟ้อ จึงทำให้อัตราค่าจ้างในช่วงปีนี้ ปรับ เพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์  ณ เดือนมิถุนายน 2551 ทางการเบลเยียมได้ประกาศว่ามีบริษัทล้มละลาย 855 บริษัท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25   จากเมื่อ มิ.ย. 50 ทำให้มีผู้ตกงานจำนวน 9,452 คน  สาขาธุรกิจที่ ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ สาขาก่อสร้าง ธุรกิจโรงแรมและ ร้านอาหาร (catering)  ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจขนส่ง   

 

1. ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเบลเยียม

– ชื่อทางการ Kingdom of Belgium หรือราชอาณาจักรเบลเยียมปกครองแบสหพันธรัฐ  มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุช

– เป็นที่ตั้งสถาบันและองค์กรสำคัญๆ ของสหภาพยุโรปและนาโต้

– รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจ

– ใช้ Schengen Visa เข้าประเทศได้ / ชาวเบลเยียมเข้าไทยได้ 30 วัน โดยไม่ต้องขอ Visa

– ไม่มีเส้นทางการบินตรงจากกรุงเทพฯ                                                                
– เป็นประเทศขนาดเล็ก จึงให้ความสำคัญต่อกรอบอียู/นาโต้/BENELUX                                   

ข้อมูลทั่วไป

พื้นที่              32,545 ตร.กม. (ไทยใหญ่กว่า 15 เท่า)                

ประมุข           H.M. King Albert II (9 ส.ค. 2536) 

เมืองหลวง    กรุงบรัสเซลส์                                                             

นายกรัฐมนตรี  Mr. Yves Leterme (20 มี.ค. 2551)

ประชากร       10.4 ล้านคน                                                              

รมว. กต.       Mr. Karel De Gucht (ตั้งแต่ปี 2547)

ศาสนา          โรมันคาทอลิก (ร้อยละ 75)โปรเตสแตนต์ (ร้อยละ 25)

สกุลเงิน        ยูโร        

 ภาษาราชการ  ฝรั่งเศส  เฟลมมิช (ดัทช์)   เยอรมัน      

การเยือนครั้งล่าสุด

ระดับพระราชวงศ์   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (เม.ย.2546) / มกุฏราชกุมารฟิลิป (มิ.ย. 2549)       

ระดับรัฐบาล    พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นรม. (ต.ค. 2548) /นาย Guy Verhofstadt  นรม. (พ.ย. 2548)                                       

 

ข้อมูลเศรษฐกิจ / การค้า ปี 2007

GDP    388.4 พันล้าน USD หรือ 247.16 พันล้านยูโร     

อัตราเจริญเติบโตของ GDP  ร้อยละ 2.7  

GDP per capita        36,500 USD หรือ 23,227.27 ยูโร         

อัตราเงินเฟ้อ    ร้อยละ  1.7               

อุตสาหกรรม   เครื่องจักรกล ถ่านหิน เหล็ก สิ่งทอ               

ทรัพยากรธรรมชาติ   ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ                      

สินค้านำเข้า   เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร อุปกรณ์ด้านการขนส่ง สินค้าเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม

สินค้าส่งออก  เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ด้านการขนส่ง เครื่องจักร อาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ     

ตลาดนำเข้าสำคัญ   เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา  

ตลาดส่งออกสำคัญ   เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา                  

 

ความสัมพันธ์ไทย-เบลเยียม

สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ  ลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์ระหว่างกันเมื่อปี 2411 และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2426 

มูลค่าการค้ารวม   ปี 2550 :  2,377.9 ล้าน USD เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.95   ไทยส่งออก 1,661.97 ล้าน USD  นำเข้า 715.96 ล้าน USD (เบลเยียมเป็นคู่ค้าอันดับที่ 20 ของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศทั่วโลก และอันดับที่ 6 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ EU )

ไทยส่งออก  อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ รองเท้าและชิ้นส่วน รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง

ไทยนำเข้า   เครื่องเพชรพลอย อัญมณี  เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและส่วนประกอบผลิตภัณฑ์

มูลค่าการลงทุน   เบลเยียมลงทุนในไทยในปี 2007 มูลค่า 497 ล้านบาท   ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI (เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ EU อื่น  เบลเยียมจัดอยู่ในลำดับที่ 8 ในแง่โครงการที่ได้รับอนุมัติ และอันดับที่ 9 ในแง่มูลค่าการลงทุน)       

การท่องเที่ยว  นักท่องเที่ยวเบลเยียมมาไทย 69,042 คน นักท่องเที่ยวไทยไปเบลเยียม 685 คน  (ปี 2550)

คนไทยในเบลเยียม ประมาณ 3,000 คน (สมรสกับชาวเบลเยียม ลูกจ้างทั่วไป เจ้าของร้านอาหารและร้านขายเครื่องปรุงอาหารไทย) 

สำนักงานผู้แทนทางการทูตของไทยในเบลเยียม   สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ / คผท. ประจำ

ประชาคมยุโรป และไทยมีกงสุลกิตติมศักดิ์ที่เมือง Liege และเมือง Antwerp

สำนักผู้แทนทางการทูตของเบลเยียมในไทย สถานเอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย

 

2. การลงทุนในเบลเยียม

เบลเยียมยังนับเป็นประเทศขนาดเล็ก มีระบบการแบ่งอำนาจการปกครองที่ค่อนข้างซับซ้อน นอกจากรัฐบาลระดับสหพันธรัฐ ที่เป็นรัฐบาลกลางที่รับผิดชอบนโยบายบางด้าน อาทิ นโยบายเศรษฐกิจโดยรวม การต่างประเทศ กลาโหม การคลังและงบประมาณ แต่ยังมีอีก 3 ภูมิภาคที่มีรัฐบาลเป็นของตนเอง ได้แก่ ภูมิภาค Flanders (ใช้ภาษาเฟลมมิชเป็นหลัก) ภูมิภาค Walloon (ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก) และ ภูมิภาค Brussels Capital (ใช้สองภาษา) โดยรัฐบาลแต่ละภูมิภาค มีอำนาจหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การจ้างงาน การเกษตร นโยบายเกี่ยวกับน้ำ ที่อยู่อาศัย งานสาธารณะ การพลังงาน การคมนาคม (ยกเว้นรถไฟ) สิ่งแวดล้อม เมือง ชนบท การค้ากับต่างประเทศ ควบคุมดูแลการบริหารงานของจังหวัด ชุมชน (commune) และบริษัทที่ให้บริการด้านสาธารณูปโภคระหว่างชุมชนต่าง ๆ พัฒนาเศรษฐกิจ สาธารณูปโภค นอกจากนั้น เบลเยียมใช้ภาษาราชการถึง 3 ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส เฟลมมิชหรือดัทช์ และเยอรมัน จนประเทศเบลเยียมได้รับการขนานนามว่าเป็น One country,  three Regions in the center of Europe

สำหรับนักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนในเบลเยียม ควรตระหนักว่าถึงความซับซ้อนในระบบแบ่ง อำนาจและการบริหารงานของเบลเยียมดังกล่าว นอกจากหน่วยงานกลางในระดับสหพันธรัฐที่สามารถให้ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับการค้าและการลงทุนในเบลเยียมแล้ว รัฐบาลของแต่ละภูมิภาคยังมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการส่งเสริมการค้าและการลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคของตน โดยมีนโยบาย กฎเกณฑ์ การให้สิทธิพิเศษด้านการลงทุน และมีข้อได้เปรียบและปัจจัยดึงดูดสำหรับการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป

หน่วยงานงานกลางระดับสหพันธรัฐ ที่สามารถให้คำแนะนำและให้ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับการค้าและ   การลงทุนในเบลเยียมได้แก่

FEDERAL PUBLIC SERVICE ECONOMY, SMEs, SELF-EMPLOYED & ENERGY
Service for Foreign Investments
G. Lemanstraat 60, 1040 BRUSSELS
Contact : Mr. Erik STERCKX, General Counsellor
Phone : +32 2 206 58 64
Fax : +32 2 514 03 89
E-mail : invest.belgium@mineco.fgov.be Website : http://www.investinbelgium.fgov.be
 
ภูมิภาคฟลานเดอร์ส (Flanders)

ภูมิภาคฟลานเดอร์ส คือ ภูมิภาคทางตอนเหนือของเบลเยียม เป็นภูมิภาคที่พูดภาษาเฟลมมิช (Flemish Speaking) มีประชากรประมาณ 6,043,161 คน นับเป็นประตูสู่ทวีปยุโรปจากทางทะเลเหนือ เป็นศูนย์กลางด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมที่อาศัยเทคโนโลยีชั้นสูง มีท่าเรือใหญ่สำคัญติดทะเลเหนือ 3 แห่ง ได้แก่ Antwerp Ostend และ Zeebrugge มีท่าอากาศยานใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ Brussels International และ Ostend Airport (โดยเฉพาะสำหรับ cargo) และมีการคมนาคมขนส่งทั้งทางรถยนต์และรถไฟเชื่อมต่อโดยสะดวกกับฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และยังมีช่องทางเดินเรือเชื่อมกับสหราชอาณาจักร  
นอกจากภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยแก่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนแล้ว รัฐบาลฟลานเดอร์สยังเน้น
ความพร้อมของภูมิภาคในด้านสาธารณูปโภค ด้านการขนส่งและ logistics พัฒนาการด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง และคุณภาพของแรงงานที่มีการศึกษาและพูดได้หลายภาษา

สาขาที่ภูมิภาคฟลานเดอร์สมีความถนัดและรัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสิรมการลงทุนจากต่างชาติได้แก่

1.    อุตสาหกรรมรถยนต์ (Automotive Industry): มีโรงงานประกอบรถยนต์ขนาดใหญ่ทั้งของบริษัทรถยนต์ยุโรปและเอเชีย (ญี่ปุ่น) ที่ Antwerp และ Ghent
2.    อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี (Chemical and Petroleum Industry): โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมือง Antwerp
3.    วิทยาศาสตร์ (Life Science) อาทิ เภสัชกรรม การแพทย์ และ Bio-tech: โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมือง Ghent
4.    อีเล็คโทรนิกส์ : มีสถาบันวิจัยด้านเทคโนโลยีอิสระที่ให้การสนับสนุนด้าน R&D 2 แห่งได้แก่ The Flemish Institute for Technological Research (VITO) และ Interuniversity MicroElectronics Centre (IMEC) ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำของยุโรปในด้านไมโครอีเล็คโทรนิกส์และนาโนเทคโนโลยี
5.    ด้านการขนส่ง และ Logistics: มีความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในเรื่อง logistics และ distribution centre จนได้รับการขนานนามว่าเป็น European Distribution Centre

หน่วยงานส่งเสิรมการค้าและลงทุนของภูมิภาคฟลานเดอร์ส ได้แก่

Flanders Investment & Trade
Gaucheretstraat 90
BE-1030 Brussels – Belgium
Contact: Mr. John VERZEELE, Director Business Development Asia Pacific
Phone:  +32 2 504 88 71
Fax:   +32 2 504 88 70
John.verzeele@fitagency.be, invest@fitagency.be
www.flandersinvestmentandtrade.com

หมายเหตุ: ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 Flanders Foreign Investment Office และ Flanders Export Promotion Agency รวมตัวกันเป็นองค์กรเดียว ในชื่อใหม่เรียกว่า Flanders Investment & Trade

ภูมิภาควาลลูน (Walloon)

ภูมิภาควาลลูน เป็นภูมิภาคทางตอนใต้ของเบลเยียม มีจำนวนประชากร 3,395,942 ในอดีตอุตสาหกรรม
เหล็กและถ่านหินจัดว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักในภูมิภาคนี้  จึงทำให้ภูมิภาควาลลูนมีความเชี่ยวชาญในด้านอุตสาหกรรมหนัก ปัจจุบัน ภูมิภาควาลลูน พยายามพัฒนาอุตสาหกรรมดั้งเดิมดังกล่าว อาทิ อุตสาหกรรมเหล็ก การผลิตแก้ว สิ่งทอ และการก่อสร้าง โดยหันมาใช้เทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้นเข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน สาขาที่ภูมิภาควาลลูนมีความถนัดและให้ความสำคัญในการส่งเสิรมการลงทุนจากต่างชาติได้แก่

1.    ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology)
2.    คอมพิวเตอร์และสารสนเทศ (Computer Science and Information Technologies)
3.    อิเล็คโทรนิคและอุตสาหกรรมรถยนต์ (Electromechanics and Automotive Industry)
4.    ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Centres)
5.    อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร (Food Processing)

หน่วยงานที่ส่งเสิรมการลงทุนของภูมิภาควาลลูน ได้แก่

Office for Foreign Investors
Avenue Jean Materne 115-117
5100 JAMBES
Contact : Mr. André MARSDEN, Commercial Manager
Phone : +32 81 33 28 50
Fax : +32 81 33 28 69
E-mail : amarsden@ofisa.be
Website : http://www.investinwallonia.be

ภูมิภาคบรัสเซลส์ (Brussels Capital)

กรุงบรัสเซลส์นับเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งธุรกิจบริการหรือ ‘City of Services’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เป็นศูนย์กลางด้านการเงินและการธนาคารในยุโรป สาขาบริการจึงเป็นจุดแข็งของบรัสเซลส์ บรัสเซลส์มีจำนวนประชากร 1,006,749 นอกจากนั้น สาขาอื่น ๆ ที่รัฐบาลภูมิภาคบรัสเซลส็ให้ความสำคัญ อาทิ
1.    การทำธุรกรรมทางการเงินและการธนาคาร (Banking and Financial Transaction) อาทิ บรัสเซลส์เป็นศูนย์กลางระบบการโอนเงินแบบ SWIFT
2.    เทคโนโลยีสารสนเทศ ICT: ทางการของภูมิภาคบรัสเซลส์มุ่งหวังจะสร้างบรัสเซลส์ให้เป็น ‘Digital Capital of Europe’
3.    สาธารณสุขและไบโอเทคโนโลยี Health and Biotechnology

หน่วยงานที่ส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคบรัสเซลส์ ได้แก่

Service des Investissement Etrangers                                   
Blvd. du Jardin Botanique 201035 BRUSSELS
Contact : Mr. CERFONT, CounsellorPhone : 32 (2) 800 34 61 Fax : 32 (2) 800 38 06E-mail : ccerfont@mrbc.irisnet.be
Website : http://www.brussels.irisnet.be or http://www.investinbrussels.com

BRUSSELS ENTERPRISE AGENCY                                                                                              
Tour & Taxis
Avenue du Port 86c – box 211
1000 BRUSSELS
Contact : Mr EVRARD, General Manager
Phone : 32 (2) 422 00 20 Fax : 32 (2) 422 00 43
E-mail : info@bea.irisnet.be
Website : http://www.abe.irisnet.be or http://www.investinbrussels.com

BRUSSELS ENTERPRISE AGENCY (BEA) เป็นองค์การที่ไม่หวังผลกำไร (Non-profit organization)
ที่ให้บริการแบบ one stop service สามารถเป็นผู้ประสานงานและให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่นักลงทุนต่างชาติเกี่ยวกับความเป็นไปได้และหาลู่ทางการลงทุนในบรัสเซลส์ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านภาษี การจับคู่ทางธุรกิจ การหาสถานที่ประกอบการ ให้คำปรึกษาด้านสิทธิประโยชน์ที่บริษัทอาจได้รับจากการลงทุน โดยนักลงทุนต้องจัดเตรียมแผนงานสำหรับโครงการการประกอบธุรกิจ (business plan) ของตนเพื่อเสนอต่อ BEA และจะได้รับพิจารณาให้การสนับสนุนเป็นรายโครงการไป สำหรับโครงการการลงทุนที่มีโอกาสและ BEA อาจให้ความสนใจพิเศษ อาทิ ธุรกิจโรงแรมและสปา เป็นต้น
 

3. สิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนต่างชาติในเบลเยียม (Investment Incentives)

เบลเยียมใช้หลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนอย่างเท่าเทียมกันสำหรับบริษัทต่างชาติและบริษัทของเบลเยียมเอง โดยไม่มีการจำแนกความแตกต่าง (non-discrimination) ซึ่งหมายถึงบริษัทหรือสาขาของบริษัทต่างชาติสามารถได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับบริษัทเบลเยียมและบริษัทยุโรป อื่น ๆ
ทางการเบลเยียมได้กำหนดหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์แก่ภาคธุรกิจเพื่อมุ่งส่งเสริมบรรยากาศที่ดีในการลงทุนและการดำเนินธุรกิจในเบลเยียม ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ด้านการเงิน ด้านแรงงานและการฝึกอบรม ด้านการวิจัยและพัฒนา และโอกาสสำหรับการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ โดยความช่วยเหลือในแต่ละสาขาอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลกลางเบลเยียมและหน่วยงานระดับภูมิภาคที่แตกต่างกันไป กล่าวคือ การให้ความช่วยเหลือโดยตรง (direct aid) และการส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานระดับภูมิภาค สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีและด้านการเงินส่วนใหญ่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลกลางเบลเยียม (ยกเว้นบางเรื่องอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานในระดับภูมิภาค) ในขณะที่สิทธิประโยชน์ด้านการจ้างงานเป็นความรับผิดชอบร่วมระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลระดับภูมิภาค

3.1 สิทธิประโยชน์ด้านการเงิน / Financial incentives

หน่วยงานระดับท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าบริษัทที่จะขอรับสิทธิประโยชน์ตั้งอยู่ในภูมิภาคใดของเบลเยียม โดยทั่วไปจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ในรูปของการให้เงินสนับสนุน cash grant หรือ capital premium โดยมีหลักทั่วไปคือการให้สิทธิประโยชน์จะไม่เกิน 21% ของวงเงินการลงทุนตามกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปที่ใช้ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่น ๆ ด้วย หากแต่กฎเกณฑ์ในรายละเอียดนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ซึ่งหน่วยงานส่งเสิรมการลงทุน (ตามรายชื่อข้างต้น) พร้อมจะให้คำแนะนำ โดยทั่วไป บริษัทต้องสมัครขอรับสิทธิประโยชน์ทางด้านการเงินดังกล่าว โดยการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับข้อเสนอการประกอบธุรกิจนั้น ๆ  อาทิ จำนวนการสร้างงาน การเพิ่มมูลค่าของงาน การส่งเสริมและพัฒนาทางเทคโนโลยี และความน่าสนใจของโครงการ เป็นต้น

อาจสังเกตได้ว่า การได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านการเงินนั้นอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง โดยตามหลักการแล้ว ทางการเบลเยียมจะพิจารณาโครงการการลงทุนที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ภูมิภาคของตน อาทิ เพิ่มการจ้างงาน และเป็นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสู่ภูมิภาค    

3.2 สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษี / Fiscal Issues

สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลสหพันธรัฐ เมื่อปี 2546 ทางการเบลเยียมได้ทำการปฎิรูปอัตราภาษี โดยได้ปรับลดอัตรา corporate tax ลง สำหรับบริษัทขนาดใหญ่เป็น 33.99% และสำหรับบริษัทขนาดเล็กและขนาดย่อม 24.98%

สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษีสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่สำคัญ ได้แก่
 

Notional Interest Deduction เป็นนโยบายใหม่ที่ทางการเบลเยียมเพิ่งประกาศใช้เมื่อปี 2548 เป็นมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการที่ใช้เงินงบประมาณของตนเอง (equity capital) กล่าวคือการขอส่วนลดภาษีรายได้ ตามอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3.442% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทจะต้องจ่ายหากเป็นโครงการแบบเงินกู้ (loan) บริษัทขนาดเล็กและขนาดย่อมอาจขอส่วนลดเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 0.5%

นโยบายดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเบลเยียมเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2548 และประกาศ
ใน the Belgian Official Gazette เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 และจะเริ่มปฏิบัติใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เน้นความสำคัญของการประกาศใช้มาตรการนี้ว่า เบลเยียมเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ใช้มาตรการนี้ และเท่าที่ประเมินมีการตอบรับในทางบวกจากบริษัทที่ลงทุนอยู่แล้ว

อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรการ Notional Interest Deduction ได้ที่
http://invest.belgium.be/roadshows/usa/notional_tax/

Tax Ruling เป็นมาตรการที่ทางการเบลเยียมให้โอกาสบริษัทใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเบลเยียมหรือบริษัทต่างชาติสามารถขอทราบสถานะทางภาษีของโครงการของตนก่อนการเริ่มดำเนินการเพื่อเป็นการป้องกันทางกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวกับด้านภาษีที่ให้แก่นักลงทุนและเพื่ออำนายความสะดวกในการวางแผนงานธุรกิจ
หน่วยงานที่ติดต่อได้เกี่ยวกับประเด็นด้านภาษี ได้แก่

Fiscal Department for Foreign Investments
Federal Public Service Finance (กระทรวงการคลัง)
Rue de Louvain 38
B-1000 Brussels
Tel: + 32 2 233 82 64
E-mail: pol.vermote@minfin.fed.be
Website: http://www.fiscus.fgov.be/interfinvesten/Voorstelling/voorstelling.htm

กฎเกณฑ์ด้านภาษีสำหรับชาวต่างด้าว / Tax Regime for Expatriates
นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิจัยที่พำนักในเบลเยียมเป็นระยะเวลาชั่วคราวมีสิทธิใช้กฎเกณฑ์พิเศษด้านภาษีที่ใช้เฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในเบลเยียม (Non-residents) โดยจะเสียภาษีเฉพาะช่วงระยะเวลาที่บุคคลเหล่านั้นพำนักในเบลเยียมเท่านั้นและสำหรับช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในเบลเยียมจะได้รับการยกเว้นเรียกว่า “travel exclusion’ นอกจากนั้น ยังมีการยกเว้นอีกหลายประการสำหรับนักลงทุนชาวต่างด้าว

อ่านเพิ่มเติมเรื่องกฎเกณฑ์ด้านภาษีสำหรับชาวต่างด้าว ได้ที่ http://invest.belgium.be/settingup/incentives/fiscal?version=13&a=5441นอกจากการให้สิทธิประโยชน์หลายประการตามนโยบายของรัฐบาลกลางแล้ว ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่เป็นอำนาจร่วมกันระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลระดับภูมิภาค ได้แก่ สิทธิประโยชน์เรื่องการจ้างงานและการฝึกอบรม
 

3.3 สิทธิประโยชน์เรื่องการจ้างงาน / Employment Incentive
นอกจากสิทธิประโยชน์ที่เป็นเงินอุดหนุนแก่โครงการที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างงานแล้ว ยังมีสิทธิประโยชน์ด้านการจ้างงานอีกหลายประการซึ่งส่วนมากเป็นหน้าที่รับผิดชอบของรัฐบาลระดับภูมิภาค แต่มีบางส่วนที่เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลสหพันธรัฐ อาทิ โครงการที่เรียกว่า ‘Programme 2004’ เพื่อลดภาระของนายจ้างในการจ่ายค่าประกันสังคม (social security) นับเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับนายจ้างได้อีกทางหนึ่ง

3.4 สิทธิประโยชน์ด้านการฝึกอบรม / Training Incentive
รัฐบาลระดับภูมิภาคมีอำนาจในการสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการฝึกอบรมและพัฒนาประสิทธิภาพแรงงาน โดยอาจให้เป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายในการที่บริษัทจะฝึกอบรมพนักงาน ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนในระยะยาว นอกเสียจากการขอรับเงินอุดหนุนซึ่งเป็นการได้สิทธิประโยชน์ในระยะแรกของการเข้ามาลงทุนเท่านั้น โดยบริษัทสามารถสมัครขอรับสิทธิประโยชน์ด้านการฝึกอบรมดังกล่าวได้จากหน่วยงานระดับภูมิภาค ซึ่งมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไปตามแต่นโยบายของแต่ละรัฐบาลระดับภูมิภาค

4. การอนุญาตจัดตั้งบริษัท/ประกอบธุรกิจ/การลงทุนในเบลเยียม

4.1 ผู้ที่ไม่มีถิ่นพำนักในเบลเยียม (non-resident) ยกเว้นผู้ที่มีถิ่นพำนักในกลุ่มประเทศ EEA (European Economic Area) อันได้แก่ สหภาพยุโรป นอร์เวย์ ไอซแลนด์ และลิคเทนสไตน์ ที่ต้องการประกอบกิจกรรมทางการค้า ประกอบอาชีพ และประกอบธุรกิจในเบลเยียม และต้องการพำนักอาศัยในเบลเยียมเกินกว่า 3 เดือน จำเป็นต้องดำเนินการขอ Professional Card หรือ Working Permit
   

Professional Card สำหรับเจ้าของกิจกรรมหรือผู้ประกอบอาชีพ/หาเลี้ยงชีพนั้น ๆ ด้วยตนเอง และ Working Permit สำหรับบุคคลที่ต้องการทำงานโดยได้รับค่าจ้างจากการจ้างงานในเบลเยียม (หรืออีกนัยหนึ่งสำหรับนายจ้างที่ต้องการจ้างงาน อาทิ จ้างพ่อครัว แม่ครัว และพนักงานในร้านอาหารอื่นๆ โดยนายจ้างจะต้องเป็นผู้ดำเนินการทำ Work Permit เพื่อให้ลูกจ้างเดินทางเข้ามาทำงานในเบลเยียมได้)

4.1.1 Professional Card
บุคคลที่ต้องการประกอบอาชีพ/หรือหาเลี้ยงชีพ (Self-Employed) ซึ่งหมายรวมถึงผู้ที่
1)    ต้องการพำนักอยู่ในเบลเยียมเพื่อดำเนินประกอบการค้าหรืออาชีพแบบอิสระ
2)    ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไป (managing director) ของบริษัทที่ได้ก่อตั้งเป็นบริษัทตามกฎหมายเบลเยียม
3)    มีอำนาจทางนิติกรรมในบริษัทที่มีสาขาในเบลเยียม (บริษัทนั้นอาจได้รับการก่อตั้งเป็นบริษัทที่ ได้ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายจากประเทศอื่น ๆ ก็ได้)

บุคคลเหล่านี้ต้องยื่นขอ Professional Card จากทางการเบลเยียมผ่านสถานเอกอัครราชทูตเบลเยียมในประเทศถิ่นฐานของตน (เช่น สถานเอกอัครราชทูตเบลเยียมในประเทศไทย)

ที่อยู่ติดต่อสถานทูตเบลเยียมในประเทศไทย
อาคารสาทรซิตี้ทาวเวอร์ ชั้น 17
เลขที่ 175 ถนนสาทรใต้
ทุ่งมหาเมฆ กรุงเทพ 10120
โทรศัพท์: +66(0)2-679.54.54
แฟกซ์: +66(0)2-679.54.67
Bangkok@diplobel.org
http://www.diplomatie.be/bangkok/

รายชื่อสถานทูตเบลเยียมในต่างประเทศได้ที่ http://www.diplomatie.be/en/addresses/abroad/default.asp

ขั้นตอนการขอ Professional Card
–  กรอกและลงนามในแบบฟอร์มชื่อ Application for a Professional Card for Foreigner/ หรือ Demande de Carte Professionnelle pour Etrangers ของ กระทรวงเศรษฐกิจ วิสาหกิจขนาดย่อมและกลาง และพลังงาน (FPS Economy, SMEs, Self-Employed and Energy) พร้อมทั้งแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องและส่งให้หน่วยงานเบลเยียมในประเทศถิ่นฐานของผู้ขอ (ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตเบลเยียมในประเทศไทย)

– หน่วยงานเบลเยียมในประเทศถิ่นฐานของผู้ขอ (ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตเบลเยียมในประเทศไทย) ให้ความเห็นและภายใน 5 วันจะดำเนินการส่งเอกสารดังกล่าวมายัง Economic Licences Services

– Economic Licences Services ดำเนินการตรวจสอบ โดยหลักการพิจารณาให้ Professional Card  ตั้งอยู่บนเงื่อนไข 3 ประการได้แก่

1) สิทธิในการพำนักอาศัย/Right of residence: Economic Licences Services จะต้องปรึกษา Foreigners’ Office ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าบุคลลนั้นมีสิทธิในการพำนักอาศัยในเบลเยียมหรือไม่
2) การยอมปฎิบัติตามข้อกำหนดและกฎระเบียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อการประกอบธุรกิจนั้น ๆ/ Compliance with Regulatory Obligations อาทิ วุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์     การทำงานในสายงานดังกล่าว 
3) ประโยชน์ที่เบลเยียมจะได้รับจากข้อเสนอประกอบการธุรกิจนั้น ๆ โดยทางการเบลเยียมเน้น สองประเด็นหลักได้แก่ ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจต่อเบลเยียมและผลประโยชน์ทางด้านสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ซึ่งมีนัยว่าทางการเบลเยียมส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจ/ในสาขาที่ส่งผลโยชน์ต่อเศรษฐกิจเบลเยียมเป็นหลัก ทั้งนี้ ภาคธุรกิจการลงทุนที่ทางการเบลเยียมสนใจให้เข้ามาลงทุนได้แก่สาขาที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และช่วยส่งเสิรมให้เกิดการจ้างงานในเบลเยียม โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการใหญ่ ๆ และการใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งโครงการดังกล่าวจะได้รับการส่งเสริมจาก Assistance Unit for Foreign Investors

– หากจำเป็น หน่วยงานจะนัดสัมภาษณ์ผู้ขอ Professional Card

– หากคำขอผ่านขั้นตอนและไม่ติดขัดในประเด็นใด ทางการเบลเยียมจะออก Professional Card โดยครั้งแรกจะมีอายุ 2 ปี และต้องต่ออายุเมื่อครบกำหนด โดย Professional Card อาจมีอายุมากที่สุด 5 ปี โดยสามารถยื่นขอต่ออายุได้กับชุมชน (Commune) ที่ผู้ขอพำนักอยู่ โดยผู้ขอต้องดำเนินการขอต่ออายุช่วง 3 เดือนก่อนวันหมดอายุ

– ค่าใช้จ่ายในการสมัครขอและการต่ออายุ Professional Card คือ ค่าธรรมเนียม 125 ยูโร และค่าธรรมเนียมอีก 75 ยูโรต่อปี (ตามจำนวนปีที่บัตรมีอายุ)

– หากการสมัครขอ Professional Card ได้รับการปฎิเสธจากทางการเบลเยียม ผู้สมัครอาจสมัครครั้งที่สองได้โดยต้องทิ้งช่วงระยะเวลา 2 ปีหลังจากที่ส่งใบสมัครครั้งแรก

– เมื่อได้รับ Professional Card แล้ว ผู้ถือบัตรจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
1) บุคคลทั่วไปที่ต้องการประกอบอาชีพหรือธุรกิจในเบลเยียมต้องติดต่อกับ Business one-stop shop เพื่อขอรับหมายเลขเพื่อประกอบธุรกิจ (Business identification number) และลงทะเบียนกับ Crossroads Bank for Enterprises (ตาม
และหากจำเป็น อาจต้องลงทะเบียนกับสำนักงานดูแลเรื่องภาษี (VAT Office) และเข้าร่วมในกองทุนด้านประกันสังคม (Social Insurance Fund) ด้วย
2) ตัวแทนของบริษัทต้องนำ Professional Card ไปลงทะเบียนกับ Crossroads Bank for Enterprises โดยผ่านทาง Business-one stop shop และหลังจากนั้นต้องสมัครเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Social Insurance Fund

หน่วยงานที่ติดต่อได้สำหรับการขอ Professional Card ได้แก่

Economic Licences Services of the Directorate-General for SMEs
FEDERAL PUBLIC SERVICE ECONOMY, SMEs, SELF-EMPLOYED & ENERGY
World Trade Center – Tour III
S. Bolivarlaan 30
1000 BRUSSELS
Contact : Mr Rudy Luystermans
Phone : +32 2 208 51 40
Fax : +32 2 208 51 47
E-mail : rudy.luystermans@mineco.fgov.be
Website : http://www.mineco.fgov.be

4.1.2 Work Permit
หากบุคคลใดต้องการทำงานที่ได้รับเงินจากการว่าจ้างงานในเบลเยียม และไม่ได้ถือสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งของกลุ่มประเทศ EEA นายจ้าง(ชาวเบลเยียม/หรือชาวไทย) ต้องเป็นผู้ดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ให้แก่ลูกจ้างโดยสามารถยื่นขอ Work Permit จากสำนักการจ้างงานภูมิภาค (Regional Employment Office) ที่นายจ้างสังกัดอยู่

ขั้นตอนการขอใบอนุญาตเข้าไปทำงานในประเทศเบลเยี่ยม 
กรณีที่ 1  การขอ Work Permit 
    1.  การยื่นขอใบอนุญาต Work Permit  ดำเนินการโดยนายจ้างชาวเบลเยี่ยมเป็นผู้ยื่นขอ ใบสมัครแทนแรงงานต่างชาติต่อหน่วยงาน employment service ในที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจของนายจ้าง  โดยติดต่อข้อมูลทางการท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
    2.  โดยทั่วไปรัฐบาลเบลเยี่ยมจะออก Work Permit  ให้ก็ต่อเมื่อไม่มีคนทำงานเพียงพอในตลาดแรงงานสาขาอาชีพที่ยื่นขอในใบสมัครหรือเกี่ยวกับความชำนาญเฉพาะทาง    และไม่สามารถหาแรงงานชาวเบลเยี่ยมที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าว   
    3.  เอกสาร  Work Permit  มี 3  แบบ  ซึ่งมีข้อกำหนดและเงื่อนไขการจ้างแตกต่างกัน   สามารถขอแบบฟอร์มใบสมัครได้จากกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน ( Federal  Ministry  of  Employment  and  Labour )  ทั้งนี้แรงงานต่างชาติที่เข้าไปทำงานต้องมีเอกสารที่ใช้ประกอบการขอใบอนุญาตทำงาน  ได้แก่  ใบรับรองสุขภาพ  รูปถ่าย 3  ใบ  และสำเนาสัญญาจ้าง  โดยขั้นตอน การพิจารณามีระยะเวลา 12  สัปดาห์  
     3.1   ใบอนุญาตทำงานแบบ  A – permit  ออกให้สำหรับการจ้างทุกสาขาอาชีพ   โดยไม่ระบุเวลา  ลูกจ้างแต่ละคนจะเป็นผู้ยื่นคำขอรับ A – permit  
     3.2   ใบอนุญาตทำงานแบบ  B – permit  ส่วนใหญ่แรงงานต่างชาติจะยื่นใบสมัคร  B – permit   ซึ่งระบุเฉพาะหนึ่งนายจ้างและ/หรือหนึ่งสาขาอาชีพเท่านั้น   โดยออกให้เป็นเวลา  1  ปี   และสามารถต่ออายุได้ทุกปีจนครบระยะเวลาสูงสุด  4  ปี  ก็อาจจะเปลี่ยนเป็น A – permit  ได้  โดยนายจ้างจะเป็นผู้ยื่นขอใบอนุญาตนี้แทนแรงงานต่างชาติโดยแนบหนังสือสัญญาจ้างด้วย
     3.3  ใบอนุญาตทำงานแบบ  C – permit   สำหรับสาขาอาชีพเฉพาะซึ่งมีนายจ้างมากกว่า 1 คน และมีอายุ 1 ปี
    4.  เมื่อแรงงานต่างชาติได้รับใบอนุญาต Work Permit  ก็สามารถยื่นแบบฟอร์มขอ    Type D visa/ ใบอนุญาตอยู่อาศัยชั่วคราว  (Temporary  residence  permits) ต่อสถานทูต/  สถานกงสุล   เบลเยี่ยม  โดยยื่นเอกสารดังนี้  1)  ใบอนุญาตทำงาน  2)  ใบประกาศนียบัตรที่รับรองด้านการปรุงอาหาร    โดยมีประสบการณ์อย่างน้อย  5  ปี  3)  ใบรับรองแพทย์  4)  เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่สถานทูตฯ กำหนด  

ขั้นตอนการขอวีซ่า   (ณ สถานทูตเบลเยี่ยมประจำประเทศไทย)         
1. สำหรับแรงงานต่างชาติที่ต้องการเข้าไปทำงานในเบลเยี่ยมต้องขอวีซ่าแบบระยะเวลาเกิน   90  วัน  ต้องเตรียมเอกสารดังนี้ 
–    หนังสือเดินทางมีอายุอย่างน้อย 12  เดือน
–    กรอกเอกสารขอวีซ่า จำนวน  2 ชุด   พร้อมรูปถ่าย 2 นิ้ว
–    ใบอนุญาตทำงานฉบับจริง  (type B  work permit)  โดยนายจ้างจะเป็นผู้ยื่นขอให้แรงงานต่างชาติ
–    เอกสารรับรองว่าไม่มีประวัติอาชญากรรมในระยะเวลา  5  ปี  ที่มีอายุไม่เกิน 6  เดือน
–    ใบรับรองแพทย์ ที่ได้รับการรับรองจากสถานทูตที่มีอายุไม่เกิน  6  เดือน
•    ขั้นตอนการดำเนินการเอกสารต่างๆ  จะได้รับการทำสำเนาสำหรับสถานทูต
และจะส่งฉบับจริงกลับคืนแก่เจ้าของ  เมื่อคำร้องผ่านการตรวจสอบขั้นต้นแล้วจะถูกจะส่งต่อไปยัง The Immigration  Service, The Federal  Public  Service Home affairs  เพื่อพิจารณาการออกวีซ่า และเมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเบลเยี่ยมต้องไปรายงานตัวกับเทศบาลที่ไปพักอาศัยภายใน  8  วัน
•    ค่าธรรมเนียมการดำเนินการสำหรับวีซ่าชั่วคราว (short – stay visa)       ประมาณ 35 ยูโร  
สำหรับวีซ่าระยะยาวเกิน 90 วัน  ต้องเสียค่าธรรมเนียมประมาณ  50 ยูโร  (โดยค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่อัตราแลกเปลี่ยนขณะดำเนินการขอวีซ่า)
•    คู่สมรสหรือบุตรที่อายุไม่ถึง  21  ปีบริบูรณ์ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการ
ดำเนินการ
•    สถานที่ขอวีซ่า  :  สถานทูตเบลเยี่ยม  (สถานทูตเบลเยี่ยมประจำประเทศไทย
  อาคาร Sathorn City ชั้น 17  175  ถนนสาทรใต้ ทุ่งมหาเมฆ  กรุงเทพฯ 10120  )

ติดต่อสำนักการจ้างงานภูมิภาค (Regional Employment Office) สำหรับการขอ Working Permit

บรัสเซลส์ : MINISTRY OF THE BRUSSELS CAPITAL REGION
Brussels Employment Office (ORBEM/BGDA)
Boulevard Anspach 65
1000 BRUSSELS
Phone : +32 2 505 16 96
Fax : +32 2 511 30 52
E-mail : info@orbem.be – info@bgda.be
Website : http://www.orbem.be or http://www.bgda.be

ฟลานเดอร์ส : MINISTRY OF THE FLANDERS REGION
Employment Administration
Markiesstraat 1
1000 BRUSSELS
Contact : Mr. J. BARBE, deputy director
Phone : +32 2 553 39 42
Fax : +32 2 553 44 22
E-mail : arbeidsmarktbeleid@vlaanderen.be
Website : http://www.vlaanderen.be/werk

วาลลูน : MINISTRY OF THE WALLONIA REGION
Immigration and Employment Office
Place de la Wallonie 1 – Bâtiment II (4th floor)
5100 NAMUR
Contact : Mr. J.L. JACQUES, attaché
Phone : +32 81 33 31 11
Fax : +32 81 33 43 22
E-mail : seimm@mrw.wallonie.be
Website : http://emploi.wallonie.be

4.2 บุคคลสัญชาติไทยที่มีถิ่นพำนักอยู่ในเบลเยียม ไม่จำเป็นต้องดำเนินการขอ Professional Card หรือ Working Permit ดังกล่าว แต่สามารถติดต่อโดยตรงกับเขต (Commune) ที่ตนมีถิ่นพำนักอยู่เพื่อกรอกเอกสารสำหรับแจ้งความจำนงในการประกอบธุรกิจ

5. ธุรกิจร้านอาหารไทยในเบลเยียม

1. ขั้นตอนและวิธีการยื่นขออนุญาตทั่วไปสำหรับผู้ประกอบการ
1.1  เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ที่น่าเชื่อถือ
1.2    การขอเปิดและลงทะเบียนกับสำนักงานผู้ประกอบการท้องถิ่น (Registre du Commerce)
1.2.1    เอกสารที่ผู้ประกอบการจะต้องนำไปประกอบการยื่นจดทะเบียน ได้แก่
บัตรประจำตัว ใบทะเบียนสมรส ใบรับรองคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบการ กฏข้อบังคับของธุรกิจที่จะประกอบ โดยผู้ประกอบการจะต้องมีหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถด้านการจัดการ (management)   และหากจะเปิดภัตตาคารหรือร้านอาหารจะต้องมีความสามารถเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจร้านอาหาร (professional skills) โดย professional skills หรือทักษะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านอาหารโดยอาจเป็น
ใบประกาศนียบัตรรับรองการศึกษา (diploma) หรือผ่านประสบการณ์จริง (practical experience)
  หน่วยงานจะรับใบประกาศนียบัตร ดังนี้

1. ประกาศนียบัตรเบื้องต้นด้านการศึกษาจากโรงเรียนอาชีวะหรือสถาบันวิชาประกอบธุรกิจโรงแรมหรือร้านอาหาร 2. ใบรับรองการฝึกอบรมจากเจ้าของร้านอาหาร         
3. ใบรับรองการฝึกงานจากบริษัทชั้นนำในธุรกิจร้านอาหาร
4. ประกาศนียบัตรผ่านการทดสอบโดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องของภาครัฐหรือเขต
5.  ประกาศนียบัตรออกโดยคณะกรรมการตรวจสอบกลางซึ่งมีสมาชิกแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม และแรงงานของเบลเยียม
        

สำนักงานจดทะเบียนผู้ประกอบการฯ จะรับประกาศนียบัตรดังกล่าวโดยผู้ประกอบการจะต้องมีประสบการณ์ผ่านการฝึกงานเป็นเวลา 2 ปี จากร้านอาหารหรือจากโรงเรียนอาชีวะ  โดยผู้ประกอบการต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างน้อย 200 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นเรื่องการพิจารณาเงื่อนไขการฝึกอบรมหากผู้ประกอบการมีอายุเกิน 30 ปี หรือได้รับ 1 หรือ  3 หรือ  5  ข้างต้น

สำหรับประสบการณ์จริง  ได้แก่    

1. ผ่านการเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารในฐานะผู้จัดการมาแล้ว   
2.  ผ่านการจัดการร้านอาหารเป็นหน้าที่ประจำหรือเป็นผู้จัดการหรือผู้อำนวยการมาแล้ว     
3. ผ่านการเป็นลูกจ้างที่มีความรับผิดชอบหลักในกิจการร้านอาหาร            
4. ผ่านการเป็นผู้ช่วยในบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจร้านอาหาร
5. ผ่านการว่าจ้างเป็นบริกรหรือผู้ช่วยอย่างน้อย 2 ปีในธุรกิจร้านอาหาร
6. ผ่านการว่าจ้างด้านการทำครัวจากสถานประกอบการเชิงพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไม่ต้องยื่นหลักฐานเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านการจัดการและความเชี่ยวชาญเฉพาะ ในกรณีที่ธุรกิจมีพนักงานมากกว่า 50 คน  หรือเป็นร้านอาหารขนาดย่อม (snack bar) หรือแผงขายอาหารว่าง เช่น มันทอด (frites) และบ้านพัก (guest house) ที่มีการบริการอาหารให้แก่แขกที่มาพักภายในบ้าน

1.2.2    หากเป็นการจัดตั้งภัตตาคารด้วยตนเอง เจ้าของกิจการ/คู่สมรส หุ้นส่วนธุรกิจจะต้องมีหลักฐานประสบการณ์ด้านการประกอบธุรกิจด้วย และหากเป็นการจัดตั้งในรูปบริษัท ผู้บริหารหรือสมาชิกการจัดตั้งบริษัทฯ จะต้องแสดงหลักฐานด้านนี้ด้วย  (ในกรณีที่เป็นการซื้อธุรกิจเดิม หรือ Takeover  เจ้าของสามารถใช้เวลา 1 ปีในการแสดงหลักฐานได้)

1.2.3 ความรู้พื้นฐานที่สำนักงานผู้ประกอบการฯ จะใช้ในการตรวจสอบเพื่อประกอบการพิจารณาคำขอประกอบธุรกิจร้านอาหาร ได้แก่
1.    กฏหมายแพ่งทั่วไป
2.    กฏหมายพาณิชย์
3.    ระบบบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้อง
4.     มีหลักฐานเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจโดยใช้ใบประกาศนียบัตรรับรองวุฒิการศึกษาหรือหลักฐานจากประสบการณ์

1.2.4 เมื่อผ่านการตรวจสอบตามข้อ 1.2.3 แล้ว สำนักงานฯ จะลงทะเบียนผู้ประกอบการในศูนย์ข้อมูลของการออกใบอนุญาตประกอบการ  1.2.5 หากไม่ผ่านการตรวจสอบ สำนักงานฯ จะแจ้งโดยไปรษณีย์ และผู้ประกอบการสามารยื่นคำอุทธรณ์ขอให้ทบทวนใหม่ภายใน 30 วัน โดยแจ้งทางไปรษณีย์ ไปที่ Vestigingsraad WTC III – 25th Floor, Simon Bolivarlaan 30, 1000 Brussels     

2. Crossroads Bank for Enterprises
2.1    เมื่อผ่านการตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติแล้ว สำนักงานผู้ประกอบการฯ จะลงทะเบียนร้านอาหารของผู้ประกอบการไว้ในศูนย์ข้อมูล Crossroads Bank for Enterprises ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของภาครัฐเกี่ยวกับธุรกิจทุกประเภทที่จัดตั้งขึ้นในเบลเยียม
2.2    ข้อมูลที่ปรากฏเกี่ยวกับธุรกิจที่ได้รับการลงทะเบียนแล้ว จะประกอบด้วย ชื่อร้าน ที่อยู่ ลักษณะการประกอบการ และข้อมูลพื้นฐานและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้น ๆ โดยผู้ประกอบการจะต้องยื่นสำเนาบัตรประจำตัว ใบทะเบียนสมรส และกฏข้อบังคับของบริษัทฯ ด้วย   
2.3    เมื่อได้มีการบันทึกข้อมูลแล้ว ธุรกิจนั้น ๆ จะได้รับหมายเลขทะเบียนการประกอบธุรกิจซึ่งเป็นหมายเลขอ้างอิงที่ผู้ประกอบการต้องใช้ในการทำติดต่อด้านธุรกิจทุกเรื่องและทุกครั้ง

3. หมายเลขทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Office)  
เจ้าของกิจการร้านอาหารจะต้องขอรับหมายเลข VAT จากหน่วยงานดูแลด้านการตรวจสอบ VAT ของกระทรวงการคลัง โดยต้องยื่นเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณา คือ บัตรประจำตัว ทะเบียนผู้ประกอบการ และกฏข้อบังคับของบริษัท นอกเหนือจากการระบุหมายเลขทะเบียนธุรกิจและบัญชีธนาคารของเจ้าของกิจการ

หน่วยงานที่ติดต่อได้เรื่องการขอรับหมายเลข VAT ได้แก่

FEDERAL PUBLIC SERVICE FINANCE
VAT-Administration
North Galaxy
Boulevard du Roi Albert II, 33
1030 BRUSSELS
Contact : Hans Secelle
Phone : +32 2 336 23 40
Fax : +32 2 336 17 66
E-mail : info.tax@minfin.fed.be

4. กองทุนประกันสังคม (Social Insurance Fund)  
ผู้ประกอบการจะต้องยื่นเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมที่ได้รับการรับรองจากทางการ ภายใน 90 วันหลังจากการเริ่ม กิจการ และจะมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีการตรวจพบว่ามีการละเมิด 90 วัน ผู้ประกอบการจะต้องไปดำเนินการภายในอีก 30 วัน และหากไม่ได้ยื่นอีก ผู้ประกอบการถูกบังคับตามกฎหมายให้เป็นสมาชิกของกองทุนช่วยเหลือการประกันสังคมแห่งชาติ (National Social Insurances Aid Fund for Self Employed)

5. การประกันสุขภาพ (Health Insurance)   
ผู้ประกอบการต้องมีใบประกันสุขภาพสำหรับตนเองและพนักงาน   

6. การว่าจ้างพนักงาน   
ในกรณีที่มีการว่าจ้างลูกจ้าง เจ้าของกิจการร้านอาหารจะต้องดำเนินการติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้       

6.1 ขอรับหมายเลขลงทะเบียนเพื่อเอาลูกจ้างเข้าประกันสังคมกับหน่วยงานดูแลการประกันสังคม (l’Office Nationale de Securite Sociale- Social Security Department, Chaussee de Waterloo 76, 1000 Brussels โทร. 02 509 3111) และต้องมีการทำประกันสังคมให้ลูกจ้างเพื่อประกันในกรณีเกิดอุบัติเหตุ
       
6.2 สมัครเข้ากองทุนชดเชยบุตรสำหรับลูกจ้าง ภายใน 60 วันหลังจากการว่าจ้างที่หน่วยงานของรัฐที่ดูแลด้านการดูแลการให้ความช่วยเหลือบุตรของลูกจ้าง (l’Office Nationale d’Allocation familiales pour travailleurs salaries-State Department for Child Allowances for Employees, rue de Treve 70, 1000 Brussels โทร. 02 237 21 11)
       
6.3 ติดต่อหน่วยงานของรัฐที่ดูแลด้านการพักผ่อนประจำปี (l’Office Nationale des Vacances State Department for Annual Vacation, rue des Champs Elysees 12, 1050 Brussels     โทร. 02 627 91 11)
       
6.4 หากมีลูกจ้างจำนวนน้อยกว่า 50 คน เจ้าของกิจการจะต้องสมัครเพื่อขอรับการ
ดูแลด้านทางการแพทย์โดยขอรายชื่อได้จากหน่วยบริการด้านสุขอนามัยและการแพทย์ของแรงงาน (l’Administration de l’Hygiene et de la Medecine du Travail-Administration for Labor Hygiene and Medical Care, rue Belliard  51, 1040 Brussels โทร. 02 233 41 11)
       
6.5 หน่วยงานดูแลเรื่องการเก็บภาษีเพื่อแจ้งว่าเป็นผู้ว่าจ้างเพื่อจะได้หักภาษี ณ ที่จ่ายจากการว่าจ้างลูกจ้าง
        
6.6 แจ้ง DIMONA (Declaration Immediate) ทางไปรษณีย์อิเล็คโทรนิกส์ซึ่งเป็นระบบการรายงานการจ้างงานแก่ฝ่ายประกันสังคม     

นอกจากนี้ เจ้าของกิจการจะต้องแสดงกฏระเบียบเรื่องการใช้แรงงานในที่ที่สาธารณชนสามารถอ่านเห็นได้และในทุกจุดที่มีการใช้แรงงาน และทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นสัญญาที่ไม่สามารถระบุระยะเวลาได้แน่นอนอาจกระทำได้ด้วยวาจา     

7 . รูปแบบของการจัดตั้งบริษัท
                      
7.1 การจัดตั้งบริษัทสามารถกระทำได้ใน 3 รูปแบบ
             
7.1.1  Company Limited by Shares (Societe Anonyme-SA) ใช้ต้นทุนอย่างน้อย 62, 000 ยูโร โดยต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 ราย โดยอาจเป็นปัจเจกบุคคลหรือนิติบุคคล การบริหารงานประจำวันจะต้องมีคณะกรรมการ ผู้อำนวยการกำกับดูแลซึ่งต้องแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีและประเมินสถานะการเงินของบริษัททุกปี
             
7.1.2 Private Limited Liability Company (Societe Privee a responsabilite limitee –SPRL/BVBA) ใช้ต้นทุนอย่างน้อย 18, 600 ยูโร ซึ่งอาจประกอบด้วยเงินทุน 1/3 ส่วน ซึ่งมีการนำฝากในธนาคารในชื่อบริษัทฯ ที่จัดตั้งขึ้นและมีทรัพย์สินที่มีผู้ตรวจสอบบัญชีเป็นผู้ประเมิน โดยก่อตั้งโดยปัจเจกบุคคล 1 รายหรือมากกว่า และรับผิดชอบด้านสินทรัพย์ที่นำมาสู่บริษัทและแต่งตั้งผู้อำนวยการ 1 ราย
             
7.1.3 Co-op with Limited Liability (Societe Cooperative a responsabilite limitee – SCRL) หรือโดยใช้ต้นทุนอย่างน้อย 18,600 ยูโร ซึ่งอาจประกอบด้วยเงินทุน 1/3 ส่วน ซึ่งมีการนำฝากในธนาคารในชื่อบริษัทฯ ที่จัดตั้งขึ้นและมีทรัพย์สินที่มีผู้ตรวจสอบบัญชีเป็นผู้ประเมิน
           
7.1.4  เป็นผู้ประกอบการคนเดียว โดยมี Limited liability โดยใช้เงินทุนอย่างน้อย 18,600 ยูโร ซึ่งอาจประกอบด้วยเงินทุน 2/3 ส่วน ซึ่งมีการนำฝากในธนาคารในชื่อบริษัทฯ ที่จัดตั้งขึ้นและมีทรัพย์สินที่มีผู้ตรวจสอบบัญชีเป็นผู้ประเมิน
       
7.2 เจ้าของกิจการต้องมีแผนการเงินว่ามีทุนเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจได้ใน 2 ปีแรก
       
7.3 วัตถุประสงค์และเป้าหมายของบริษัท
       
7.4 ชื่อและที่อยู่บริษัท (ซึ่งไม่ควรซ้ำชื่อกับร้านอื่น)
       
7.5 การแต่งตั้งผู้จัดการ ผู้อำนวยการ พร้อมหน้าที่ความรับผิดชอบ
       
7.6 การลงทะเบียนในกรณีที่มีผู้ถือหุ้น
       
7.7 การดูแลผลกำไร

ทั้งนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือติดต่อนายทะเบียน (notary) ให้ดำเนินการข้างต้นให้ทั้งหมด

   
8. การส่งโฉนดบริษัทเพื่อนำพิมพ์ประกาศในราชกิจจาเบลเยียม เจ้าของธุรกิจจะต้องส่งโฉนดของ
บริษัทฯ ให้มีการพิมพ์ประกาศในราชกิจจาเบลเยียม (Belgian Official Gazette) เพื่อบริษัทฯ จะได้ทะเบียนการค้า และดำเนินการขอหมายเลขภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งนายทะเบียนหรือพนักงานบัญชีสามารถดำเนินการให้ได้
   
9. การทำประกันเพื่อป้องกันอัคคีภัย เจ้าของกิจการร้านอาหารจะต้องดำเนินการตามกฏหมายในการทำประกันเพื่อป้องกันอัคคีภัยและการเกิดระเบิดได้ หากมีการละเมิดกฏนี้ เจ้าของกิจการอาจถูกจำคุกหรือถูกปรับ และเทศมนตรีเขตจะสั่งปิดกิจการ ทั้งนี้ วงเงินประกันขั้นต่ำคือ 15 ล้านยูโรสำหรับการพิการทางร่างกายและ 750,000 ยูโร สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สิน ทั้งนี้ จะมีการขึ้นอัตราทุกปี

10. สัญญาการว่าจ้าง                       
สัญญามีประเภทต่าง ๆ ดังนี้

10.1 การว่าจ้างโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา สามารถทำได้ด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร (ทำเป็นลายลักษณ์อักษรจะรัดกุมกว่า) โดยการระบุชื่อผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง หน้าที่ความรับผิดชอบของลูกจ้าง วันเริ่มทำงานและสถานที่ที่ทำงาน และช่วงการทดลองงาน เช่น อย่างต่ำ 7 วันหรือสูงสุด 14 วันสำหรับกรรมกร และหากเป็นลูกจ้าง อย่างต่ำ 1 เดือน และ สูงสุด คือ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าอัตราเงินเดือนที่ได้รับประจำปีรวมแล้วต่ำหรือมากกว่า 31699 ยูโร รายละเอียดของการจ้างงานและกำหนดเวลาการทำงาน

10.2 นายจ้างจะต้องทำสัญญากับลูกจ้างทุกรายเป็นลายลักษณ์อักษรในกรณีที่การว่าจ้างมีกำหนดเวลาว่าจ้างที่ชัดเจน การว่าจ้างสำหรับภารกิจที่ชัดเจน การว่าจ้างเป็นการชั่วคราว
 
10.3 สำหรับการว่าจ้างนักศึกษา สามารถว่าจ้างได้อย่างต่ำ 7 วันและสูงสุด 14 วัน โดยนักศึกษาต้องรับรองว่าได้อ่านและมีสำเนากฎระเบียบแรงงานด้วยแล้ว

11. สถานที่ประกอบการหรือที่ตั้งร้านอาหาร
11.1 ผู้ประกอบการจะต้องหาสถานที่และทำสัญญาเช่าสำหรับสถานที่ซึ่งต้องมีใบอนุญาตเพื่อทำธุรกิจได้เป็นระยะเวลา 9 ปี หรืออาจน้อยกว่านี้หากเป็นรับการเช่าอีกต่อหนึ่ง ทั้งนี้ หากประสงค์จะทำสัญญาเช่าเกินกว่า 9 ปี ก็สามารถให้ทนายเป็นผู้ดำเนินการให้
        
11.1.1   ผู้เช่าอาจยกเลิกสัญญาได้ในช่วงทุก ๆ 3 ปี โดยการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือด้วยความเห็นพ้องกันสองฝ่าย หรืออาจกระทำต่อหน้าผู้พิพากษาก็ได้  ทั้งนี้ผู้ให้เช้าอาจยกเลิกสัญญาหากมีเหตุผลที่เพียงพอโดยจะต้องแจ้งผู้เช่า 1 ปีล่วงหน้า

11.1.2    ผู้ให้เช่าและผู้เช่าสามารถเรียกร้องให้มีการทบทวนค่าเช่าได้โดยแจ้งต่อกันภายใน 3 เดือนสุดท้ายก่อนการสิ้นสุดสัญญาระยะ 3 ปีและจะทำได้หากอัตราค่าเช่าโดยทั่วไปเฉลี่ยแล้วเป็นอัตราที่ต่ำหรือสูงกว่า 15% จากค่าเช่าที่ระบุในสัญญาเช่า

11.1.3   สำหรับการต่ออายุสัญญาเช่านั้น ผู้เช่ามีสิทธิ์ที่จะต่ออายุได้คราวละอีก 9 ปี และไม่เกิน 27 ปีนับจากการทำสัญญาเช่าครั้งแรก ทั้งนี้ หากผู้ให้เช่ายกเลิกสัญญา ผู้เช่าอาจได้รับเงินชดเชยหรืออาจไม่ได้รับซึ่งขึ้นอยู่กับเหตุผลของการยกเลิกสัญญา

11.1.4    ผู้เช่าสามารถแจ้งขอต่ออายุสัญญาเช่าสถานที่ประกอบการได้ระหว่าง 15-18เดือน ก่อนการสิ้นสุดสัญญาเช่าซึ่งผู้ให้เช่าต้องแจ้งตอบยืนยันหรือปฏิเสธภายใน 3 เดือน

 
12. การคำนวณอัตราค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม
ประเภทของอัตราการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการบริการต่าง ๆ มีดังนี้

12.1.1    21% สำหรับเครื่องดื่มและอาหารรับประทานในร้านอาหาร
       
12.1.2    ในกรณีที่เป็น Takeaway หรือการจัดเลี้ยง (Catering) จะใช้อัตรา 21% สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย อัตรา 6% สำหรับสินค้าทั่วไปที่ไม่ต้องมีการบริการ และอัตรา 21% ในกรณีที่มีการบริการด้วย   
             
12.1.3 ผู้ประกอบการจะต้องมอบใบเสร็จที่รวมอัตรามูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าที่มารับบริการทุกราย

13. การขอใบอนุญาตรับรองมาตรฐานสุขอนามัย
ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารจะต้องมีใบอนุญาตด้านสุขอนามัยโดยยื่นขอได้จากหน่วยงานที่ดูแลด้านมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าอาหารของเขต (Federal Agency for the Safety of the Food Chain) และมีค่าธรรมเนียมในอัตราต่าง ๆ ตามแต่จำนวนของลูกจ้างที่มีอยู่ในร้าน ทั้งนี้ ใบอนุญาตจะมีอายุ 3 ปีและต้องต่ออายุภายใน 3 เดือนก่อนหมดอายุ และหากมีการตรวจสอบจากหน่วยงานว่าไม่ได้มีการปฏิบัติ
ตามกฏแล้ว ผู้ประกอบการอาจถูกยึดใบอนุญาตได้

ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบและรักษามาตรฐานด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดไม่ว่าจะเป็นด้านความพร้อมของโรงสร้างและการรักษาความสะอาดของสถานที่ การเก็บและการรักษาคุณภาพของวัตถุดิบและสิ่งของที่ใช้ในการปรุงอาหารหรือมาตรฐานการรักษาคุณภาพอาหารแช่แข็ง  ซึ่งรวมถึงคุณภาพของอาหารที่บริการในร้านและอาหารที่มีการบริการส่งก็ต้องยึดตามข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานที่กำหนดไว้     

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องดูแลความสะอาดของพ่อครัว แม่ครัว และ บุคลากรที่เกี่ยวข้องในร้านอาหารอย่างเคร่งครัด

14. การขอใบอนุญาตจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ แต่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนที่จะเปิดธุรกิจนั้น ๆ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม โดยกรอกฟอร์ม 240V c]tสามารถติดต่อหน่วยงานสรรพสามิตในท้องทีได้หรือผ่าน www.belgium.be ในเรื่อง online services for companies/DEUS

15. การขออนุญาตบรรเลงเพลงหรือเล่นดนตรี
หากผู้ประกอบการจะบรรเลงดนตรีในร้านอาหาร จะต้องชำระค่าลิขสิทธิ์แก่สมาคม SABAM (Societe d’Auteurs Belge – Belgische Auteurs Maatschappij๗ โดยมีอัตราการชำระต่าง ๆ ที่สามารถตรวจสอบได้จาก www.sabam.be รวมทั้งต้องจ่ายค่าลิขสิทธ์เพลงเพิ่มเติมให้แก่ Honebel หากมีการบรรเลงเพลงหรือเล่นดนตรีที่ได้มีการบันทึกเสียงเผยแพร่ไปแล้ว

16. รายการอาหารและเครื่องดื่ม
ผู้ประกอบการจะต้องแสดงรายการอาหารและเครื่องดื่มพร้อมราคาบริเวณทางเข้าร้านอาหารและสามารถอ่านเห็นได้จากภายนอก และระบุรายการเครื่องดื่มบางรายที่จำเป็น แต่จะต้องระบุราคาเครื่องดื่มทั้งหมดให้ชัดเจนในเมนูภายในร้านอาหาร

ที่มาของข้อมูล  :    
FPS Economy, SMEs and Energy
Federations d’Hotels, Restaurants et Caterers (Ho.Re.Ca.)
Flanders Investment & Trade
Office for Foreign Investors (Wallonia Government)
The Brussels Enterprise Agency
        
หมายเหตุ: ในปัจจุบัน ร้านอาหารไทยในเบลเยียมตามที่ปรากฎใน www.resto.be มีอยู่ประมาณ 120 กว่าร้าน และคาดว่าร้านอาหารไทยที่มีเจ้าของเป็นคนไทย หรือมีพ่อครัวแม่ครัวทำงาน มีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้ชาวเบลเยียมส่วนใหญ่นิยมอาหารไทยมากพอสมควร แม้ว่าเบลเยียมมีร้านอาหารหลากหลายจากนานาประเทศตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก

6. ลิงค์ธุรกิจเบลเยียม

6.1 การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐเบลเยียม
– Crossroads Bank for Enterprises
Federal Public Service Economy, SMEs, Self-Employed and Energy
http://wwwdev.mineco.be/redir_new.asp?loc=/enterprises/crossroads_bank/home_nl.htm
– Service des Investissement Etrangers
http://www.brussels.irisnet.be
http://www.investinbrussels.com
– Ministry of Wallonia
Office for Foreign Investors
http://www.investinwallonia.com
– Fiscal Department for Foreign Investments
http://minfin.fgov.be/cellalien/en/presentation_en.htm
– BELGIAN FOREIGN TRADE AGENCY
http://www.abh-ace.org
– FLANDERS INVESTMENT & TRADE
http://www.flanderstrade.com
– AWEX (Wallonia Foreign Trade Board)
http://awex.wallonie.be

6.2 การสนับสนุนของหน่วยงานภาคเอกชนเบลเยียม
– สภาหอการค้าบรัสเซลส์ (Brussels Chamber of Commerce) www.ccib.be
– BRUSSELS ENTERPRISE AGENCY
http://www.abe.irisnet.be or http://www.investinbrussels.com

6.3 เว็บไซต์แนะนำเกี่ยวกับการค้าการลงทุน

– ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการลงทุนในเบลเยียม www.invest.belgium.be
– การลงทุนในภูมิภาคฟลานเดอร์ส www.investinflanders.com
– การลงทุนในภูมิภาควาลลูน www.investinwallonia.be
– การลงุทนในภูมิภาคบรัสเซลส์ www.investinbrussels.com
– Vade Mecum และข้อมูลควรรู้สำหรับนักลงทุน http://www.mineco.fgov.be/homepull_en.htm
– รายชื่อหน่วยงานเบลเยียมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเบลเยียม http://www.investinbelgium.fgov.be/frame_en.htm
– การจัดตั้งบริษัทในบรัสเซลส์ www.abe.irisnet.be
– การสนับสนุนด้านการเงินทุนสำหรับการลงทุนในบรัสเซลส์ www.ecosubsibru.be
– การหาสถานที่เพื่อการลงทุนในบรัสเซลส์ www.sdrb.irisnet.be

6.4 การสนับสนุนของหน่วยงานไทยในเบลเยียม
– สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์/คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป
2 Square du Val de la Cambre
Brussels, 1050
Belgium
(+322) 6290010
E-Mail : thaibxl@thaiembassy.be
www.thaiembassy.be

– สำนักงานพาณิชย์ ณ กรุงบรัสเซลส์ประจำสหภาพยุโรป
188 Avenue Franklin Roosevelt
Brussels, 1050
Belgium
(+322) 6747310
(+322) 6734425
E-Mail : thaibe@coditel.net
www.thaibe.net

– สำนักงานที่ปรึกษาการ เกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
184 Avenue Franklin Roosevelt, 1050 Brussels. Belgium
โทรศัพท์ : 322 6606069
โทรสาร : 322 6726437
Email: agrithai@skynet.be

7. ติดต่อเรา

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์/คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป
2 Square du Val de la Cambre
Brussels, 1050
Belgium
(+322) 6290010
E-Mail : thaibxl@thaiembassy.be
www.thaiembassy.be