แนวนโยบายและมาตรการต่างๆ ของอียูเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติการเงินในยุโรป รวมทั้งการดำเนินการในระยะต่อไป มีดังนี้ 

           1.      การจัดทำแนวทางการให้ความช่วยเหลือโดยภาครัฐ เมื่อ 13 ต.ค. 51 คณะกรรมาธิการยุโรป (DG Competition) ได้จัดทำแนวทางแก่ประเทศสมาชิกอียูสำหรับการให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินและธนาคารที่มีปัญหาโดยยึดหลักการ

                    (1) การไม่เลือกปฎิบัติในการให้ความช่วยเหลือ

                    (2) เป็นมาตรการชั่วคราว มีระยะเวลาจำกัด และมีแนวทางที่ชัดเจน

                    (3) ภาคเอกชนต้องมีส่วนร่วมทางการเงินที่เหมาะสม และไม่ใช้โอกาสในการดำเนินการเชิงรุกทางการตลาด

                    (4) ควรมีมาตรการสำหรับการปรับตัวของสถาบันการเงินหลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือแล้วตามมา

                  จากแนวทางดังกล่าว ประเทศสมาชิกอียูสามารถเสนอแผนการให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินแก่คณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อพิจารณาโดยจะใช้เวลาในการพิจารณาภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ประเทศที่ได้รับอนุมัติแผนการให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินแล้วได้แก่ เยอรมนี เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร

 

2.      วงเงินงบประมาณในการให้ความช่วยเหลือ เมื่อ 13 ต.ค. 51 หลังจากการประชุมผู้นำประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร (Eurozone) ประเทศสมาชิกอียูได้ประชุมภายในประเทศเพื่อหารือรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือ โดย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ประกาศว่าจะรับประกันการกู้เงินระหว่างธนาคาร (inter-bank loans) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมีตัวเลขคาดการณ์ ดังนี้

ประเทศ 

Inter-bank loan guarantee

Support Recapitalisation

สหราชอาณาจักร

325 พันล้านยูโร

(250 พันล้านปอนด์)

47 พันล้านยูโร

(27 พันล้านปอนด์)

ฝรั่งเศส

320 พันล้านยูโร

80 พันล้านยูโร

เยอรมนี

400 พันล้านยูโร

40 พันล้านยูโร

เนเธอร์แลนด์

200 พันล้านยูโร

 

สเปน ออสเตรีย โปรตุเกส

100 พันล้านยูโร

 

3.      ร่างข้อเสนอเพื่อเพิ่มวงเงินประกันเงินฝาก 100,000 ยูโร เมื่อ 15 ต.ค. 51 คณะกรรมาธิการยุโรป (DG

Internal Market and Services) ได้ทบทวนกฎเรื่องการรับประกันเงินฝาก (deposit guarantee scheme) ที่เดิมกำหนดไว้ในอัตรา 20,000 ยูโร โดยในช่วงแรกจะรับประกัน 50,000 ยูโร และภายใน 1 ปีจะเพิ่มเป็น 100,000 ยูโร ซึ่งจะครอบคลุมเงินฝาก 90% ของเงินฝากทั้งหมด และกำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ฝากเงินในกรณีธนาคารล้มละลายลดลงจาก 3 เดือน เหลือ 3 วัน โดยหวังว่าจะเป็นการลดการบิดเบือนทางการแข่งขันระหว่างธนาคารต่างๆ ในอียู

 

4.      การเปลี่ยนแปลงกฎเกณ์ด้านการบัญชี เมื่อ 15 ต.ค. 51 หน่วยงานกำหนดกฎเกณฑ์ด้านการบัญชี

(Accounting Regulatory Committee) คณะกรรมาธิการยุโรป ได้จัดทำร่างข้อเสนอเปลี่ยนวิธีการรายงานด้านบัญชีของยุโรป จากเดิมใช้การประเมินทรัพย์สินของบริษัทโดยวิธี mark-to-market (ประเมินทรัพย์สินของบริษัทตามมูลค่าราคาตลาดในปัจจุบัน ไม่ใช่เมื่อมีมูลค่าเมื่อทรัพย์สินนั้นครบอายุ (maturation) ในอนาคต) ซึ่งคาดว่าวิธีนี้จะช่วยลดข้อเสียเปรียบของบริษัทในยุโรปเมื่อเทียบกับบริษัทในสหรัฐฯ และจะมีผลบังคับใช้ในไตรมาสที่สามของปีนี้

 

5.      แนวทางการเปลี่ยนแปลงระเบียบเกี่ยวกับการเงินการธนาคารของอียูในอนาคต เมื่อ 14 ต.ค.

51 นาย Jose Manuel Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้กล่าวก่อนการประชุม European Council 15-16 ต.ค. 51 ว่าจะจัดทำร่างข้อเสนอเพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทบทวนกฏเกณฑ์ในการควบคุมและตรวจสอบตลาดการเงินซึ่งรวมธนาคาร, mortgage lenders, hedge funds และ private equity ร่างข้อเสนอเกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้บริหาร (executive remuneration) ซึ่งสอดคล้องกับการแถลงของ ปธน. ฝรั่งเศส ที่ได้กล่าวก่อนการประชุม Council session on the financial crisis เมื่อ 15 ต.ค. 51

 

ข้อมูลเพิ่มเติม 

แม้ว่าได้มีมาตรการและความพยายามอย่างต่อเนื่องระหว่างประเทศสมาชิกอียูในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์

สถาบันการเงิน แต่ปรากฏว่าตลาดหุ้นในยุโรปฟื้นตัวได้ดีเพียงช่วงแรก โดยในช่วงวันที่ 14 ต.ค. 51 London’s FTSE ฟื้นตัว 7% ในขณะที่ตลาดหุ้นในแฟรงค์เฟิร์ต ปารีส และมิลานฟื้นตัว 10% แต่ในวันที่ 16 ต.ค. 51 ตลาดหุ้นในลอนดอนและปารีสตกลง 7% ในขณะที่ German DAX 30 ตกลงมา 6.5%

 

            สรุปการดำเนินการของยุโรปภายหลังวิกฤติการเงิน ดังนี้

 

–          3 ต.ค. 51 การหารือ Mini Summit ระหว่างฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี แต่การหารือ

ดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าคงไม่สามารถบรรเทาปัญหาได้

 

–          6 ต.ค. 51 การหารือระหว่างรัฐมนตรีคลังของประเทศสมาชิกอียูที่ใช้เงินสกุลยูโร

(Eurozone) โดยตกลงแนวทางในการกู้ธนาคารที่มีปัญหา (bail-out plan) ในขณะที่ประเทศสมาชิกอียูหลายประเทศเริ่มประกาศการรับประกันเงินฝากโดยไม่จำกัดจำนวน ได้แก่ เยอรมนี รวมทั้งออสเตรีย เดนมาร์ก สวีเดน

 

–          7 ต.ค. 51 การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการคลัง Ecofin Council เพื่อหาแนวทาง

แก้ไขปัญหาร่วมกันในยุโรปโดยตกลงเรื่อง (1) เพิ่มวงเงินประกันเงินฝากจาก 20,000 ยูโร เป็น 100,000 ยูโร ซึ่งนำไปสู่การจัดทำร่างกฎหมายเมื่อ 15 ต.ค. 51 (2) ปรับแก้ไข Capital requirements directive ซึ่งมีแผนการจัดตั้ง College of supervisors ในการควบคุมธุรกรรมข้ามชาติ

 

–          9 ต.ค. 51 European Central Bank (ECB) ลดอัตราดอกเบี้ยจาก 4.25% เป็น

3.75% หลังจากที่ได้อัดฉีดทุน 420 พันล้านยูโรในระบบธนาคารยุโรปเพื่อเสริมสภาพคล่อง ในขณะที่ European Investment Bank (EIB) จัดสรรวงเงินกู้สำหรับ SMEs ในยุโรป 30 พันล้านยูโร

 

–          12 ต.ค. 51 การประชุมผู้นำ Eurozone ตกลงกันเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

โดยการเพิ่มสภาพคล่อง เพิ่ม funding รับประกันการกู้เงินระหว่างธนาคาร (interbank loans) ถึงสิ้นปี 2552 ปรับโครงสร้างเงินทุน (recapitalization) ให้ธนาคารที่มีปัญหา เพิ่มความยืดหยุ่นเรื่อง accounting rules  

 

–          13 ต.ค. 51 ประเทศสมาชิกอียูหลายประเทศมีการประชุมภายในเพื่อกำหนดวงเงิน 

งบประมาณในการให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินและธนาคารที่มีปัญหาโดยเยอรมนีได้ตั้งงบประมาณไว้สูงสุด 400 พันล้านยูโร

 

–          13 ต.ค. 51 DG Competition ออกแนวทางการให้ความช่วยเหลือโดยรัฐ (State Aid)

สำหรับสถาบันการเงินและธนาคาร เพื่อป้องกันการบิดเบือนทางการแข่งขันระหว่างธนาคาร

 

–          15 ต.ค. 51 การประชุม European Council ที่ประชุมสนับสนุนการจัดตั้ง crisis

management unit ซึ่งจะแลกเปลี่ยนข้อมูล ให้คำแนะนำและประสานงานระหว่างประเทศสมาชิกอียู

 

 

การดำเนินการในระยะต่อไป

  

–          18 ต.ค. 51 การหารือระหว่างประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในฐานะประธานสหภาพยุโรป กับ

ประธานาธิบดี บุช ของสหรัฐฯ โดยนาย Sarkozy ผลักดันให้มีการประชุม G8 Summit ซึ่งอาจรวม จีน บราซิล อินเดีย ในช่วงต้นเดือน พ.ย. 51 โดยแนวคิดของฝรั่งเศสซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักรและเยอรมนี ประกอบด้วย

 

(1)   การทำให้ IMF มีบทบาทมากขึ้นในการป้องกันวิกฤติการเงินในอนาคต

 

(2)   วางแนวทางที่ทำให้ระบบเงินทุนมีกฎระเบียบควบคุมให้ดีขึ้น โดยปรับปรุง

ความตกลง Bretton Woods ให้เป็น “New International financial infrastructure” โดยจะมีการหารือระหว่างประเทศสมาชิก IMF 184 ประเทศต่อไป

 

(3)   ฝรั่งเศสต้องการให้ทบทวนกฎระเบียบที่ครอบคลุม banking, hedge

funds, credit rating agencies และ sovereign funds รวมทั้งการควบคุม tax havens, executive pay packages และเพิ่มความโปร่งใสในสถาบันการเงินและธนาคาร