การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 7 (7th Asia-Europe Meeting หรือ ASEM7) ได้มีขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 ตุลาคม 2551 ณ กรุงปักกิ่ง โดยมีผู้นำและรัฐมนตรีจาก 43 ประเทศ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (นายมานูเอล บา โรโซ่) และเลขาธิการอาเซียน (ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ) เข้าร่วม การประชุมครั้งนี้ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ของ ASEM อย่างเป็นทางการ 5 ประเทศ (อินเดีย ปากีสถาน มองโกเลีย โรมาเนีย และ บุลกาเรีย) และ 1 องค์กร (สำนักเลขาธิการอาเซียน) ทำให้จนถึงปัจจุบัน ASEM มี 45 สมาชิก

นอกจากผู้นำจะพบหารือเป็นประจำทุก 2 ปี แล้ว ในปีนี้ ASEM 7 ยังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจาก วิกฤตการเงินโลกทำให้ผู้นำต้องให้ความสำคัญกับที่จะประชุมหารือกันเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วม ASEM7 ของ ฯพณฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นการเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศระดับผู้นำครั้งแรกนับตั้งแต่การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและในฐานะที่เป็นประธานของอาเซียนจึงมีความสำคัญยิ่ง

ในระหว่างการประชุม ASEM7 นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสใช้เวลาในการพบปะหารือกับผู้นำประเทศต่างๆ ในระดับทวิภาคี โดยเฉพาะได้แนะนำตัวต่อผู้นำอาเซียน นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ภายในประเทศไทยและย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานอาเซียน อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือการที่นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำอาเซียนเกี่ยวกับวิกฤติการเงินโลก และได้ประชุมร่วมกับจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ในกรอบอาเซียน + 3 เพื่อหารือถึงสถานการณ์และมาตรการเพื่อสร้างความมั่นใจต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก

การหารือระหว่างผู้นำอย่างไม่เป็นทางการในระดับอาเซียนและอาเซียน +3  เมื่อวันที่ 23 และ 24 ตุลาคม 2551ได้ชูบทบาทผู้นำไทยในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานอาเซียนเพื่อหาแนวทางปรึกษาหารือและหาหนทางร่วมกันในเอเชียที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์การเงินโลก จึงเป็นการหารือระหว่างผู้นำครั้งแรกหลังจากที่ไทยได้รับมอบหมายตำแหน่งประธานอาเซียน จึงถือว่าเป็นการประชุมที่มีความสำคัญยิ่ง

ในการหารือกับผู้นำในระดับทวิภาคีนั้น นากยกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้นำรวม 9 ราย  อาทิ จีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป รวมทั้งได้มีโอกาสทำความรู้จักกับผู้นำอื่น ๆ ระหว่างการประชุมอีกด้วย ทั้งนี้ การพบหารือระหว่างผู้นำไทยกับกัมพูชาได้สะท้อนความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายจะแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนบริเวณปราสาทพระวิหารโดยใช้กลไกการหารือในกรอบทวิภาคีเป็นหลัก

ในการหารือกับนาย Jose Manuel Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นโอกาสที่นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณฝ่ายสหภาพยุโรปที่สนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตย  และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยึดหลักนิติธรรมและคุณค่าประชาธิปไตยในการแก้ปัญหาภายใน ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการค้ากับประเทศในยุโรป นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังได้หารือถึงความคืบหน้าของการเจรจากรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (Framework Agreement on Comprehensive Partnership and Cooperation between Thailand and the European Community and its Member States – PCA  ฝ่ายสหภาพยุโรปสนับสนุนประเทศไทยในการเป็นประธานอาเซียน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนะนวาคม ศกนี้ และความพยายามของอาเซียนที่จะเดินหน้าสู่การเป็นประชุคมอาเซียนในปี 2015 ทั้งสองฝ่ายได้ย้ำความตั้งใจที่จะร่วมมือกันในกรอบอาเซียน-สหภาพยุโรปต่อไป

การประชุมผู้นำ ASEM ครั้งนี้ ทำให้ผู้นำจากเอเชียและยุโรปได้มาหารือเพื่อร่วมมือกันหาทางรับมือที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ที่โลกกำลังเผชิญอยู่และชี้ให้เห็นว่าทั้งสองภูมิภาคสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อกันได้ ทั้งนี้ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ดุลการค้าจากสหภาพยุโรปมากที่สุด คือ 9 หมื่นล้านยูโร นับเป็นที่สี่รองจากจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี จึงสำคัญสำหรับไทยในการรักษาผลประโยชน์นี้ด้วยการเจรจาในกรอบต่าง ๆ รวมทั้ง ASEM ซึ่งผู้นำไทยได้เน้นความสำคัญของการค้าเสรีและความยุติธรรมผ่านองค์การการค้าโลกรวมถึงความสำคัญของการเจรจารอบโดฮา
    

ในการประชุมระดับผู้นำ ASEM ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อที่สำคัญต่อไทย ดังนี้

(1) ในวาระเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเห็นว่าประเทศ
ที่พัฒนาแล้วควรสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประเทศที่กำลังพัฒนา ทั้งนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วควรช่วยระดมทุนหรือสร้างแหล่งเงินทุนในประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อให้เกิดแหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้น รวมถึง การเข้าถึงตลาดสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รายงานผลการหารือระหว่างผู้นำอาเซียนและผู้นำอาเซียน  +3 ให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้นำในเอเชีย

(2) ในวาระเรื่องประเด็นระดับโลก นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเรื่องความมั่นคงทางอาหารซึ่งไทยสามารถมีบทบาทนำได้โดยได้เน้นการสร้างโอกาสจากวิกฤตอาหารและพลังงานโลกด้วยการพัฒนาวิทยาการใหม่ในการเกษตร การเพิ่มผลผลิต และการสร้างโอกาสทางการค้าหรือการลงทุนต่อเนื่องในสินค้าเกษตรและอาหาร ทั้งนี้ เห็นว่าความเป็นไปได้ที่กองทุนจำนวน 1 พันล้านยูโรของฝ่ายสหภาพยุโรปจะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาวิกฤตราคาอาหาร และยืนยันความพร้อมของไทยที่จะเป็นหุ้นส่วนกับสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ไทยเห็นว่า ASEM ควรมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมทั้งการลดนโยบายกีดกันและบิดเบือนตลาดสินค้าเกษตร และพร้อมจะร่วมมือกับสหภาพยุโรปในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบภาวะโลกร้อน ส่งเสริมด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกันในภูมิภาคเอเชียและยุโรป ผลักดันการเจรจาการค้ารอบโดฮาให้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว ส่งเสริมด้านการวิจัย พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ

(3) ในวาระเรื่องพัฒนาการในภูมิภาคและระดับโลกในระหว่างการรับประทานอาหารกลางวัน นายกรัฐมนตรีได้วยืนยันความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำอาเซียนและการประชุมผู้นำที่เกี่ยวข้องในเดือนธันวาคม ศกนี้ รวมทั้งผลักดันเป้าหมายการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2015  การจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน การที่จะทำให้อาเซียนส่งผลถึงประชาชนและให้ประชาชนมีความตระหนักในประโยชน์ของอาเซียน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีที่นานาประเทศได้ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมต่อพม่าภายหลังไซโคลนนาร์กิส ซึ่งจะเห็นได้ว่าพม่าให้ความร่วมมือ เข้าใจ และพร้อมจะตอบสนองอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศมากขึ้น และแสดงความหวังว่าพม่าจะก้าวสู่ระบบประชาธิปไตยตามแนวทางพัฒนาการทางการเมือง ตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตน

การประชุม ASEM7 ได้รับรองเอกสารผลการประชุมที่สำคัญ ได้แก่ 1) Chair’s Statement on the Seventh Asia-Europe Meeting 2) Beijing Declaration on Sustainable Development และ 3) Statement of the Seventh Asia- Europe Meeting on the International Financial Situation ซึ่งสามารถเปิดอ่านได้ในรายละเอียดจาก www.asem7.cn
ทั้งหมดนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่าเวทีการหารือระหว่างผู้นำเอเชีย-ยุโรปมีประโยชน์อย่างยิ่งในการส่งเสริมบทบาทและผลักดันผลประโยชน์ของไทยในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศรวมถึงการสานความร่วมมือกับนานาประเทศต่อไป แม้ว่า ASEM จะเป็นเวทีการหารือที่ไม่มีผลเป็นข้อผูกมัดระหว่างประเทศสมาชิกก็ตาม แต่ก็เป็นเวทีที่มีผู้นำจากทั้งสองภูมิภาคเข้าร่วมและมีกิจกรรมความร่วมมือต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย