อียูได้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณชนเพื่อให้ข้อคิดเห็นต่อรายงานกำหนดวิธีการประเมินความเป็นพิษของสารเคมีต่อมนุษย์ในสินค้าต่างๆ ซึ่งจะรวมถึงเครื่องสำอาง ของเด็กเล่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในบ้านเรือน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถให้ความเห็นได้จนถึงวันที่ 2 ม.ค. 2552     

 

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2551 คณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ภายในอียูได้ตีพิมพ์รายงานข้อคิดเห็นเรื่องการใช้วิธีการ Threshold of Toxicological Concern (TTC) ในการประเมินความเสี่ยงของสารเคมีต่อสุขภาพมนุษย์ มีสาระที่น่าสนใจ ดังนี้

 

1. ข้อมูลเกี่ยวกับ TTC

 

1.1 หลักการของ TTC คือการกำหนดระดับที่ปลอดภัยที่มนุษย์จะสัมผัสทางใดทางหนึ่งกับสารเคมีชนิดนั้นๆ และประเมินความเป็นพิษของสารเคมีโดยใช้พื้นฐานจากสารเคมีอีกชนิดที่มีการศึกษาและรู้ระดับความเป็นพิษแล้ว หรือสารเคมีที่ลักษณะใกล้เคียงกัน โดยจะใช้วิธีการนี้ต่อเมื่อยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับสารเคมีชนิดนั้น และมนุษย์ยังสัมผัสสารเคมีในปริมาณน้อยจนไม่น่าจะเกิดผลกระทบใด

 

1.2 ประเภทสารเคมีหรือผล (endpoint) ที่จะไม่นำหลักการ TTC ไปใช้ ได้แก่

            – โลหะหนัก รวมทั้งสารประเภท polyhalogenated dibenzo-p-dioxins, polyhalogenated dibenzofurans และ polyhalogenated biphenyls

            – สารเคมีที่มีผลทำลาย endocrine ซึ่งรวมถึง steroids

            – สารเคมีที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง อาทิ โพลิเมอร์

            – สารโปรตีน

            – การทดสอบการเกิดอาการแพ้

 

1.3 วิธีการประเมินแบบ TTC ได้ถูกนำมาใช้แล้วกับสินค้าบางชนิด ได้แก่

            – อาหาร ได้แก่ การทดสอบกับวัสดุสัมผัสอาหาร (Food contact material) สารให้รส (Flavouring substances)

            – ยา ซึ่งรวมถึงยาจากสมุนไพร

            – สารเคมีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตามระเบียบ REACH เปิดโอกาสให้ยกเว้นการทดสอบสารเคมีบางชนิดโดยใช้พื้นฐานจากผลการประเมินการสัมผัสสารเคมีชนิดนั้น ซึ่งจะต้องมีคำอธิบายและเอกสารที่เพียงพอ ซึ่งข้อบทนี้จะมีการปรับแก้ต่อไปโดยจะกำหนดคุณสมบัติว่าข้อมูลคำอธิบายและเอกสารอย่างใดบ้างจึงจะถือได้ว่าเพียงพอ

 

1.4 ประเภทสินค้าหรือผล (endpoint) ที่อาจจะนำหลักการ TTC มาใช้ในอนาคต

            – อาหาร ได้แก่ สารปรุงแต่งอาหาร (Food additives) สารตกค้างจากผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ (Residues from Veterinary medicinal products) สารตกค้างในน้ำดื่มและวัสดุที่สัมผัสกับน้ำดื่ม (Drinking water contaminants and materials intended for contact with drinking water)

            – เครื่องสำอาง (Cosmetic products)

            – Genotoxic impurities ในผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์

            – อุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical devices)

            – สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer products) ซึ่งรวมถึงสินค้าทำความสะอาดในครัว

เรือน ของเด็กเล่น

            – การแพ้ที่ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนัง (allergic contact dermatitis)

            – การเกิดมลพิษทางอากาศ (Air pollutants)

            ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

 

2. สาระสำคัญของรายงาน

 

2.1 ย้ำว่าการประเมินที่เหมาะสมจำเป็นต้องนำหลักการ TTC มาใช้ โดยเฉพาะในประเภทสินค้าที่ยังมีข้อมูลน้อย อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมีความหลากหลายสูงและมีระดับการสัมผัส (exposure) ที่ซับซ้อน รวมทั้งเครื่องสำอาง ซึ่งจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ และของเด็กเล่น

 

2.2 เรียกร้องให้มีการวิจัยต่อไปเรื่องการพัฒนาและการยืนยัน (validation) ฐานข้อมูลด้านพิษวิทยา และควรปรับปรุงวิธีการประเมินการสัมผัสอย่างเป็นระบบ

 

2.3 ยังไม่มีความชัดเจนว่าการใช้หลักการ TTC จะเกี่ยวเนื่องกับระเบียบ REACH (การจดทะเบียน การประเมิน การอนุญาตและการจำกัดการใช้สารเคมี) อย่างไร แต่การใช้หลักการ TTC จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอและสามารถคาดการณ์สภาวะการใช้งานของ

สารเคมีเพื่อประเมินความเสี่ยงได้ ดังนั้น หากเป็นสถานการณ์ที่มีการใช้สารเคมีสำหรับหลายวัตถุประสงค์ อาจไม่สามารถใช้ TTC ในการประเมินความเสี่ยงภายใต้ระเบียบ REACH ได้

 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานดังกล่าวได้ที่

http://ec.europa.eu/health/ph_risk/committees/documents/sc_o_001.pdf

 

3. การเปิดรับฟังความเห็นของสาธารณชนต่อรายงานดังกล่าว 

            คณะกรรมาธิการยุโรปได้เปิดรับฟังข้อคิดเห็นต่อบทสรุปรายงานที่จัดทำขึ้นข้างต้น ซึ่งจะนำไปสู่การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนำหลักการ TTC ไปใช้กับสินค้าเพิ่มเติมหลายประเภทต่อไป โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถให้ข้อคิดเห็นได้ที่

http://ec.europa.eu/yourvoice/ipm/forms/dispatch?form=scenihrttc

 

สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มการให้ข้อคิดเห็นได้ที่

http://ec.europa.eu/health/ph_consultations/ttc.pdf

 

4. ข้อสังเกต 

            ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของไทยควรศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดต่อไปว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อสินค้าของไทยที่ส่งออกมายังอียูในอนาคตหรือไม่ โดยเฉพาะสินค้าประเภทของเด็กเล่น และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งสินค้าอาหารบางชนิด หากมีข้อคิดเห็นสามารถแจ้งไปยังคณะกรรมาธิการยุโรปได้โดยตรงทางเวบไซต์ข้างต้น ภายในวันที่ 2 ม.ค. 2552