สหภาพยุโรปอาจได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีความเข้มงวดในเรื่อง GMOs แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ปรากฏว่ามีบริษัทวิจัยชั้นนำในเรื่อง biotechnology ซึ่งพร้อมจะเสนอเทคโนโลยีดังกล่าวให้แก่ประเทศที่สาม

 

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 หอการค้าของภูมิภาคแฟลนเดอรส์ ประเทศเบลเยียม ได้จัดงาน International Business Week เพื่อแสดงให้เห็นความก้าวหน้าของภูมิภาคแฟลนเดอรส์ในเรื่องของ biotechnology และการนำไปประยุกต์ใช้ในการแพทย์และการเกษตร

ในส่วนของการเกษตรนั้น เป็นที่น่าสนใจว่า แม้สหภาพยุโรปมีกฏระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับการปลูกและการนำเข้า GMOs แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีในเรื่อง biotechnology (ซึ่งครอบคลุมถึง GMOs) ด้วย เช่น บริษัท CropDesign ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องพันธุกรรมข้าวเป็นพิเศษ

บริษัท CropDesign ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท BASF  บริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำของโลก ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ biotechnology โดยได้อ้างถึงรายงานการคาดการณ์ของ UN ว่า ในปี 2050 จะมีประชากรกว่า 9,200 ล้านคน โลกจึงต้องการผลผลิตจากกสิกรรมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันกว่าเท่าตัว ทั้งเพื่อเป็นอาหาร เพื่อใช้เลี้ยงปสุสัตว์ เพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ และเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ในขณะเดียวกัน พื้นที่การเพาะปลูกของโลกก็มีอยู่อย่างจำกัดเช่นเดิม การใช้ biotechnology ตัดแต่งพันธุกรรมพืช (GMOs) จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

บริษัทฯ ได้พัฒนา biotechnology ให้ต้นข้าวที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมมีความสามารถในการเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น กล่าวคือ ต้นข้าวมีรวงข้าวมากขึ้นกว่า 50% (ในพื้นที่เพาะปลูกขนาดเท่าเดิม) เมล็ดข้าวมีขนาดใหญ่ขึ้น มีคุณค่าทางอาหารมากขึ้น (เช่น เพิ่ม OMEGA 3) และข้าวมีความแข็งแรงคงทนขึ้น (เช่น มีรากมากขึ้น)

ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cropdesign.com

ปัจจุบัน บริษัทร่วมมือกับประเทศอินเดียในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในเรื่อง biotechnology และกำลังติดต่อกับฟิลิปินส์ อินโดนีเซีย และเวียตนาม

ตัวแทนของทางบริษัทกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ในปัจจุบัน อียูจะมีท่าทีเข้มงวดเกี่ยวกับเรื่อง GMO แต่ต่อไปอีก 2-5 ปีข้างหน้า คาดว่า จีนและอินเดียจะออกข้าว GMO สู่ตลาดในประเทศ ซึ่งบริษัทหวังว่าท่าทีของประเทศยักษ์ใหญ่สองประเทศนี้ อาจทำให้ท่าทีของประเทศยุโรปเปลี่ยนไป

 

ท่าทีของสหภาพยุโรปต่อเรื่อง GMO

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปอนุญาตให้มีการทดลอง การปลูก และการวางขาย GMO ในตลาดยุโรปได้

โดยมีกฏระเบียบที่ควบคุมดูแลเรื่องดังกล่าวตามแต่ลักษณะของการใช้ เช่น หากทดลอง GMO ในพื้นที่ปิด เช่น ห้องแล็บ จะอยู่ภายใต้การควบคุมของกฏระเบียบ Directive 90/219/EC แต่หากมีการทดลองปล่อย GMO ไปในสิ่งแวดล้อม จะอยู่ภายใต้การควบคุมของกฏระเบียบ Directive 2001/18/EC  ส่วนการวางสินค้า GMO ในท้องตลาด ทั้งเพื่อการเพาะปลูก นำเข้า หรือเพื่อผ่านกรรมวิธีแปรรูปเป็นสินค้า จะอยู่ภายใต้การควบคุมของกฏระเบียบ Directive 2001/18/EC เช่นเดียวกัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วน Part C) (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://ec.europa.eu/food/food/biotechnology/index_en.htm)

ในแต่ละครั้ง ผู้ที่ต้องการนำ GMO มาใช้ ต้องทำเรื่องขออนุญาตต่อทางสหภาพยุโรปให้พิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวซับซ้อนและใช้เวลานานเป็นปีได้ โดยบริษัทที่ต้องการใช้ GMO ต้องยื่นเรื่องขอกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิก ซึ่งจะส่งข้อมูลให้ European Food Safety Authority (EFSA) เพื่อให้ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งจะออกข้อตัดสินใจ เพื่อให้ประเทศสมาชิกพิจารณารับรองตามแบบขั้นตอนการรับรองระเบียบทั่วๆไป โดยในชั้นต้น จะให้ทาง Standing Committee on the Food Chain รับรองก่อน แต่หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ จะส่งเรื่องให้คณะมนตรียุโรปพิจารณารับรอง โดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบเสียงข้างมาก (Qualified Majority Voting)  (อ่านรายละเอียดใน Regulation (EC) No 1829/2003  http://europa.eu/eur-lex/pri/en/oj/dat/2003/l_268/l_26820031018en00010023.pdf)

หากพิจารณาดูท่าทีที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมีต่อ GMOs ปรากฏว่าประเทศสมาชิกยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่มาก และมีหลายประเทศที่มีท่าทีต่อต้าน GMOs โดยแม้ในกรณีที่ GMOs ผ่านการขั้นตอนการอนุญาตแล้ว (ซึ่งจะมีสิทธิวางได้ในตลาดของประเทศสมาชิกทุกประเทศ) มีประเทศสมาชิกหลายประเทศที่นำอ้างมาตรการความปลอดภัยแห่งชาติ (safeguard clause) และสั่งห้ามสินค้า (Ban) GMOs ที่ผ่านการรับรองดังกล่าว  ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปไม่รับรองการอ้างดังกล่าว และสั่งให้ประเทศดังกล่าวยกเลิกการห้ามสินค้า

อนึ่ง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรป ได้พยายามหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว และได้จัดการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมไปเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อหาทางออกในเรื่องดังกล่าว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ดังนั้น หากดูสถานการณ์ปัจจุบัน หลายๆประเทศสมาชิกอียูยังคงมีท่าทีไม่สนับสนุนยอมรับ GMO แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีบริษัทวิจัยที่นำเสนอเทคโนโลยีชั้นนำในเรื่องดังกล่าวในยุโรปอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งบริษัทดังกล่าวหวังว่า หากสถานการณ์ในตลาดโลก โดยเฉพาะเมื่อจีนและอินเดีย สองตลาดยักษ์ใหญ่มีมุมมองต่อGMO ที่เปลี่ยนไป GMO อาจจะเป็นที่ยอมรับในตลาดยุโรปมากขึ้น คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปจะติดตามดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ :
– รายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการควบคุมข้าว GMO ในสหภาพยุโรป โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป   
http://news.thaieurope.net/content/view/1924/63/

– การอนุมัติให้วางจำหน่ายพืชที่ได้รับการดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) ในสหภาพยุโรป โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำสหภาพยุโรป   
http://news.thaieurope.net/content/view/34/63/

– การปรับปรุงวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ GMO  โดยคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
http://news.thaieurope.net/content/view/1153/222/