วิกฤติการณ์ทางการเงินซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อหลายประเทศทั่วโลกส่งผลให้เศรษฐกิจเยอรมนีในปีหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย สำนักงานพาณิชย์เบอร์ลินฯ คาดส่งออกลดลงเหลือร้อยละ 10  แต่สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักเนื่องจากผู้บริโภคยังคงมีความต้องการ
 

วิกฤติการณ์เศรษฐกิจของสหพันธ์ฯ
โดยทั่วไปและในช่วงก่อนหน้าวิกฤติการณ์ เศรษฐกิจของสหพันธ์ฯ อยู่ในสภาพที่แข็งแกร่ง และมีแนวโน้มแจ่มใส โดยเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของยุโรป ซึ่งนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตในระดับที่น่าพอใจ  คาดว่าปี 2551 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ร้อยละ  1.7  ปริมาณคนว่างงานลดลงจากปี 2548  ซึ่งมีจำนวน 4.9 ล้านคน เหลือน้อยกว่า 3.8 ล้านคนในปี 2550  การส่งออกในช่วงที่ผ่านมาของสหพันธ์ฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3  ภาวะหนี้สาธารณะของสหพันธ์ฯ อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านยูโรหรือคิดเป็นร้อยละ 65 ของ GDP ของประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ 

แม้ว่ารัฐบาลสหพันธ์ฯ จะตระหนักถึงวิกฤติการณ์การเงินในสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อการส่งออก และในช่วงที่ผ่านมา ก็มีสัญญาณบ่งบอก เช่น ในช่วงก.ค. –ส.ค. 2550  ธนาคาร IKB Deutsche Industriebank; Sachsen LB (ธนาคารของรัฐ Saxony) และ BayernLB (ธนาคารของรัฐ Bavaria) ประสบปัญหาการขาดทุนเนื่องจากมี การลงทุนจำนวนมากในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ  โดยเฉพาะ IKB  ซึ่งทำธุรกิจการให้สินเชื่อแก่วิสาหกิจ ขนาดกลางและเล็กของเยอรมนี  รวมทั้งให้สินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบมาก ส่งผลให้ รัฐบาลสหพันธ์ฯ ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับ IKB จำนวน 3,500 ล้านยูโร  ต่อมาในเดือนก.พ. 2551 รัฐบาลสหพันธ์ฯ ประกาศให้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 1,500 ล้านยูโร เนื่องจาก สถาบันการเงินต่างๆ ไม่กล้าเข้าไปลงทุนใน IKB ทำให้ IKB ประสบปัญหาสภาพคล่อง  นอกจากนั้น ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2551  Deutsche Bank  ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์อันดับหนึ่งของประเทศก็ประสบภาวะการขาดทุนถึง 141 ล้านยูโร ซึ่งเป็นการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา  แต่ด้วยฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ทำให้สหพันธ์ฯ ประเมินว่าวิกฤติการณ์เศรษฐกิจเป็นปัญหาที่จะจำกัดวงอยู่เฉพาะในสหรัฐฯ และบางประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ  โดยไม่คาดคิดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหพันธ์ฯ อย่างมากและรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน 
 
ในเดือนก.ย. 2551 Hypo Real Estate ธนาคารพาณิชย์ซึ่งปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่อันดับสองของสหพันธ์ฯ ประสบปัญหาสภาพคล่องเนื่องจากต้องแบกรับภาระหนี้จำนวนมาก รัฐต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพราะหาก Hypo Real Estate ล้ม  จะส่งผลกระทบถึงสถาบันการเงินอื่นๆ และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ  ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการตระหนักในวิกฤติการณ์เศรษฐกิจที่ขยายวงมาถึงสหพันธ์ฯ  และต่อมาในวันที่ 5 ต.ค. 2551 นายกรัฐมนตรีของสหพันธ์ฯ ได้แถลง รับประกันเงินฝากในธนาคารของประชาชนซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านยูโร  เพื่อสร้างความเชื่อมั่น  ซึ่งส่งผลให้ประเทศอื่นๆ ในยุโรปต้องหันมารับประกันเงินฝากของตนด้วย

ในวันที่ 21 ต.ค. 2551  ธนาคาร BayernLB ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับสองของรัฐบาวาเรีย แถลงว่า ธนาคารประสบภาวะขาดทุนทั้งปีกว่า 3,000 ล้านยูโร ส่งผลให้นาย Erwin Huber รัฐมนตรีคลังของรัฐซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลธนาคารประกาศลาออกจากตำแหน่ง และรัฐบาลกลางได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือเป็นจำนวนเงิน 5,400 ล้านยูโร ร่วมกับเงินช่วยเหลืออีก 1,000 ล้านยูโรจากรัฐบาลบาวาเรียและธนาคารของรัฐ

ต่อมาในวันที่ 3 พ.ย. 2551 ธนาคาร Commerzbank ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่อันดับสองของสหพันธ์ฯ ประกาศรับความช่วยเหลือของรัฐบาลหลังจากที่ธนาคารประสบกับภาวะการขาดทุน 285 ล้านยูโรในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้   ทั้งนี้ ธนาคารขอรับเงินอัดฉีดจำนวน 8,200 ล้านยูโรจากรัฐบาลและจำนวนอีก 15,000 ล้านยูโรเป็นเงินค้ำประกันการ refinancing ของธนาคาร 

นอกจากนั้น ยังมีธนาคารอีก 2 แห่งที่มีแผนจะขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วยเช่นกัน ได้แก่  WestLB  ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ของยุโรปที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองดึสเซลดอร์ฟ ทำธุรกิจในแถบรัฐ North Rhine-Westphalia เป็นหลัก  เน้นธุรกิจการให้สินเชื่อ รวมทั้งสินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ การบริหาร สินทรัพย์ ฯลฯ  และ HSH Nordbank ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ที่เน้นการทำธุรกิจในยุโรปตอนเหนือ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองฮัมบูร์กและเมืองคีล  ทำธุรกิจการให้สินเชื่อ ตลาดทุน  การบริหารสินทรัพย์  ฯลฯ โดยเฉพาะในภาคการขนส่ง  พลังงานทดแทน  และอสังหาริมทรัพย์

ผลกระทบของวิกฤติการณ์เศรษฐกิจต่อสหพันธ์ฯ
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2551  สำนักงานสถิติของสหพันธ์ฯ  แถลงว่า เศรษฐกิจของสหพันธ์ฯ ได้เข้าสู่สภาวะถดถอยแล้ว เมื่อ GDP ของประเทศในช่วงใตรมาสที่สามลดลงร้อยละ 0.5 จากไตรมาสที่แล้ว  ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่การส่งออกของประเทศลดลง  (ในไตรมาสที่สอง GDP ของสหพันธ์ฯ ลดลงร้อยละ
0.4  จากไตรมาสแรก  ซึ่งภาวะเศรษฐกิจถดถอยในความหมายของนักเศรษฐศาสตร์หมายถึงเศรษฐกิจเติบโต
ในอัตราติดลบติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส)   
 
อย่างไรก็ดี  คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหพันธ์ฯ โดยรวมทั้งปีจะยังอยู่ที่ร้อยละ 1.7 ตามที่รัฐบาลประเมินไว้แต่เดิม  เพราะ GDP ของประเทศในช่วงไตรมาสแรกมีอัตราสูงมาก แต่รัฐบาลก็คาดว่าในปี 2552 อัตราการเจริญเติบโตจะลดลงเหลือร้อยละ 0.2  ในขณะที่ คณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศในปีหน้าจะเติบโตในอัตราร้อยละ 0  และนักวิเคราะห์ หลายฝ่ายมองว่าหากเศรษฐกิจในภาพรวมของสหพันธ์ไม่กระเตื้องขึ้น อัตราการเจริญเติบโตในปีหน้าอาจจะเติบโตในอัตราที่ติดลบร้อยละ 0.8   

อุตสาหกรรมการผลิตในภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 ซึ่งรวมการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 และการผลิตในภาคการก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5  การสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 ในเดือนส.ค. 2551 และการสั่งซื้อสินค้าก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 ในเดือนก.ค. 2551  แต่หาก พิจารณาสถิติในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาจะพบว่าแนวโน้มการผลิตและการสั่งซื้อสินค้าทั้งในภาคอุตสาหกรรม และภาคการก่อสร้างลดลง  และมีแนวโน้มที่จะลดลงอีกอันเป็นผลจากสภาวะเศรษฐกิจของโลก ซึ่งฉุดดัชนีความเชื่อมั่นของนักธุรกิจสหพันธ์ฯ ในเดือนธ.ค. ให้ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย              

การส่งออกของสหพันธ์ฯ ในเดือนส.ค. 2551 ลดลงร้อยละ 0.5 จากเดือนก.ค. และมีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเศรษฐกิจของสหพันธ์ฯ ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการส่งออก  ซึ่งตลาดส่งออกที่สำคัญของสหพันธ์ฯ ได้แก่ประเทศในสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ต่างก็ ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ 

ตลาดแรงงานของสหพันธ์ฯ ยังอยู่ในสภาวะที่ดีซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงต้นปี  ล่าสุด กระทรวงแรงงานของสหพันธ์ฯ ได้แถลงว่า อัตราการว่างงานของประเทศลดลงร้อยละ 7.2  จำนวนคนว่างงานในปัจจุบันอยู่ที่ 2.997 ล้านคน จากที่เคยมีจำนวนคนว่างงานสูงถึง 5 ล้านคนในเดือนก.พ. 2548   อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานของสหพันธ์ฯ ในปี 2552 จะเพิ่มสูงขึ้น  โดยคาดว่าจะมีคนงานจำนวน 350,000 คนต้องตกงานและอัตราการ ว่างงานจะอยู่ที่ร้อยละ 7.5 

วิกฤตการณ์ทางการเงินในประเทศสำคัญๆ ของโลกส่งผลให้ลูกค้าที่นำเข้าสินค้าจากสหพันธ์ฯ มีเงินทุนลดลง  การที่ธนาคารประเทศต่างๆ ใช้มาตรการเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อยกู้ส่งผลต่อการ ไหลเวียนของเงิน  กอปรกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงเนื่องจากความไม่แน่นอนของผลกระทบจาก วิกฤตการณ์ครั้งนี้  ทำให้การสั่งซื้อสินค้าและบริการจากสหพันธ์ฯ ลดลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุตสาหกรรม ยานยนต์ สิ่งก่อสร้าง ซอฟต์แวร์  สายการบิน (ทั้งการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า) อสังหาริมทรัพย์ รวมถึง ธุรกิจการพิมพ์ซึ่งมียอดการพิมพ์โฆษณาสินค้าลดลงด้วย    

อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเยอรมนีได้รับผลกระทบอย่างมากจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ โดยผู้บริหารระดับสูงหลายรายเห็นว่าเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่รุนแรงมากที่สุด วิกฤติการณ์หนึ่ง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา บริษัทรถยนต์ของเยอรมันได้ใช้มาตรการดึงดูดลูกค้าในรูปแบบของการ ให้สินเชื่อเพื่อซื้อรถและการผ่อนชำระระยะยาว แต่ในอนาคตคาดว่าบริษัทเหล่านี้จะถูกบีบให้ปรับอัตราดอกเบี้ย ให้สูงขึ้น  ซึ่งจะกระทบต่อการตัดสินใจซื้อรถของลูกค้าและยอดขายรถยนต์ของบริษัท  กอปรกับยอดขาย รถยนต์ในช่วงที่ผ่านมาตกลงอย่างมาก เช่น ยอดขายของบริษัท BMW ในช่วงเดือนกันยายนลดลงร้อยละ 15  หรือบริษัท Daimler ที่ยอดขายตกจาก 1,900 ล้านยูโรเมื่อปีที่แล้วเหลือเพียง 648 ล้านยูโรในปีนี้ ส่งผลให้บริษัท เหล่านี้ต้องปรับแผนการผลิตและกำหนดวันหยุดให้ยาวขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือโรงงานรถยนต์บางแห่งอาจจะ ต้องปิดตัวลง  ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงอุตสาหกรรมเชื่อมโยงอื่นๆ อาทิ การผลิตส่วนประกอบของรถยนต์ (ยาง  เบาะที่นั่ง  วิทยุติดรถยนต์  ชิ้นส่วน และอะไหล่ ฯลฯ) ด้วย  และขณะนี้ประเด็นซึ่งเป็นที่น่าห่วงกังวลคือ การลดคนงานซึ่งคาดว่ามีคนทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหพันธ์ฯ ประมาณ 1.5 ล้านคน โดยบริษัท BMW ได้ลดจำนวนลูกจ้างลงกว่า 8,000 ตำแหน่งแล้วในปีนี้  

วิกฤติการณ์เศรษฐกิจกับการเมืองสหพันธ์ฯ และการเมืองโลก
วิกฤติการณ์เศรษฐกิจยังส่งผลกระทบถึงการเมืองสหพันธ์ฯ ด้วย  ในด้านบวก วิกฤติการณ์ ทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้สร้างบรรยากาศของความร่วมมือในระดับหนึ่งในหมู่นักการเมือง เยอรมัน โดยต่างฝ่ายได้พยายามแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาของประเทศ  วิกฤติครั้งนี้ได้ย้ำให้รัฐบาลสหพันธ์ฯ มั่นใจว่า สหพันธ์ฯ เดินมาในเส้นทางการพัฒนาที่ถูกต้องบนฐานของเศรษฐกิจตลาดแบบสังคม (social market economy) ซึ่งทำให้สหพันธ์ฯ มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าพอใจและยังสามารถบริหารจัดการวิกฤติครั้งนี้ได้  ในขณะที่ประเทศที่ยึดถือระบบตลาดแบบเสรี/ทุนนิยม เช่น สหรัฐฯ และอังกฤษ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติการณ์ครั้งนี้  และยังเป็นสาเหตุให้ประเทศอื่นๆ ในโลกต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย 

นอกจากนั้น วิกฤติเศรษฐกิจยังได้สร้างปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ทางการเมืองซึ่งผู้นำของประเทศต่างๆ  เผชิญกับความท้าทายอย่างเดียวกันและมีการปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง ไม่เฉพาะแต่ในกลุ่มประเทศ พัฒนาแล้วเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประเทศเศรษฐกิจใหม่และประเทศกำลังพัฒนาด้วย  ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี สหพันธ์ฯ พยายามแสดงบทบาทนำท่ามกลางภาวะวิกฤติ โดยเดินทางเยือนประเทศต่างๆ ในยุโรปเพื่อหารือ เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขและแสวงหาแนวคิดเรื่องการจัดระเบียบโลกใหม่ทางการเงิน  รวมทั้งหารือกับผู้นำจีน และอินเดีย เพื่อให้ทั้งสองประเทศเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งจะทำให้ภาพของ IMF มีความสมดุลมากขึ้นจากเดิมที่ถูกมองเป็นเครื่องมือของตะวันตก  หากประเทศ เศรษฐกิจใหม่มีบทบาทเข้มแข็งขึ้นในองค์กร  IMF ก็จะต้องฟังเสียงของประเทศเหล่านี้มากขึ้นด้วย 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีสหพันธ์ฯ ยังเรียกร้องให้ IMF มีบทบาทในการดูแลสถานการณ์การเงินของประเทศต่างๆ ในโลกและสถาบันการเงิน ที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ และให้มีการวางกฎระเบียบที่เข้มงวดและโปร่งใส ยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยง โลกาภิวัตน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณสมบัติของผู้นำยุคใหม่ รวมทั้งผู้นำสหพันธ์ฯ  ที่จะต้องมีความสามารถมากไปกว่าการหาคะแนนเสียงและคุมอำนาจภายในประเทศโดยจะต้องมีทักษะสูงในการเจรจาและมีความสามารถในการเคลื่อนไหวในเรื่องต่างๆ อย่างชาญฉลาด 

ในด้านลบ วิกฤติการณ์เศรษฐกิจได้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของนายกรัฐมนตรีสหพันธ์ฯ ในการบริหารจัดการกับวิกฤติ  โดยเฉพาะกรณีที่นายกรัฐมนตรีสหพันธ์ฯ ประกาศแต่งตั้งนาย Hans Tietmeyer อดีตประธานธนาคารกลางของสหพันธ์ฯ เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านการปฏิรูประบบการเงิน ของประเทศ ทั้งๆ ที่นาย Tietmeyer เป็นสมาชิกคณะกรรมการกำกับดูแล Hypo Real Estate  ซึ่งภายหลังจากการประกาศ ก็ได้รับการต่อต้านจากพรรค Social Democratic Party (SPD) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนทั่วไป  ส่งผลให้นาย Tietmeyer ปฏิเสธตำแหน่งดังกล่าวในที่สุด 

ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤติเศรษฐกิจและการคาดการณ์ว่าในปีหน้า สหพันธ์ฯ จะประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอย ได้ส่งผลกระทบต่อนโยบายการหาเสียงของพรรค Christian Democratic Union (CDU)สำหรับการเลือกตั้งในปีหน้า โดยพรรคไม่สามารถเน้นภาพความเข้มแข็งและความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี สหพันธ์ฯ เป็นตัวชูโรงในการหาเสียง โดยเฉพาะความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา  ตามที่วางแผนไว้แต่เดิมแล้ว   อย่างไรก็ดี การสำรวจคะแนนความนิยมล่าสุดของ Spiegel พบว่าร้อยละ 41 ของประชาชนยังเห็นว่าพรรค CDU/CSU (Christian Social Union) มีความสามารถในการจัดการนโยบายการเงิน ในขณะที่ประชาชนเพียงร้อยละ 17  นิยมในความสามารถด้านดังกล่าวของพรรค SPD                                  

นอกจากนี้  นายกรัฐมนตรีสหพันธ์ฯ ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป  โดยไม่ได้แสดงบทบาทนำในการแก้ไขวิกฤติการณ์กับประเทศต่างๆ ในยุโรป  อีกทั้งยังมีท่าทีไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนการดำเนินการของประเทศต่างๆ อาทิ การลดภาษีมูลค่าเพิ่มของอังกฤษ เป็นต้น  ส่งผลให้บรรยากาศการแก้ไขวิกฤติการณ์ของยุโรปไม่เป็นไปอย่างชัดเจนแข็งแกร่ง  ซึ่งกระทบต่อความ เชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในภาพรวม  โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ได้มีการประชุมระหว่างผู้นำอังกฤษ ฝรั่งเศส และประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเกี่ยวกับวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ ที่กรุงลอนดอน (ก่อนหน้าการประชุมสุดยอด EU) แต่นายกรัฐมนตรีสหพันธ์ฯ ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วม  อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุด ยุโรปและสหพันธ์ฯ จะต้องร่วมมือ กันแก้ไขวิกฤติการณ์ เพราะสหพันธ์ฯ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดในยุโรป  จึงไม่สามารถละเลยได้      

                                                                                                                                                                                               
มาตรการของรัฐบาลสหพันธ์ฯ

มาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินที่ประสบปัญหา
เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2551  รัฐบาลสหพันธ์ฯ ได้ประกาศมาตรการฯ ในวงเงิน 500,000 ล้านยูโร  ซึ่งประกอบด้วย กองทุนรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงินโดยการค้ำประกันเงินกู้ระหว่างธนาคารจำนวน 400,000 ล้านยูโร  และเงินสนับสนุน recapitalisation ของธนาคารจำนวน 80,000 ล้านยูโร โดยรัฐจะรับซื้อ สินทรัพย์ที่มีปัญหาของธนาคาร  และอีก 20,000 ล้านยูโรเป็นส่วนที่เตรียมไว้รองรับในกรณี ขาดทุน ทั้งนี้  ในการขอรับการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล ธนาคารจะต้องยอมรับเงื่อนไขซึ่งประกอบด้วยการเปิดให้ รัฐบาลเข้าไปตรวจสอบและชี้แนะการดำเนินธุรกิจของธนาคาร  การกำหนดเพดานรายได้ของผู้บริหารของ ธนาคารไว้ไม่เกิน 500,000 ยูโรต่อปี การงดจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในช่วงปี 2552-2553 และการงดจ่ายเงิน โบนัสในช่วงปี 2551-2552  ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือดังกล่าวจะดำเนินไปจนถึงสิ้นปี 2552

จนถึงขณะนี้  มาตรการข้างต้นยังไม่ได้รับการตอบสนองมากเท่าที่ควร โดยเฉพาะจาก ธนาคารพาณิชย์  ซึ่งส่วนใหญ่ยังสงวนท่าทีและรอดูความเคลื่อนไหวก่อนที่จะตัดสินใจ ทั้งนี้ มาตรการของ รัฐบาลสหพันธ์ฯ อยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจของสถาบันการเงินที่จะขอรับความช่วยเหลือจากรัฐ  ซึ่งแตกต่างจากมาตรการของรัฐบาลอังกฤษที่กำหนดว่าธนาคารซึ่งมีอัตราทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (capital ratio) ต่ำกว่าร้อยละ 9 จะต้องเข้าร่วมในมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล  ทั้งนี้ หากรัฐบาลสหพันธ์ฯ กำหนดหลักเกณฑ์ ดังกล่าวจะทำให้ธนาคารหลายแห่งต้องเขาร่วมในมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลโดยปริยาย เช่น Deutsche Postbank  และ Aareal Bank  นอกจากนั้น การที่นาย Josef Ackermann  CEO ของ Deutsche Bank  กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมนายธนาคารกว่า 150 คนของสหพันธ์ฯ ก่อนหน้าการประกาศใช้มาตรการข้างต้น ของรัฐบาลสหพันธ์ฯ  ว่า Deutsche Bank จะไม่ขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในวิกฤติการณ์ครั้งนี้ เพราะธนาคารยังคงมีสถานะที่มั่นคงและเพื่อรักษาความเป็นอิสระของธนาคารจากการชี้นำของภาครัฐนั้น  ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของธนาคารต่างๆ ที่จะขอรับการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล      

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2551  รัฐบาลสหพันธ์ฯ ได้ประกาศมาตรการในช่วงปี 2552-2553 เพื่อส่งเสริมการลงทุนของธุรกิจเอกชน  ครัวเรือน และหน่วยงานท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอย ของผู้บริโภค ในจำนวนเงิน 32,000 ล้านยูโร โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายของผู้บริโภคเป็นมูลค่ารวม 50,000 ล้านยูโรในช่วง 2 ปีข้างหน้า  มาตรการเหล่านี้ประกอบด้วยการยกเว้นภาษี รถยนต์สำหรับผู้บริโภค โดยเฉพาะรถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน การจัดสรรเงินทุนสนับสนุนสำหรับการลงทุน ด้านโครงสร้างพื้นฐานและโครงการปรับปรุงมาตรฐานอาคารที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน  และเงินทุนสนับสนุนสำหรับการฝึกอาชีพสำหรับแรงงานที่มีอายุและแรงงานไร้ฝีมือ  การเพิ่มเงินทุน 15,000 ล้านยูโรให้กับธนาคาร Kfw  ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ สำหรับการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก รวมทั้ง อุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน การที่รัฐบาลจะลงทุนในด้านการคมนาคมขนส่ง ให้เร็วขึ้นกว่าแผนที่วางไว้  นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรี สหพันธ์ฯ ยังยืนยันที่จะผลักดันการจัดสรรงบประมาณ แบบสมดุลของสหพันธ์ฯ ต่อไป  แม้ว่าอาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ภายในปี 2554  ตามที่รัฐบาลวางแผนไว้แต่เดิมก็ตาม  

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว  ได้มีการถกแถลงกันถึงมาตรการที่เหมาะสมในสภาพการณ์ปัจจุบัน เช่น พรรค SPD ต้องการให้รัฐบาลอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวน 25,000 ล้านยูโร รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของสหพันธ์ฯ ผลักดันการลดภาษี ทั่วประเทศเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ในขณะที่รัฐมนตรีคลังเห็นว่าการที่รัฐจะอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เป็นแนวทางที่จะก่อหนี้เพิ่มขึ้นให้กับประเทศและจะเป็นภาระทางการเงินของคนรุ่นต่อไป  รวมทั้งไม่ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจแต่อย่างใด ส่วนอดีตรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจฯ (นาย Wolfgang Clement) เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลจะต้องลงทุนอย่างหนักให้กับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน 

อนึ่ง นายกรัฐมนตรีสหพันธ์ฯ แถลงภายหลังการประชุมร่วมกับผู้นำของรัฐทั้ง 16 รัฐของสหพันธ์ฯ ว่า รัฐบาลจะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่สอง ในช่วงวันที่ 21 มกราคม 2553  มูลค่าหลายหมื่นล้านยูโร (คาดว่าจะประมาณ 40,000 ล้านยูโร) โดยเน้นไปที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การซ่อม/สร้างถนน รถไฟ  รวมถึงการลงทุนในด้านการศึกษา โรงเรียน/โรงเรียนอนุบาล เป็นต้น   ซึ่งนายกรัฐมนตรีสหพันธ์ฯ มองว่าเป็นการใช้จ่ายเงินเพื่อสร้างความทันสมัยให้กับประเทศในระยะยาว ในขณะเดียวกันก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานด้วย  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีสหพันธ์ฯ จะรอให้ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม เพื่อประเมินสถานการณ์และมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ  ก่อนที่สหพันธ์ฯ จะประกาศมาตรการรอบที่สอง   

การปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลสหพันธ์ฯ ในสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ
ท่ามกลางวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ  สหพันธ์ฯ ได้จัดการประชุมสุดยอดระหว่างนายกรัฐมนตรี สหพันธ์ฯ กับนายกรัฐมนตรีของทุกรัฐของสหพันธ์ฯ ว่าด้วยเรื่องการศึกษา เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2551 ที่เมืองเดรสเดน และได้ร่วมกันประกาศเดินหน้าพัฒนาประเทศให้เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐแห่งการศึกษา (Federal Republic of Education) โดยมีแผนที่จะเพิ่มงบประมาณในด้านการศึกษาและวิจัยเป็นร้อยละ 10 ของ GDP ภายในปี 2558 (ขณะนี้ งบประมาณสำหรับการศึกษาและวิจัย คิดเป็นประมาณร้อยละ 6.2 และ 2.7 ตามลำดับ) วางเป้าหมายที่จะให้ประชาชนทุกคนสามารถพัฒนาตนเองด้วยการศึกษา  มาตรการต่างๆ ประกอบด้วย การส่งเสริมการเตรียมพร้อมให้เร็วขึ้นสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน  สนับสนุนการเรียนการสอนภาษาเยอรมัน  การเพิ่มโอกาสในการฝึกทักษะ  ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดอัตราการออกจากโรงเรียนกลางคันของทั้งนักเรียนสายสามัญและสายอาชีพ  นอกจากนั้น รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐต่างๆ เห็นชอบร่วมกันที่จะวางโครงสร้างการศึกษาที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่จบการศึกษาในสายอาชีพและช่างเทคนิค สามารถเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ภายในปี 2553  (ปัจจุบันจะต้องได้รับประกาศนียบัตรจากโรงเรียนมัธยม) รวมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างการเรียนการสอนสายสามัญกับการฝึกวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ภายใต้แนวคิด “Qualifications and Connections”ซึ่งภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมจะทำงานร่วมกันให้มากขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมของนักเรียนที่ด้อยโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนสายสามัญไปสู่การฝึกวิชาชีพ    ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา สหพันธ์ฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในรายงานประจำปีของ OECD มาโดยตลอดว่าโรงเรียนในระบบการศึกษาของสหพันธ์ฯ ไม่เอื้อให้กับการศึกษาของเด็กนักเรียนที่ยากจนและชนกลุ่มน้อยในสังคม  ในขณะที่เด็กที่มีฐานะดีได้รับการศึกษาในขั้นสูง

ผลกระทบต่อประเทศไทย
เมื่อพิจารณาในภาพรวม ร้อยละ 70  ของ  GDP ของไทยขึ้นอยู่กับการส่งออกและอุตสาหกรรม สำคัญของประเทศมีความจำเป็นต้องใช้สินค้าและเงินลงทุนจากต่างประเทศ  ดังนั้น วิกฤติการณ์เศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความต้องการบริโภคสินค้าของผู้บริโภค ในประเทศต่างๆ   รวมทั้งการขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจชั้นนำซึ่งเป็นตลาดส่งออก และแหล่งเงินทุนหลักของไทย จึงย่อมส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในส่วนของสหพันธ์ฯ  สหพันธ์ฯ เป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทยในสหภาพยุโรป โดยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มสหภาพยุโรป  เป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่สำคัญเป็นอันดับ 2 และมีการลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 5 ของกลุ่ม (สถิติปี 2550)  สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหพันธ์ฯ ในลำดับต้นๆ คือ  เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ  รถยนต์และอุปกรณ์  สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป เช่น ยางพารา ไก่แปรรูป  กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง และข้าว  ในขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ของสหพันธ์ฯ ประสบปัญหายอดขาย และยอดการสั่งซื้อลดลง และส่งผลกระทบถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การผลิตชิ้นส่วน อะไหล่ และยาง โดยมีการปรับแผนเพื่อลดกำลังการผลิตและอาจจะมีการเลิกจ้างงานในอนาคต  ซึ่งหลายบริษัทได้เข้าไปลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เช่น  BMW Daimler และ MAN จึงอาจมีผลต่อตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้และในปีหน้า จากการหารือกับสำนักงานพาณิชย์ประจำกรุงเบอร์ลินทราบว่า สำนักงานฯ ได้ปรับเป้าหมายการส่งออกของไทยมายังตลาดสหพันธ์ฯ ในปีนี้จากเดิมที่คาดว่าปริมาณการส่งออกทั้งปีจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ลดลงเหลือร้อยละ 10  โดยประเมินจากสภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว แต่คาดว่าสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักเนื่องจากผู้บริโภคยังคงมีความต้องการในการบริโภคสินค้าประเภทดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง   ในส่วนของการลงทุน พบว่าการลงทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น บริษัท Volkswagen ล่าสุดคาดว่าบริษัทจะตัดสินใจลงทุนที่อินเดียเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตสำหรับภูมิภาค เอเชียแทนที่จะลงทุนในไทย