คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอร่างทบทวนระเบียบ RoHS กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบผู้ผลิตชัดเจน ผู้ประกอบการไทยควรจับตาและเตรียมพร้อม 

หลังจากที่สหภาพยุโรปได้บังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารที่เป็นอันตรายบางประเภท (RoHS) ซึ่งได้บังคับใช้มาตั้งแต่กรกฎาคม 2549 นั้น ได้ปรากฏปัญหาอุปสรรคจากการบังคับใช้ระเบียบดังกล่าว เช่น เกิดความไม่ชัดเจนว่าสินค้าบางประเภทควรจะตกอยู่ภายใต้ระเบียบดังกล่าวหรือไม่ อีกทั้งประเทศสมาชิกมีกระบวนการในการตรวจสอบหาสินค้าที่ผิดระเบียบในท้องตลาดที่แตกต่างกัน คณะกรรมาธิการยุโรปจึงได้เสนอให้มีการทบทวนระเบียบดังกล่าว เพื่อให้การบังคับใช้ระเบียบมีความชัดเจนและสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น  และยื่นร่างข้อเสนอฯ ต่อสภายุโรปและคณะมนตรียุโรปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อผ่านการรับรอง ก่อนมีผลบังคับใช้ต่อไป

สาระสำคัญในการทบทวนระเบียบดังกล่าวอาจสรุปได้ดังนี้

1.  การปรับให้คำจำกัดความและขอบข่ายของระเบียบมีความชัดเจนขึ้น
–  ปรับขอบเขตของระเบียบฯ ว่าด้วย 1) หมวดหมู่ประเภทสินค้าอย่างกว้างๆ และ 2) รายชื่อสินค้าในแต่ละหมวดหมู่ ให้ชัดเจนขึ้น (ปรากฏในภาคผนวก)
– เพิ่มประเภทสินค้าอีก 2 ประเภท ได้แก่ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเครื่องมือควบคุมและตรวจตรา (จากเดิมที่สินค้าสองประเภทนี้อยู่ภายใต้ระเบียบ WEEE แต่ได้รับการยกเว้นจากระเบียบ RoHS)
– เพิ่มคำจำกัดความ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์  (medical devices) และ วัสดุเนื้อเดียวกัน (homogenous material) พร้อมปรับคำจำกัดความของคำว่า "ผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจ" (economic operator) ให้ไปในแนวทางเดียวกับระเบียบว่าด้วยการวางสินค้าในตลาดสินค้า (marketing of products – Commission Decision 768/2008/EC) เช่น การเสนอให้ผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจต้องจัดเตรียมและเก็บรักษาข้อมูลต่างๆให้แก่หน่วยงานตรวจสอบทางการตลาด อาทิ ชื่อผู้ที่ส่งสินค้า EEE มาให้และชื่อผู้ที่ตนส่งสินค้า EEE ให้ต่อไป

2. สารต้องห้าม
– เสนอให้ย้ายสารต้องห้ามและค่าความเข้มข้นสูงสุดไปที่ภาคผนวก และให้คณะทำงาน comitology พิจารณาแก้ไขต่อไป
– ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อสารต้องห้าม แต่ได้ระบุสาร 4 ตัว ซึ่งจะถูกประเมินผลกระทบก่อน และอาจถูกเพิ่มในรายชื่อสารต้องห้ามต่อไปในอนาคต สารดังกล่าวได้แก่:

1. Hexabromocyclododecane (HBCDD)
2. Bis (2-ethylhexyl) phthalate (DEHP)
3. Butyl benzyl phthalate (BBP)
4. Dibutylphthalate (DBP)

– เสนอให้ขยายการอนุญาตการให้ใช้อะไหล่ที่ไม่ถูกต้องตามต่อระเบียบฉบับนี้ ให้ครอบคลุมไปถึงอะไหล่ของอุปกรณ์ที่ได้รับการยกเว้นเมื่อวางในท้องตลาด
– เพิ่มภาคผนวกใหม่ (ปรากฏในภาคผนวก 6) ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อยกเว้นในสินค้าประเภทใหม่ ได้แก่ อุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical devices) และเครื่องมือควบคุมและตรวจตรา (Monitoring and control instruments) ในกรณีที่ไม่สามารถหาสารอื่นมาทดแทนได้
– เพิ่มกลไกในการเพิ่มรายชื่อสารต้องห้ามให้ไปในแนวทางเดียวกับวิธีการของระเบียบ REACH เพื่อให้ระเบียบทั้งสองฉบับไปในแนวทางเดียวกัน

3.กลไกในการขอกรณียกเว้น
– เสนอให้กรณียกเว้นมีอายุ 4 ปี และสามารถขอต่ออายุใหม่ได้
– เพิ่มเงื่อนไขในการให้กรณียกเว้นใหม่ เช่น ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม และความปลอดภัยและความยากง่ายในการหาสารทดแทนดังกล่าวนั้น
– เสนอให้คณะกรรมาธิการยุโรปมีอำนาจในการตั้งกฏเกณฑ์ในการขอข้อยกเว้น เพื่อให้การขอกรณียกเว้นมีความแน่นอนชัดเจนในเชิงกฏหมาย

4. ข้อกำหนดในการประเมินว่าสินค้าถูกต้องตามระเบียบและกลไกในการตรวจสอบทางการตลาด
เสนอมาตราใหม่ในการประเมินว่าสินค้าถูกต้องตามระเบียบและกลไกในการตรวจสอบทางการตลาด โดยปรากฏในมาตรา 7 -17 ให้เป็นไปตามแนวทางระเบียบว่าด้วยการวางสินค้าในตลาดสินค้า (marketing of products – Commission Decision 768/2008/EC)
** ผู้ประกอบการไทยควรจับตาประเด็นนี้ เนื่องจากมีการกำหนดอย่างชัดเจนถึงภาระและหน้าที่ที่แต่ละฝ่ายต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะในข้อ 7 ซึ่งว่าด้วยข้อปฏิบัติของผู้ผลิต

 

อ่านร่างข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปได้ที่
http://ec.europa.eu/environment/waste/weee/pdf/com_2008_809.pdf

อ่านข้อมูลภูมิหลังเกี่ยวกับระเบียบ RoHS ได้ที่
http://news.thaieurope.net/content/view/2998/224/1/1/