ในช่วงปี 2551 ไทยส่งออกสินค้ามาเบลเยียมมูลค่ารวม 1,696.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.56% เมื่อเทียบกับปี 2550 โดยสินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นเช่น ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ ในขณะที่บางสินค้าส่งออกมาลดลง เช่น ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้าของไทยที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตคือสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นหลายรายการและเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นขั้นพื้นฐาน การจะคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดอียูได้นั้นจะต้องประกอบด้วยการรักษามาตรฐานสินค้า การใช้เทคโนโลยี การผลิตตามความต้องการของผู้บริโภค และการติดตามพัฒนาการมาตรการของอียู

1. การนำเข้าสินค้าจากไทยมาเบลเยียม

 

            จากสถิติที่ได้รับจากสำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศ ณ กรุงเฮก สินค้าไทยที่ส่งออกมายังเบลเยียมมีทั้งประเภทสินค้าที่สามารถส่งออกมาเพิ่มขึ้นและลดง แบ่งตามประเภทสินค้า ดังนี้

 

1.      สินค้าเกษตร 

   รายการที่นำเข้าเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว (68.67%) กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง (31.80%)  

   รายการที่นำเข้าลดลง เช่น ยางพารา (-19.35%) เนื้อปลาสดแช่เย็น แช่แข็ง (-17.96%)

 

2.      สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร 

   รายการที่นำเข้าเพิ่มขึ้น เช่น ผลไม้กระป๋องและแปรรูป (71.22%) ไก่แปรรูป (29.09%)

   รายการที่นำเข้าลดลง เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-11.66%) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (-37.29%)

3.      สินค้าอุตสาหกรรม 

   รายการที่นำเข้าเพิ่มขึ้น เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ (17.51%) เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ 0.36%

   รายการที่นำเข้าลดลง เช่น เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (-7.70%) รองเท้าและชิ้นส่วน (-18.91%)

 

 

2. มาตรการปกป้องตลาดในประเทศ 

อียูมีนโยบายและมาตรการร่วมด้านการค้าซึ่งมีผลบังคับใช้กับทุกประเทศสมาชิก การ

ส่งออกมายังประเทศสมาชิกอียูจึงต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของอียูซึ่งหลักๆ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ข้อบังคับของอียูที่นำมาใช้เป็นกฎหมายภายในโดยตรง และกฎระเบียบที่สามารถปรับรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการดำเนินการตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศสมาชิกได้

 

                   ขณะนี้อียูกำลังมีการพิจารณาออกและแก้ไขกฎระเบียบด้านการค้า มาตรการด้าน สุขอนามัย ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคที่จะนำมาใช้ต่อไป ที่สำคัญที่จะมีผลกระทบต่อไทย คือ ข้อบังคับ REACH การจำกัดการใช้สารเคมีในของเด็กเล่น การจำกัดการใช้สารเคมีในยาฆ่าแมลง การห้ามใช้สารอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมบางชนิด อาทิ HCFCs ข้อบังคับด้านการป้องกันและขจัดการประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU) การออกกฎระเบียบดังกล่าวจะใช้กับทุกประเทศที่ส่งออกมาอียู ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยต้องคอยติดตามและเตรียมปรับตัวเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบและคงการส่งออกมายังอียูได้

 

                   การประสบวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้มีการออกแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจอียูซึ่งผู้นำประเทศสมาชิกอียูได้รับรองเมื่อ ธ.ค. 51 ซึ่งแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อเร่งความต้องการซื้อสินค้า คงการจ้างงาน และฟื้นฟูความเชื่อมั่น ส่วนมาตรการระยะยาวเป็นการปฏิรูปโครงสร้าง การลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีรักษาสิ่งแวดล้อม จากแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจดังกล่าว อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะได้รับการโอบอุ้มมากที่สุดคืออุตสาหกรรมรถยนต์ เนื่องจากในปี 2551 ความต้องการซื้อรถยนต์ลดลงอย่างมาก โดยมียอดการจดทะเบียนรถยนต์โดยสารใหม่น้อยที่สุดในรอบ 15 ปี ที่ผ่านมา (14.7 ล้านคัน ลดลง 7.8%) จึงได้มีการออกมาตรการต่างๆ อาทิ การกระตุ้นการซื้อรถยนต์ใหม่ การเสนอให้ใช้ส่วนประกอบรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งหากมีการดำเนินการจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าในหมวดรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบของไทย ซึ่งในปี 2551 สินค้าส่งออกดังกล่าวมายังเบลเยียมลดลง 19.43% อนึ่ง อุตสาหกรรมยานยนต์ในเบลเยียมเป็นการประกอบรถยนต์เป็นหลัก

 

3. โอกาส/ลู่ทางขยายการส่งออกสินค้าของไทย 

เมื่อพิจารณาทั้งตลาดเบลเยียม และตลาดอียูในภาพรวม สินค้าของไทยมีโอกาส

เติบโตในอนาคต คือ สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร จากอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นหลายรายการ รวมทั้งเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ดี อุปสรรคที่มีอยู่รวมทั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่ (1) การกำหนดโควต้านำเข้าสินค้า เช่น ข้าว ไก่แปรรูป (ตามข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก) (2) การตั้งมาตรฐานสินค้าอาหารในระดับสูง อาทิ การจำกัดระดับการตกค้างจากสารเคมีในสินค้าอาหารในอัตราต่ำลงเรื่อยๆ ห้ามการปนเปื้อนของฃเชื้อจุลินทรีย์ (3) แนวโน้มของมาตรการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมที่อียูจะนำมาใช้ปรับเพิ่มเติมในอนาคต อาทิ มาตรการเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ การขยายวิธีการประเมินความเสี่ยงของสารเคมีต่อสุขภาพมนุษย์ (TTC) ซึ่งอาจรวมสินค้าอาหารต่อไป (4) มาตรการของอียูที่จะพัฒนาสินค้าเกษตรของอียูให้มีคุณภาพสูงขึ้น รวมทั้งมาตรการในการควบคุมราคาอาหารตลอดช่วงวงจรการจัดจำหน่าย ซึ่งควรมีการติดตามต่อว่าจะมีผลกระทบอย่างไรหรือไม่ต่อสินค้าที่ส่งออกมายังอียู ดังนั้น การเพิ่มคุณภาพของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ทั้งในด้านการรักษามาตรฐานสินค้า การใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมที่ก้าวหน้า การผลิตตามความต้องการของผู้บริโภค และการติดตามพัฒนาการมาตรการของอียูอย่างต่อเนื่อง  จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอียูได้ในระยะยาว

 

4. ข้อสังเกต

                  ขณะเดียวกันนี้ในส่วนของอียูมีความกังวลว่าประเทศสมาชิกจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในประเทศของตนในลักษณะที่เป็นมาตรการปกป้องทางเศรษฐกิจ การค้า ซึ่งจะมีผลกระทบบั่นทอนต่อตลาดร่วมของยุโรปเอง คณะกรรมาธิการยุโรปจึงกำหนดจะหารือกันในเรื่องนี้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปเนื่องจากอาจจะกระทบต่อการส่งออกของไทย

 

ขอขอบคุณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล