การเจรจารอบโดฮาเริ่มมาตั้งแต่ปี 2544 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับความเป็นอยู่ของประเทศที่ยากจนจึงได้ชื่อว่า Doha Development Agenda โดยมีหัวข้อการเจรจาหลายหัวข้อ อาทิ การเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม การเปิดเสรีด้านบริการ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การปรับปรุงกฎระเบียบ การค้าและสิ่งแวดล้อม การค้าและการพัฒนา แม้การเจรจาในปี 2551 ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกยังคงผลักดันการเจรจาให้คืบหน้าต่อไปในปี 2552 ซึ่งหากการเจรจาประสบความสำเร็จไทยจะได้รับประโยชน์ในการขยายการส่งออก ดึงดูดการลงทุน และปรับปรุงคุณภาพในด้านต่างๆ

1. ภูมิหลัง

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544 สมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ได้ตกลงในการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 4 ณ กรุงโดฮา ประเทศการ์ตา ให้เริ่มการเจรจารอบใหม่ อันถือเป็นการเริ่มต้นการเจรจารอบโดฮา และโดยที่รัฐมนตรีของสมาชิกได้ตกลงให้การเจรจารอบนี้มุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนา จึงเรียกวาระแห่งการเจรจารอบนี้ว่า Doha Development Agenda

 

2. เป้าหมายของการเจรจา 

เป้าหมายของการเจรจารอบโดฮาเน้นให้ความสำคัญแก่การพัฒนา และยกระดับความเป็นอยู่ของประเทศที่ยากจน โดยกำจัดข้อกีดกันทางการค้าและลดการอุดหนุนด้านการเกษตร ด้วยการเปิดเสรีทางการค้า และกำหนดหลักเกณฑ์ที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปฏิญญารัฐมนตรีในการประชุม ณ กรุงโดฮา กำหนดให้สมาชิกเจรจาในหัวข้อต่างๆ ในลักษณะ Single Undertaking ซึ่งหมายถึง การเจรจารอบโดฮาจะไม่บรรลุความตกลงกัน จนกว่าจะการเจรจาในทุกๆ หัวข้อจะตกลงกันได้ หัวข้อของการเจรจาใน Single Undertaking ได้แก่

                                –  การเปิดตลาดสินค้าเกษตร

                                –  การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม (Non-Agriculture Market Access: NAMA)

                                –  การเปิดเสรีการค้าบริการ

                                –  สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

                                –  การปรับปรุงกฎระเบียบ

                                –  การค้าและสิ่งแวดล้อม

                                –  การค้าและการพัฒนา

 

นอกจากนี้ ปฏิญญารัฐมนตรีได้กำหนดให้หยิบยกปัญหาของประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติตามพันธกรณีตามความตกลงของ WTO (Implementation issues) ในปัจจุบันขึ้นพิจารณา และให้พิจารณาว่า สมควรนำเรื่องที่ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 1 ที่สิงคโปร์ มอบหมายให้ศึกษาหรือที่เรียกว่า Singapore Issues ซึ่งประกอบด้วยเรื่องการลงทุน นโยบายการแข่งขัน ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เข้ามาเจรจาภายใต้รอบโดฮาด้วยหรือไม่

 

3. สถานะการเจรจาล่าสุด/ ประเด็นปัญหา

การเจรจารอบโดฮาไม่สามารถบรรลุความตกลงตามกำหนดเวลาที่ตั้งเป้าหมายกันไว้หลายครั้ง เพราะมีความขัดแย้งในท่าทีของสมาชิกสูงมาก โดยเฉพาะเรื่องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร การลดการอุดหนุนภายในสินค้าเกษตร  และการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม

 

ความล้มเหลวล่าสุดเกิดขึ้นระหว่างการเจรจาระดับรัฐมนตรีกลุ่มย่อย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 – 29 กรกฎาคม 2551 ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อสหรัฐอเมริกา กับอินเดียและจีนไม่สามารถหาข้อยุติสำหรับการใช้มาตรการปกป้องตลาดของสินค้าเกษตรในประเทศกำลังพัฒนา (Special Safeguard Mechanism: SSM) สมาชิกส่วนใหญ่และไทยยอมรับในรายละเอียดของ Lamy Package ที่รวมประเด็นทั้งเกษตรและ NAMA ไว้ และแสดงความผิดหวังที่การเจรจาที่มีข้อสรุปแล้วถึง 95% ต้องประสบกับความล้มเหลว และเรียกร้องให้สมาชิกกลับมาเจรจากันต่อโดยเร็ว โดยคงข้อตกลงที่ได้รับจนถึงปัจจุบันไว้บนโต๊ะเจรจา (Standstill mode)

 

ในที่สุด เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2551 ประธานกลุ่มเจรจาเกษตรและอุตสาหกรรมได้ออกเอกสาร Draft Modalities ฉบับปรับปรุงครั้งที่สี่ โดยนาย Pascal Lamy ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลกพยายามผลักดันการเจรจาระดับเทคนิคและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส เพื่อประสานท่าทีที่แตกต่างระหว่างสมาชิกให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มีการจัดประชุมรัฐมนตรีกลุ่มย่อยในเดือนธันวาคม 2551 และจัดทำกรอบข้อผูกพันเรื่องเกษตรและอุตสาหกรรมให้สำเร็จภายในปี 2551 อย่างไรก็ดี เมื่อประเมินความเป็นไปได้แล้ว ยังมีประเด็นสำคัญหลายประเด็น ที่ยังคงตกลงกันไม่ได้ การจัดประชุมระดับรัฐมนตรีอาจเสี่ยงต่อความล้มเหลวอีกครั้ง ซึ่งจะยิ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบการค้าพหุภาคีและ WTO ดังนั้นจึงยังไม่มีการประชุมดังกล่าวตามที่มุ่งหวัง

 

ถึงแม้ว่าสมาชิกจะไม่สามารถบรรลุความตกลงกรอบข้อผูกพันเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมได้ภายในปี 2551 สมาชิกส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนการกลับมาเจรจาต่อในทุกๆ เรื่องโดยเร็ว รวมถึง การค้าบริการ กฎระเบียบ ทรัพย์สินทางปัญญา การอำนวยความสะดวกทางการค้า S&D และการค้าและสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันการเจรจาโดฮาให้คืบหน้าต่อไปในปี 2552 โดยประเด็นการเจรจาที่ได้มีการตกลงกันแล้ว ก็ให้คงเนื้อหา (preserve) ไว้ และเจรจาต่อเฉพาะประเด็นที่ยังคงค้างอยู่  

4. ประโยชน์ของการเจรจารอบโดฮา 

ความสำเร็จของการเจรจารอบโดฮา หรือรอบการพัฒนา จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายรวมทั้งไทย เช่น จะช่วยให้ส่งออกสินค้าเกษตรได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้มีการจ้างงานมากขึ้นในทุกภาคเศรษฐกิจ การยกเลิกภาษีที่สูงเกินไปและภาษีแบบขั้นบันได จะเอื้ออำนวยให้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วเพิ่มมากขึ้น จะดึงดูดการลงทุนในบริการสาขาต่างๆ ทำให้เกิดการแข่งขัน และมีการปรับปรุงคุณภาพบริการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ การปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนให้เข้มแข็งและโปร่งใส จะทำให้การแข่งขันทางการค้าเป็นธรรมมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ส่งออกของไทยว่า จะไม่ถูกใช้มาตรการดังกล่าวตามอำเภอใจและอย่างไม่เป็นธรรม และการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าให้มีความโปร่งใส  ตลอดจนการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะขั้นตอนทางศุลกากร จะส่งผลดีในการดำเนินธุรกิจต่อทั้ง ผู้นำเข้าและผู้ส่งออก เป็นต้น

ทั้งนี้ ไทยต้องเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎระเบียบภายในที่จะส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากผลการเจรจาและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น ในด้านการแข่งขัน

 

5. สรุป

 

โดยสรุป ความสำเร็จของการเจรจารอบโดฮา จะทำให้การกระจายประโยชน์ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนามีความสมดุลมากขึ้น กฎเกณฑ์ทางการค้าที่เสรีและเป็นธรรมจะ   ทำให้ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่สามารถดำเนินนโยบายปกป้องตลาดภายในของตน  ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนการส่งออก การอุดหนุนภายใน และการสร้างข้อกีดกันในการนำเข้าได้ดังเช่น ที่เคยเป็นมา  แต่หากการเจรจาต้องประสบความล้มเหลว การบิดเบือนทางการค้าเช่นนี้ก็จะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ผลเสียในระยะยาว คือ ราคาส่งออกสินค้าเกษตรจะตกต่ำลง  ซึ่งจะกระทบต่อเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรกว่า 25 ล้านคน หรือราว 40% ของไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้