เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552 นาย Ernest-Antoine Seillère ประธาน Business Europe ได้แสดงท่าทีของภาคธุรกิจ ในการประชุมเศรษฐกิจมหภาคระดับการเมือง (Macro-Economic Dialogue at Political Level) สรุปได้ดังนี้ 

ขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจได้ซบเซาลง ทำให้ยุโรปเผชิญกับสภาวะถดถอยเร็วกว่าที่คาดหวังไว้ และลงลึกแผ่กระจายวงกว้างขึ้น โดย IMF ได้คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะชะลอตัวตัวลงในปี 2552

ถึงแม้วิกฤตเศรษฐกิจจะก่อตัวขึ้นนอกยุโรป แต่บริษัทธุรกิจต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ความมั่นใจของภาคธุรกิจในยุโรปลดฮวบลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985  ความหวั่นวิตกและอ่อนแอของระบบธนาคารทำให้บริษัทต่างๆ เข้าถึงเงินทุนยากขึ้น ยอดสั่งซื้อสินค้าใหม่ของเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้ดิ่งตัวลงมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภาวะขาดทุนในภาคการเงิน/สินเชื่ออาจนำไปสู่การอ่อนค่าของราคาทรัพย์สิน การจำกัดสินเชื่อ และความเสี่ยงที่สูงขึ้นในภาคธุรกิจอื่นๆ  ทั้งนี้ IMF ประมาณการว่ายอดขาดทุนทั้งหมดจองธนาคารจะสูงถึง 2,200 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยตัวเลขที่เปิดเผยจนถึงปัจจุบันยังห่างไกลจำนวนดังกล่าวมาก

Business Europe ในฐานะกระบอกเสียงของภาคธุรกิจเอกชนยุโรปสนับสนุนกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ รวม 4 ข้อ คือ
– แก้ไขสถานการณ์ปล่อยสินเชื่อของธนาคารและตลาดการเงินให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ
– มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน
– เร่งรัดการปฏิบัติในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างที่จำเป็นต่อการค้ำจุนช่วยเหลือบริษัท ตลาดแรงงาน และปรับปรุงด้านนโยบายการเงินการคลังสาธารณะ
– ต่ดต้านการกีดกันการค้า/ปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยรัฐบาลประเทศต่างๆ ควรปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้ในการประชุม G20 เมื่อวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2551 ที่กรุงวอชิงตัน  มีการประสานแผนงานฟื้นฟู/กระตุ้นเศรษฐกิจและปฏิรูปตลาดการเงินในระดับสากล  ทั้งนี้ ภาคธุรกิจมีความคาดหวังสูงต่อการประชุมผู้นำครั้งต่อไปในวันที่ 2 เมษายน ศกนี้ ที่กรุงลอนดอน  

ความคาดหวังของภาคธุรกิจต่อหน่วยงานต่างๆ ได้แก่
– คณะกรรมาธิการยุโรป: ภาคธุรกิจเห็นด้วยกับแนงทางในการผ่อนคลายกฎระเบียบ state aid และแผนงานช่วยเหลือ/กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต เป็นการชั่วคราว  ทั้งในระดับ EU และระดับชาติ  รวมถึงเน้นมาตรการสนับสนุนสาขาอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักสุด เช่น สาขารถยนต์  นอกจากนั้น ยังต้องการเห็นกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการจัดการกับปัญหางบขาดดุลภาครัฐที่เพิ่มขึ้น และการเข้าแทรกแซงของคณะกรรมาธิการ ทั้งกรณีที่พบว่าประเทศคู่ค้าออกมาตรการกีดกันการค้า และกรณีประเทศสมาชิก EU เองออกมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายใน (Protectionism)

– EcoFin Council และ Eurogroup : ภาคธุรกิจเห็นควรให้มีการปรับปรุงขอบเขตและประสิทธิผลของแผนงานให้ความช่วยเหลือภาคธนาคาร โดย Business Europe จะจัดตั้ง high-level group เพื่อจัดทำข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเร็วๆ นี้ โดยมาตรการจะต้องมีประสิทธิผลในการดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมา ปรับเปลี่ยนกลับไปใช้มาตรการเดิมได้ และมีการประสานงานกันอย่างดี ซึ่งปัจจุบันยังมีความหวั่นวิตกต่อผลกระทบของมาตรการระดับชาติที่ขาดการประสานงานกัน และขาดกลยุทธ์ระยะกลางสำหรับการจัดการนโยบายการคลังสาธารณะที่ยั่งยืน/มีเสถียรภาพ  นอกจากนั้น ได้เสนอแนะให้ส่งสัญญาณสนับสนุนหลักการ “smart” สำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยภาคเอกชนเรียกร้องให้คณะมนตรียุโรปเร่งให้ความเห็นชอบการใช้งบประมาณที่เหลือของ CAP จำนวน 5 พันล้านยูโรสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เนตบรอดแบรนด์ และการติดต่อเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้านพลังงาน

– Central Bank และ ECB : ภาคธุรกิจเห็นว่า ธนาคารกลางควรลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก และ ECB ควรพิจารณาออกมาตรการทำนองเดียวกับมาตรการของ US Fed และ Bank of England ในเรื่องการซื้หนี้ภาครัฐและเอกชนโดยตรงในตลาด secondary markets

– สหภาพแรงงาน : ควรเร่งรัดการดำเนินงานตามแนวทาง ‘flexicurity” โดยเน้น 3 ประเด็น ได้แก่ ความยืดหยุ่นด้านกะเวลาทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการปลดพนักงาน ตัดทอนค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ค่าจ้างลง แผนงานศึกษา/ฝึกอบรม

– บริษัทเอกชน : ต้องพยายามรักษาคนงานไว้อย่างดีที่สุด และลงทุนด้านฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อวางรากฐานสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป