ระเบียบ WEEE และ RoHS เป็นหนึ่งในระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของอียูที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาทบทวนข้อเสนอใหม่ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อไทยอย่างแน่นอน ทีมงาน thaieurope.net ได้ไปสัมภาษณ์บริษัท Electrolux เพื่อถามความเห็นเกี่ยวกับระเบียบดังกล่าว รวมไปถึงคำแนะนำที่มีต่อบริษัท supplier ในประเทศไทย ในการปรับตัวรับมือกระแสสิ่งแวดล้อมที่อียูกำลังนำมาปรับใช้เป็นนโยบายและมาตรการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง  

ทบทวนระเบียบ RoHS – ผู้ผลิตต้องเตรียมเอกสาร และอาจเพิ่มสารใหม่ 4 ประเภท
นาย Viktor Sundberg รองประธาน Electrolux Home Products Corporation N.V. ฝ่าย Environmental & European Affairs ได้ให้ความเห็นที่มีต่อร่างทบทวนระเบียบ RoHS ใน 2 ประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไทย คือ 1) การที่ผู้ผลิตจะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นตาม Article 7 ที่กำหนดให้ผู้ผลิต (manufacturer) จะต้องดำเนินการตรวจสอบภายในและจัดทำเอกสารเชิงเทคนิคตามหลักการ New Approach ของ CE Mark นาย Sundberg เห็นว่า โดยรวมแล้ว ถือเป็นทิศทางที่ดี เพราะการใช้หลัก New Approach อาจนำไปสู่การบังคับใช้ระเบียบในแบบเดียวกันทั่วอียู ไม่มีความลักหลั่นในการนำระเบียบไปปฏิบัติในระดับประเทศสมาชิก แม้ว่าทุกฝ่ายในระบบ supply chain ซึ่งรวมไปถึงผู้ผลิตจากประเทศที่สาม จะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นในการเตรียมความพร้อม จัดเตรียมเอกสาร ตามข้อกำหนดของแนวทางดังกล่าว

ในส่วนของการเพิ่มสารต้องห้ามใหม่ๆในระเบียบ RoHS นั้น ข้อเสนอทบทวนฯ ได้ระบุสาร 4 ตัว ซึ่งจะถูกประเมินความเสี่ยงก่อน และอาจถูกเพิ่มในรายชื่อสารต้องห้ามต่อไปในอนาคต สารดังกล่าวได้แก่

1. Hexabromocyclododecane (HBCDD)
2. Bis (2-ethylhexyl) phthalate (DEHP)
3. Butyl benzyl phthalate (BBP)
4. Dibutylphthalate (DBP)

นาย Sundberg เห็นว่า แม้ในข้อเสนอทบทวนฯ จะไม่มีการเพิ่มชื่อสารใหม่เข้าไปทันที แต่คาดว่าสภายุโรปอาจเพิ่มสารต้องห้ามใหม่ๆเข้าไปในช่วงระหว่างกระบวนการรับรองข้อเสนอ โดยไม่มีการประเมินใดๆ ก่อนก็เป็นได้

ทบทวนระเบียบ WEEE – ปฏิบัติยากแต่ไม่กระทบไทยโดยตรง
ในส่วนของข้อทบทวนระเบียบ WEEE นั้น ประเด็นที่ภาคธุรกิจยุโรปให้ความสนใจมากที่สุดคือ ข้อกำหนดที่ให้ผู้ผลิต (producer) เป็นผู้รับผิดชอบในด้านค่าใช้จ่ายในการเก็บขยะสินค้าไฟฟ้าและอีเล็คโทรนิกส์จากครัวเรือน พร้อมต้องรับผิดชอบในการผลักดันให้เก็บขยะได้ตรงตามเป้าหมายที่คณะกรรมาธิการยุโรประบุไว้ในข้อเสนอใหม่ ทั้งนี้ ผู้ผลิตในที่นี้ หมายถึง ผู้ที่ผลิตหรือให้ผู้อื่นผลิตสินค้าให้ภายใต้เครื่องหมายการค้าของตน (ตาม Article 3-J ของข้อเสนอฯ)

นาย Sundberg เห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวยากที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมชี้ว่า ข้อเสนอดังกล่าวคล้ายๆกับระเบียบอื่นๆของอียู คือมักจะมีหลักการที่ดี แต่นำไปใช้ในทางปฏิบัติได้ยาก โดยเฉพาะระเบียบที่ให้ประเทศสมาชิกเป็นผู้นำไปบังคับใช้เอง โดยยกระเบียบ WEEE ที่ใช้ในปัจจุบันเป็นตัวอย่างว่า รูปแบบของการจดทะเบียนและรายงานที่บริษัทเอกชนต้องส่งให้ทางการนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ  อันเป็นการสร้างภาระค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากให้แก่บริษัทเป็นอย่างมาก

ทางด้านผู้ผลิตไทยนั้น นาย Sundberg เห็นว่า ข้อเสนอใหม่ที่กำหนดที่ให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบในการเก็บขยะนั้น ไม่น่าจะมีผลกระทบโดยตรง เว้นแต่จะมีบริษัทของไทยที่ตั้งในยุโรปและนำเข้าสินค้าจากไทย บริษัทดังกล่าวก็จะเข้าข่ายเป็น “ผู้ผลิต” (producer) และต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว

ปัจจุบัน ทาง Electrolux กำลังพยายามล้อบบี้สภายุโรป เพื่อชี้ให้เห็นอุปสรรคในเชิงปฏิบัติจริง พร้อมชี้ว่า การเสนอให้ผู้ผลิต ต้องเป็นผู้รับผิดชอบฯ นั้น ปรากฏขึ้นมาในข้อเสนอโดยไม่มีการปรึกษาผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน พร้อมคาดว่า สภายุโรปคงจะไม่มีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวจนกว่าจะผ่านพ้นการเลือกตั้งใหม่ในเดือนมิถุนายน 52
 
Electrolux แนะ จับตาเตรียมพร้อมระเบียบอียู แล้วจะได้เปรียบในตลาดโลก

บริษัท Electrolux มีการลงทุน ตั้งโรงงานผลิตเครื่องซักผ้าในไทย และเป็นผู้นำเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์จากผู้ผลิตในไทยด้วยเช่น กัน นาย Sundberg ได้ให้คำแนะนำต่อผู้ผลิตไทยว่า ถ้าต้องการเป็นผู้นำในตลาดโลก จำเป็นต้องปรับตัวทันระเบียบอียูได้ทันท่วงที ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการรักษาตลาดส่งออกยุโรป (เพราะหากปรับตัวไม่ทัน บริษัทในยุโรปก็จะเปลี่ยนไปหา suppliers แทน) แต่จะได้ตลาดอื่นๆของโลกด้วย

นาย Sundber มองว่า ปัจจุบัน มาตรฐานของอียูเปรียบเสมือน “ตัวจุดประกาย” ให้แก่ประเทศอื่นทั่วโลก กล่าวคือ ตลาดอื่นๆก็มีแนวโน้มหันมาปรับใช้ระเบียบและมาตรฐานอียู เช่น จีนนั้น "รับ" ระเบียบ RoHS ของอียู เข้ามาใช้เลยทีเดียว กล่าวคือ หากผู้ผลิตใดไม่ปรับตัวตามระเบียบอียู ก็จะเสียตลาดส่งออกไปเรื่อยๆนั่นเอง

ดังนั้น หากผู้ผลิตไทยมีเวลาและทรัพยากรเพียงพอ ก็ควรคอยจับตา เพื่อเตรียมตัวอย่าง proactive เช่น ติดต่อหารือกับบริษัทแม่ถึงแนวทางในการปรับตัวตามระเบียบให้ได้ทันท่วงที ก็จะได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก

Electrolux ยังได้ให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมกับผู้ผลิตไทยว่า นอกจากเรื่องระเบียบอียูแล้ว เรื่อง Corporate social responsibility (CSR) ก็เป็นประเด็นที่บริษัทใหญ่ๆในยุโรปให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยความท้าทายของบริษัทแม่อยู่ที่การตรวจสอบตลอดทั้ง supply chain และยกตัวอย่างว่า ในปี 2007 Electrolux ได้ตรวจสอบพบกรณีการใช้แรงงานเด็กในโรงงานของ supplier ในจีน 4 แห่ง และทั้งสองฝ่ายร่วมกันหาทางแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวจนสำเร็จ

นอกจากนี้ ทาง Electrolux ยังชี้อีกว่า ผู้ผลิตไทยไม่จำเป็นต้องคอยแต่รับมือกับระเบียบใหม่ๆของอียู แต่สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อหาทางล้อบบี้ผู้มีส่วนในการตัดสินใจออกระเบียบต่างๆ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ ผ่านช่องท่างต่างๆ เช่น การสร้างพันธมิตรกับบริษัทหรือองค์กร ในยุโรปที่มีผลประโยชน์ร่วมกับไทย และล้อบบี้ผ่านทางนั้น โดยนาย Sundberg ยกตัวอย่างของกรณีที่ประเทศที่สามประสบความสำเร็จในการเข้ามามีอิทธิพลในกระบวนการตัดสินใจของอียูว่า การที่สารตะกั่ว (lead) เป็นหนึ่งในสารต้องห้ามของระเบียบ RoHS นั้น เป็นผลจากการล็อบบี้ของกลุ่มผู้ผลิตญี่ปุ่น ผ่าน Japan Business Council in Europe เนื่องจากในขณะนั้น ญี่ปุ่นสามารถผลิตสินค้าปลอดสารตะกั่วได้แล้ว จึงผลักดันให้อียูแบนสารตะกั่วด้วย

เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้ว ก็นึกถึง ‘เครือข่ายสมัครใจ Thai RoHS’ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมของผู้ผลิตไทยที่รวมตัวกันเพื่อรับมือกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอียู พร้อมเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าไทยอย่างสร้างสรรค์และ proactive นั้นเอง