ไทยมีโครงสร้างสัดส่วนการค้าที่สูงเมื่อเทียบเคียงกับผลผลิตมวลรวมของ
ประเทศ (GDP) ด้วยเหตุนี้ การค้าจึงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญอย่างมากต่อเวทีการค้าโลกในระดับพหุภาคีและมี
บทบาทอันสำคัญในการเจรจากำหนดกรอบ ระเบียบ และทิศทางการพัฒนาการค้าภายใต้
WTO โดยเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก
มีบทบาทสำคัญในฐานะประธานคณะกรรมการการค้าและการพัฒนา สมัยพิเศษ
(Committee on Trade and Development Special Session: CTD SS)
ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อการเจรจาภายใต้อาณัติของปฏิญญารัฐมนตรีในการประชุม ณ
กรุงโดฮา เมื่อปี 2001 หรือที่เรียกว่า Single Undertaking ซึ่งหมายถึง
การเจรจารอบโดฮาจะไม่บรรลุความตกลงกัน จนกว่าจะการเจรจาในทั้ง 7
หัวข้อต่อไปนี้ จะตกลงกันได้

 
        –  การเปิดตลาดสินค้าเกษตร
        –  การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม (Non-Agriculture Market Access: NAMA)
        –  การเปิดเสรีการค้าบริการ
        –  สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
        –  การปรับปรุงกฎระเบียบ
        –  การค้าและสิ่งแวดล้อม
        –  การค้าและการพัฒนา    

การเจรจาการค้ารอบโดฮา ซึ่งเป็นการเจรจารอบที่ 8 ถือได้ว่าเป็นกาารเจรจาที่ยาวนานและดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มที่ยาวกว่ารอบอุรุกวัย
    

การเจรจาที่เป็นอุปสรรคในขณะนี้ ประกอบไปด้วย ปัญหาหลักๆ อยู่สองประการด้วยกัน ได้แก่

(1)    สินค้าเกษตร
Sensitive Product    –  จำนวนรายการที่จะกำหนดเป็น Sensitive Product
                              –  การกำหนดปริมาณโควต้าสินค้า Sensitive ใหม่
SSM                      –  การคุ้มครองเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาจากการทะลักของสินค้าที่นำเข้า
                               –  อัตราภาษีที่จะใช้กับการนำเข้าที่ทะลักเข้ามา

(2)    สินค้าอุตสาหกรรม
–    ประเด็นปัญหาสูตรการลดภาษีและความยืดหยุ่นที่ประเทศกำลังพัฒนาสามางถเลือกใช้ได้
–    การเจรจาลดภาษีในรายสาขา

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ        
วิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นขณะนี้มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าที่ถดถอยลง อัตราการว่างงานที่ขยายตัวมากขึ้น อันเนื่องมาจากการล้มละลายของภาคธุรกิจที่ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุปสงค์หดตัวอย่างรวดเร็วและปัญหาเงินฝืดที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้ เพื่อมิให้เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกไม่ให้ทรุดลงมากไปกว่านี้ ประเทศต่างๆ มีความพยายามที่จะอัดฉีดเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ นอกจากนี้ ในเวทีการค้าโลก ประเทศต่างๆ ยังจะต้องลดละจากการใช้มาตรการใดๆ ในลักษณะที่กีดกันทางการค้า (Protectionism) เพราะหากประเทศต่างๆ ริเริ่มมาตรการกีดกันก็ยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจซบเซาและเลวร้ายไปกว่านี้
       
สำหรับประเทศไทยนั้น ในปัจจุบันแม้ว่าจะไม่มีปัญหาวิกฤติการเงินดังเช่นสหรัฐฯ และยุโรป และมีสถานภาพที่แข็งแกร่งกว่าหลายประเทศอันเนื่องมาจากว่า ไทยมีเงินทุนต่างประเทศสำรองราวหนี่งแสนสามหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่วิกฤติปัจจุบันต่างจากวิกฤติการเงินในเอเชียเมื่อปี 1997 วิกฤติเมื่อครั้งที่แล้วมีผลให้ค่าเงินไทยลดลงอย่างมาก กล่าวคือ 1 เหรียญสหรัฐ เทียบเท่ากับ 49 – 52 บาท ในช่วงนั้น ซึ่งทำให้สินค้าไทยถูกลงอย่างมาก และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดี ในขณะที่สหรัฐ ยุโรป และทวีปอื่นๆ ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ สามารถที่จะซื้อสินค้านำเข้าจากไทยได้ดี ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจทั่วโลกต่างถดถอยและอุปสงค์หดตัว ทำให้การค้าถูกกระทบอย่างรุนแรง การส่งออกของไทยก็จะต้องถูกกระทบไปด้วย นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่า ค่าเงินไทย แข็งแกร่งกว่าเมื่อวิกฤติครั้งที่แล้วอย่างมาก เพราะขณะนี้ 1 เหรียญสหรัฐ เทียบเท่า 34 – 35 บาท การฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันโดยการส่งออกก็จะทำได้ยากขึ้น และหากหลายประเทศในเอเชีย จะใช้นโยบายแข่งกันลดค่าเงินตราก็อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์นัก เพราะตลาดประเทศพัฒนาแล้วจะไม่สามารถ absorb สินค้าจากเอเชียได้ดังเช่นเดิม การอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการค้าโลกจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน ดังเช่นในกรณีแถบเอเชียซึ่งมีเศรษฐกิจพึ่งพา           

การลงทุนจากญี่ปุ่นและมีสัดส่วนการค้าตลอดจนปัจจัยการผลิตที่เชื่อมโยงระหว่างกัน การสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจมีความมั่นคง รัฐบาลญี่ปุ่นย่อมต้องขยาย credit line และอัดฉีดเงินเข้าสู่เอเชียเพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจการค้าเอเชียให้สามารถอยู่รอดได้ นอกจากนี้ เนื่องจากการค้าและการเงินมีความสัมพันธ์กัน เมื่อการเงินติดขัดมีปัญหา สถาบันการเงินต่างๆ เช่น ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รวมทั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) จำเป็นต้องพิจารณาขยาย credit line แก่นักธุรกิจ เพื่อไม่ให้การค้าต้องประสบภาวะถดถอย และสามารถเดินหน้าต่อไปได้

 

โดย เอกอัครราชทูต
ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก                                                  
(นายธวัชชัย
โสภาเสถียรพงศ์)
นำเสนอต่อที่ประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552
ณ นครซูริค สมาพันธรัฐสวิส