สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป นำเสนอสถิติรายงานภาวะส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในสหภาพยุโรป อันประกอบด้วย 1) มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร ระหว่าง ไทย – EU 2) สินค้าเกษตรไทยนำเข้าในสหภาพยุโรปในปี 2007 (จำแนกตาม HS Code) 3) ภาวะการค้าสินค้าเกษตรและอาหารชนิดหลักที่สำคัญของไทย 4) ปัญหาและอุปสรรคการส่งออกสินค้าเกษตรไทยและข้อคิดเห็น และ 5) ปัญหาการกักกันสินค้าและอาหารนำเข้าจากประเทศไทยปี 2551

 

 

I. มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร ระหว่าง ไทย – EU 

มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรมายัง  EU (ล้านยูโร) 

2003 

% exp

2005

% exp

2007

% exp

Growth

Share of total EU imports

1,805

15.2

1,866

14.2

2,528

15.2

6.7%

2.7

% Exp : สัดส่วนส่งออกสินค้าสินค้าเกษตรเทียบมูลค่าส่งออกมายัง  EU ทั้งหมด

มูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรจาก  EU (ล้านยูโร) 

2003 

% exp

2005

% exp

2007

% exp

Growth

Share of total EU export

450

7.10

466

5.9

485

6.2

2.0%

6.2

มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรและอาหารส่งออกมายัง  EU ในปี 2550 มีมูลค่า 2,528 ล้านยูโร (113,760 ล้านบาท)  อัตราขยายตัวที่  6.7%  ทั้งนี้หากคิดจากสัดส่วนนำเข้าสินค้าเกษตรทั้งหมดของ EU ไทยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 2.7   รองจาก อุปกรณ์สำนักงานและอุปกรณ์สื่อสาร มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.5 เช่นเดียวกับเปรียบเทียบจากมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งหมดจากประเทศไทย สินค้าเกษตรมีสัดส่วนที่ร้อยละ 15.2 จากมูลค่าการส่งออก (รายละเอียดตามตารางแนบ 1)

 

II. สินค้าเกษตรไทยนำเข้าในสหภาพยุโรปในปี 2007 (จำแนกตาม HS Code)

HS

World

THAILAND 

ล้านยูโร

%

Share of total EU import

CH01-05

19,371

297

1.8

1.53

CH06-14

34,692

492

3.0

1.42

CH 15

5,671

35

0.2

0.62

CH16-24

30,500

1,382

8.0

4.35

CH01-05: ผลิตภัณฑ์จากสัตว์
CH06-14: ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้
CH15:  ผลิตภัณฑ์น้ำมันจากพืชและสัตว์
CH16-24:  ผลิตภัณฑ์ สินค้าอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูปและเครื่องดื่ม
*ข้อมูลจาก Eurostat

สรุปภาวะสินค้าเกษตรและอาหารส่งออกไทยไป  EU จำแนกตามกลุ่มต่าง ๆ (HS Code)
CH01-05: (สินค้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์) ที่สำคัญคือ ไก่ต้มสุก อาหารทะเลและผลิตภัณฑ์ มีมูลค่าการส่งออกในปี 2007:  297 ล้านยูโร (13,300 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.8 จากปริมาณการส่งออกสินค้าไทยมายัง EU หากคิดจาก EU นำเข้าทั้งหมด ไทยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 1.53

CH06-14: (สินค้าผักและผลไม้) ผักและผลไม้ส่งออกจากไทยมีมูลค่าการส่งออกในปี 2007: 492 ล้านยูโร (22,000 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.0 จากปริมาณการส่งออกสินค้ามายัง EU หากคิดจาก EU นำเข้าทั้งหมด ไทยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 1.42

CH15: (ผลิตภัณฑ์น้ำมันจากพืชและสัตว์) มีมูลค่าส่งออกปี 2007:  35 ล้านยูโร (1,600 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.2 จากปริมาณการส่งออกสินค้ามายัง EU หากคิดจาก EU นำเข้าทั้งหมดของ EU ไทยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 0.62

CH16-24: (ผลิตภัณฑ์ สินค้าอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูปและเครื่องดื่ม) ในหมวดนี้เป็นหมวดการส่งออกสำคัญที่สุดมายัง EU ในปัจจุบัน มีมูลค่าการส่งออก 1,382 ล้านยูโร (63,000 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8 จากปริมาณการส่งออกสินค้าไทยมายัง EU หากคิดจาก EU การนำเข้าทั้งหมด ไทยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 4.35

 

III. ภาวะการค้าสินค้าเกษตรและอาหารชนิดหลักที่สำคัญของไทย 

1.   อาหารทะเล ในปี 2007 ไทยส่งออกไปยัง EU มีมูลค่าทางการค้า 294,356,580 ยูโร อุปสรรคในอนาคต คาดว่าจะเป็นกฎระเบียบ IUU ต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2010 เป็นต้นไป สินค้าประมงที่ส่งไปจำหน่ายยัง EU จะต้องมีใบ catch certificate แนบไปกับตัวสินค้า อาจนำมาซึ่ง Trade Barrier ได้ในอนาคต

2.   ผักและผลไม้ ในปี 2007 ไทยส่งออกผักไปยัง EU มีมูลค่าทางการค้า 204,007,590 ยูโร และส่งออกผลไม้ มีมูลค่าทางการค้า 34,558,750 ยูโร ปัจจุบันสินค้าผักมีปัญหาการตรวจพบยาฆ่าแมลงตกค้าง ซึ่งอุปสรรคในอนาคตคาดว่า กฎระเบียบใหม่ที่จะแทน Council Directive 91/414/EEC ซึ่งจะใช้ควบคู่ไปกับ Regulation (EC) No 396/2005 นั้น มีการตัดลดรายชื่อสารยาฆ่าแมลงที่อนุญาตให้ใช้กว่า 640 ราย รวมทั้งปรับลดค่า MRL ของสารหลายตัวอยู่ที่ detection limit 0,01 mg/kg

3.   ไก่ต้มสุกและผลิตภัณฑ์ ในปี 2007 ไทยส่งออกไปยัง EU มีมูลค่าทางการค้า 376,656,850 ยูโร โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างไรก็ดี มีข้อจำกัดด้านโควตา หากส่งออกนอกโควตาต้องเสียภาษีในอัตราสูง

4.   กุ้ง ในปี 2007 ไทยส่งออกไปยัง EU มีมูลค่าทางการค้า 82,580,230 ยูโร ปัจจุบันราคากุ้งไทยในตลาด EU ยังสู้ประเทศคู่แข่งไม่ได้ดีนัก (เอควาดอร์ อินเดีย อาร์เจนตินา และบังคลาเทศ) ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 8 

5.   สินค้าอาหารแปรรูปและสำเร็จรูป ในปี 2007 ไทยส่งออกไปยัง EU มีมูลค่าทางการค้า 802,977,690 ยูโร (สำหรับสินค้าอาหารแปรรูปจากพืช) และ  280,626,350 ยูโร (สำหรับสินค้าอาหารแปรรูปจากสัตว์) ปัจจุบันไทยยังไม่ค่อยประสบปัญหาจากกฎระเบียบใหม่ในสินค้าประเภทนี้โดยตรง

 

IVปัญหาและอุปสรรคการส่งออกสินค้าเกษตรไทยและข้อคิดเห็น 

1.  ปัญหาด้านกฎระเบียบและมาตรการด้านสุขอนามัย 

· กฎระเบียบด้าน  SPS มีความซับซ้อนและเพิ่มการควบคุมมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น (กฎระเบียบบางอย่างของ EU พิจารณาแล้วอาจเกินความจำเป็นและเป็นการสร้างภาระและนำไปสู่ข้อกีดกันทางการค้า)

· กฎระเบียบอื่น ๆ ปัจจุบัน EU ได้แก้ไขและออกระเบียบใหม่จำนวนมาก, โดยเฉพาะกฎระเบียบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม กฎระเบียบอาหารอินทรีย์ และ IUU Fishing กฎระเบียบเหล่านี้ ได้เพิ่มข้อจำกัดในด้านการผลิตทั้งในส่วนของระดับฟาร์ม จนถึงระดับผู้บริโภค

· ข้อสังเกต หากมองในทางบวก สินค้าไทยที่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐาน EU จะทำให้มีช่องทางตลาดที่เพิ่มขึ้นและสามารถรักษาสัดส่วนการส่งออกได้เป็นอย่างดี

2.  มาตรฐานภาคเอกชน  BRC ,Global Gap

· มาตรฐานเหล่านี้เป็นมาตรฐานที่กำหนดเพิ่มเติมจากมาตรฐานกลาง EU ซึ่งมีการปรับใช้เฉพาะสมาชิกค้าส่งและค้าปลีกของมาตรฐานนั้น ๆ เท่านั้น ไม่ได้บังคับจากรัฐบาลแต่อย่างใด

· ความจำเป็นในการจัดทำมาตรฐานภาคเอกชน ควรแบ่งเป็น 2 ส่วนเนื่องจากมาตรฐานเหล่านี้ใช้เฉพาะกับสินค้าที่ต้องการวางจำหน่ายในร้านค้าปลีก ที่มีสาขา (Chain store) แต่ไม่ได้บังคับใช้ในร้านค้าขนาดเล็ก โดยเฉพาะ Asia store ที่กระจายทั้ง  EU

– ส่วนที่  1  สินค้าที่ส่งออกมายัง Asia Store หรือร้านค้าขนาดเล็ก ที่ขายสินค้าเกษตรและจากไทย ควรจัดทำตามมาตรฐานของประเทศไทย GAP, GMD และ  HACCP เนื่องจากมีต้นทุนของเกษตรกรที่ถูกกว่า

– ส่วนที่ 2    สินค้าที่ส่งออกมายัง  Chain store ควรผลิตมาจากกลุ่มเกษตรกรที่ร่วมตัวกันและได้รับการรับรองมาตรฐานภาคเอกชน EU เพิ่มเติมจากมาตรฐานประเทศไทย เช่น BRC และ  Global Gap เกษตรกรที่สามารถทำได้ พบว่าจะได้ราคารับซื้อที่ดีกว่า  แต่ในทางกลับกัน ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการขอรับรองมาตรฐานเอกชนเหล่านั้น

ข้อสังเกต  นโยบายการเกษตรทางไทยควรมีความชัดเจนที่จะยกระดับมาตรฐานของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับมาตรฐาน EU และขยายให้เกิดการยอมรับกับมาตรฐานเอกชน ทั้งนี้ ส่วนสำคัญที่สุด คือ มาตรฐานเหล่านี้ ไม่ควรเป็นภาระแก่เกษตรกร และหรือเป็นข้อจำกัด ในการพัฒนาเกษตรกร ที่มีองค์ความรู้จำกัด

 

V.ปัญหาการกักกันสินค้าและอาหารนำเข้าจากประเทศไทยปี 2551 

ในปี 2551 ที่ผ่านมาสินค้าไทยถูกตรวจสอบกักกันใน  EU จำนวน 102 รายการ คิดเป็นร้อยละ 3.53 ของสินค้าที่  EU ตรวจพบว่ามีปัญหา โดยแบ่งเป็นสินค้าพืช 53 รายการ ประมง 12 รายการ ปศุสัตว์ 10 รายการและอาหารแปรรูป 27 รายการ (รายละเอียดตามตารางที่แนบ)

ปัญหาของสินค้าพืช : ได้แก่การถูกตรวจพบสารเคมีตกค้างและเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะจุลินทรีย์ในผักและผลไม้ไทย มีอัตราถูกตรวจพบสูงถึงร้อยละ 12 ของที่ EU ตรวจพบทั้งหมด จึงเป็นเรื่องที่ต้องรีบแก้ไข สำหรับสารเคมีตกค้างยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ในถั่วฝักยาว โหรพา กระเพรา พริก และมะเขือ ซึ่งต้องรีบแก้ไข

ในปี 2552 นี้  EU ร่างระเบียบเพื่อกักกันถั่วฝักยาว โหรพา กระเพรา ในอัตราร้อยละ 50  โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ภายในสิ้นปี  ซึ่งจากการเข้าพบและขอดูสถิติพบว่า สินค้าดังกล่าวมีปัญหามาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2005 แต่ EU ยังไม่พอใจผลการดำเนินการของไทย เพราะยังมีการพบปัญหาอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาสินค้าจากสัตว์ (ปศุสัตว์และประมง) : สินค้าประมงและปศุสัตว์ได้รับการควบคุมตามระเบียบ EU  เนื่องจากการนำเข้าสินค้าจากสัตว์  EU มีการควบคุมให้มีการรับรองและขึ้นทะเบียนโรงงานในประเทศไทย ที่ผ่านมาตรฐานและสามารถส่งออกไป EU ได้ (ไม่มีการบังคับในผัก) ปัญหาที่พบสำคัญในปีนี้คือ ปัญหา Salmonella ในอาหารอาหารสัตว์เลี้ยงและปัญหาสารตกค้างในสินค้าประมง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.8 และ 3.1 ตามลำดับ

ปัญหาของอาหารแปรรูป: อาหารแปรรูปมีมูลค่าส่งออกสูงสุด ในสินค้าส่งออกมายังสหภาพยุโรป ปัญหาสำคัญที่พบได้แก่ ปัญหาการใช้สารปรุงแต่งผิดระเบียบ และปัญหาเรื่องบรรจุภัณฑ์ หากคิดเป็นสัดส่วน ปัญหามีเพียงร้อยละ 1.8

ข้อคิดเห็น
ปัญหาสินค้าไทยถูกกักกันยังคงเป็นปัญหาที่มีความสำคัญโดยเฉพาะไทยจำเป็นต้องมีการควบคุมการผลิตและการตรวจสอบก่อนการส่งออกที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมุมมอง และความเข้าใจของผู้ประกอบการและภาครัฐว่า “ความปลอดภัยอาหาร” เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมได้ (Non-Negotiable) เพราะมีผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนโดยตรง

 

ดังนั้น การสร้างความเข้าใจของผู้ประกอบการไทย ที่จะควบคุมการผลิตของตนให้ปลอดภัย และเข้าใจความจำเป็นถึงการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการก่อนการส่งออกเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น

ในมุมมองสำนักงานฯ และผลจากการหารือภาคเอกชน ผู้นำเข้าในยุโรปพบว่า การเรียกร้องว่าการตรวจสอบในประเทศเป็นภาระต่อผู่ส่งออกนั้นไม่สามารถเทียบได้กับผลเสียหายเมื่อสินค้าถึงด่าน  EU แล้วถูกตรวจสอบกักกันเพราะค่าใช้จ่ายในการตรวจห้องปฏิบัติการที่สูงกว่าใน EU พร้อมด้วยการเรียกเก็บค่าปรับในกรณีที่สินค้ามีปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงประเทศที่เสียหายและเป็นข่าว มีผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และการขยายตลาด

เพื่อให้นโยบายหลักของรัฐบาลในการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรบรรลุวัตถุประสงค์และเกิดการขยายต่อไปตามเป้า จึงมีความจำเป็นที่ต้องเร่งให้ความสำคัญในการปรับตัวภาคผลิตให้มีมาตรฐานและให้ความสำคัญกับการกักกันตรวจสอบด่านส่งออกให้เข้มข้น เพื่อลดปัญหาเมื่อสินค้าส่งปลายทาง


ดาวน์โหลดข้อมูลสถิติการค้าสินค้าเกษตรไทยในตลาดยุโรปประกอบรายงานฯเพิ่มเติม

1) สถิติการค้าสินค้าเกษตรของไทยในตลาดยุโรป ระหว่างปี 2005-2007 (โดย Eurostat)

2) สถิติการส่งออกสินค้าเกษตรทุกประเภทของไทยไปยังสหภาพยุโรป EU-27 ปี 2007 (โดย สนง. เกษตรฯ)

3) สถิติการตรวจพบและการกักกันสินค้าเกษตรและอาหารนำเข้าจากประเทศไทย ประจำปี 2551

4) Chart Flow แสดงแนวทางการแก้ปัญหาและขยายการค้าส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยมายัง  EU