ฝ่ายเลขานุการขององค์การการค้าโลกได้จัดทำรายงานนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป ซึ่งใช้เป็นเอกสารประกอบการประชุม Trade Policy Review Body ในวันที่ 6 และ 8 เมษายน 2552 สรุปว่า ในปี 2006 และ 2007 ที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปยังค่อนข้างดี แต่ยังต้องการการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน ยิ่งเมื่อประสบวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตการเงิน ตั้งแต่ปี 2008 สหภาพฯสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและมีความมั่นคง แต่ต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม รวมทั้งควรจะมีการเปิดเสรีการค้าภาคบริการมากขึ้นในระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันและกับประเทศที่สาม และในส่วนนโยบายเกษตร สหภาพฯควรจะลดอัตราภาษีและแรงจูงใจสำหรับสินค้าส่งออก การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมการจัดสรรทรัพยากรและระบบกลไกตลาดภายในสหภาพฯ สาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้ 

ภาวะเศรษฐกิจและตัวชี้วัด
อัตราการเจริญเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวม (Real GDP) ของสหภาพฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 3% ระหว่างปี 2006-07 แต่ลดลง 1% ในปี 2008 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิกฤติเศรษฐกิจโลก และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มต้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2008 และเนื่องจากรัฐบาลประเทศสมาชิกหลายประเทศมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่มีค่าใช้จ่ายการปฎิรูประบบเบี้ยบำนาญที่ลดลง จึงทำให้สหภาพฯมีเงินงบประมาณขาดดุลต่อ GDP ลดลงจาก 1.4% ในปี 2006 เป็น 0.9% ในปี 2007 ซึ่งนับว่าเป็น best fiscal performance ในรอบหลายปี ส่วนในปี 2008 คาดว่ามีการขาดดุลต่อ GDP ที่ 2% ทั้งนี้สหภาพฯยังคงต้องพยายามต่อไปที่จะทำให้ระดับงบประมาณมีความมั่นคง (long-term fiscal sustainability) เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2009 มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 16 ประเทศที่ใช้เงินยูโร โดยโรมาเนียจะใช้เงินยูโรในปี 2014 ในขณะที่เดนมาร์กและสหราชอาณาจักรจะยังคงใช้สกุลเงินของตนเอง ส่วนบัลแกเรีย เช็ก เอสโทเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ สวีเดน ยังไม่มีกำหนดจะใช้เงินยูโร อัตราเงินเฟ้อของสหภาพฯ เพิ่มขึ้นจาก 2.3% ในปี 2006 และ 2.4% ในปี 2007 เป็น 3.7% ในปี 2008 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ใช้เงินยูโรเพิ่มขึ้นจาก 2% ในปี 2004 และในปี 2005 เป็นประมาณ 4% ในเดือนกรกฏาคมปี 2008   ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยก็กลับมาอยู่ที่ 2%ในช่วงต้นปีของปี 2009

ภาคบริการมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปซึ่งมีสัดส่วนถึง 70% ของ GVA (Gross Value Added) และการจ้างงาน   ในขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตมีสัดส่วนหนึ่งในสี่ของ GVA แต่ในปีที่ผ่านๆมามีการลดลงเนื่องจากมีการเปลี่ยนแหล่งการผลิตสินค้า ดังนั้นสหภาพยุโรปจึงใช้นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ตั้งแต่ปี 2005 เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ส่วนสัดส่วนของภาคเกษตรกรรม รวมทั้งปศุสัตว์ การล่าสัตว์ การป่าไม้ และ การประมงใน GVA นั้นยังอยู่ในระดับที่ต่ำ (ประมาณ2%) แต่ยังคงเป็นภาคที่มีความสำคัญต่อประเทศสมาชิกใหม่ เช่น บัลแกเรีย และ โรมาเนีย

สหภาพฯมีส่วนแบ่งการค้าโลกอยู่ที่ประมาณ 17% แต่งบดุลการค้า (trade account) ยังคงขาดดุลที่ 141.8 พันล้านยูโรในปี 2006 และ 153.4 พันล้านยูโรในปี 2007     สหภาพฯขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเท่ากับ 0.8% เมื่อคิดเป็นสัดส่วนของ GVA ในปี 2006  เท่ากับ  0.7% ในปี 2007  และคาดว่าจะขาดดุล 1% ในปี2008      สหภาพฯยังคงเป็นผู้ค้าบริการที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังเป็นทั้ง recipient และ supplier การลงทุนข้ามชาติรายใหญ่ที่สุด มีส่วนแบ่งอยู่ที่ประมาณ 40% ของ inward stock และ 50% ของ global outward stock นอกจากนั้น สหภาพฯ ยังเป็น net investor ของโลก

Institutional Framework (โครงสร้างสถาบัน)
ในปี 2007 สหภาพฯ ได้เปลี่ยนแปลงกรอบการทำงานของสถาบัน (institutional framework) มีการลงนามสนธิสัญญาลิสบอน (Treaty of Lisbon) โดยผู้นำประเทศสมาชิกเมื่อธันวาคม ปี 2007 แต่การให้สัตยาบันคงไม่ครบทุกประเทศ สำหรับบัลแกเรียและโรมาเนียได้เข้าเป็นประเทศสมาชิกในปี 2007 ในขณะที่การเจรจาการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของโครเอเชียและตุรกียังคงดำเนินต่อไป

นโยบายการค้าภายใต้สนธิสัญญานีซ (Treaty of Nice) ปี 2001 มีวัตถุประสงค์ที่จะกำจัดอุปสรรคทางการค้าและลดกำแพงภาษี โดยในระดับพหุภาคีนั้น สหภาพฯ เห็นว่า Doha Development Agenda (DDA) สามารถช่วยป้องกันการใช้ระบบ trade protectionism ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ และในกระบวนการระงับข้อพิพาททางการค้าของ WTO ในช่วงระยะเวลาการพิจารณานโยบายการค้าของสหภาพฯ สหภาพฯเป็นผู้ฟ้อง 6 คดี เป็น ผู้ถูกฟ้อง 4 คดี และ เป็น third party ในอีก 13 คดี นอกจากนี้ สหภาพฯ ยังเป็นหนึ่งในผู้ให้การสนับสนุนหลักของให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค (technical assistance) ที่เกี่ยวกับการค้า

สหภาพฯ ได้ทำ Preferential Trade Agreements (PTAs) กับหลายๆประเทศ เพื่อสานต่อให้เป็น FTA สำหรับสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าเกษตร (non-agricultural goods) และสินค้าเกษตรบางรายการ รวมทั้งภาคบริการ ซึ่งสหภาพฯสนใจการทำเขตการค้าเสรีในระดับภูมิภาค (regional groupings)  ได้แก่ Andean Community, ASEAN, Central America, the Gulf States, MERCOSUR, ประเทศแถบ Mediterranean, Economic Partnership Agreements (EPAs) กับภูมิภาคแอฟริกา  แคริบเบียน และ แปซิฟิก (African, Caribbean and Pacific: ACP)การเจรจาเรื่อง EPA กับ ภูมิภาคแคริบเบียนได้ข้อสรุปแล้ว ส่วนความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศอื่นๆที่อยู่ในภูมิภาค ACP นั้นเป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้น (interim agreements) นอกจากนี้ สหภาพฯ ยังได้เริ่มการเจรจา PTA กับประเทศอินเดีย สาธารณรัฐเกาหลี และ ประเทศยูเครน

สหภาพฯ ให้การปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN treatment) แก่ประเทศที่เป็นสมาชิกของ WTO และให้ความช่วยเหลือ (unilateral preference) ผ่านระบบสิทธิประโยชน์ทางการค้า (Generalized System of Preferences – GSP) ซึ่งมี 3 ประเภท คือ
– ประเทศได้รับประโยชน์จากสิทธิพิเศษเป็นการทั่วไป (General Arrangement)
– การให้สิทธิเพิ่มเติมภายใต้มาตรการจูงใจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและธรรมาภิบาล (Special Incentive Arrangement for Sustainable Development and Good Governance: GSP+)
– ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) จะได้รับประโยชน์ในการเข้าตลาด สหภาพฯ โดยไมเก็บภาษีและไมจํากัดโควต้าการนําเข้าข้าวและน้ำตาล ซึ่งในปี 2009 จะมีการเปิดตลาดปลอดภาษี และปลอดโควต้า (tariff-free and quota free) ภายใต้ สิทธิพิเศษปลอดภาษีและปลอดโควต้าสินค้านำเข้าทุกชนิด ยกเว้นอาวุธยุทโธปกรณ์ (Everything But Arms: EBA)

สหภาพฯได้ทำข้อตกลงที่เป็น preferential agreements และให้ GSP กับประเทศต่างๆหลายประเทศ แต่ยังมีประเทศคู่ค้ากับสหภาพฯ อีก 9 ประเทศ ที่สหภาพฯ ยังกำหนดอัตราภาษีนำเข้าตาม MFN tariff ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ไต้หวัน จีน  ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และ สหรัฐฯ  โดยที่ประเทศเหล่านี้มีส่วนแบ่งตลาดสินค้านำเข้าของ สหภาพฯ อยู่ที่ 27.5% ในปี 2007 เทียบกับ 30% ในปี 2005

มาตรการด้านนโยบายทางการค้า (Trade Policy Instruments)
มาตรการการค้าของสหภาพฯยังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก  มีการจัดระบบในเรื่องพิธีการศุลกากร ภาษีภายในประเทศ มาตรการการจูงใจ และ มาตรการกีดกันการค้า ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมา ระบบโครงสร้างของภาษี MFN ของสหภาพฯยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนอยู่เช่นเดิม ซึ่งภาษี MFN แบ่งเป็น 2  ประเภท ได้แก่ ภาษี ad valorem และ ภาษี non-ad valorem อัตราภาษี non-ad valorem อยู่ที่ระดับ 10.1% ซึ่งประกอบไปด้วย specific (6.5%) compound (2.9%) และ mixed หรือ variable per entry price range (0.8%) ภาษี non-ad valorem ส่วนใหญ่แล้วใช้กับสินค้าเกษตร นอกจากนี้สินค้าเกษตรหลายชนิดก็อยู่ภายใต้ tariff quota ด้วย  อัตราเฉลี่ยของภาษี MFN ลดลงเล็กน้อยเหลือ 6.7% จาก 6.9% ในปี 2006

อัตราภาษีของสินค้าเกษตรตามจริงสูงกว่าที่ประมาณโดยวิธี ad valorem equivalent อีกประการหนึ่ง สหภาพฯ ได้มีข้อตกลง preferential trade agreement และให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ประเทศต่างๆ  และสหภาพฯมีระบบโครงสร้างภาษีที่ยุ่งยากซับซ้อน  มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (value-added tax) และ ภาษีอากร (excise tax) กับสินค้านำเข้าและสินค้าที่ผลิตในประเทศในอัตราที่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลแต่ละประเทศสมาชิก เป็นผู้กำหนดอัตราดังกล่าวภาษีจึงยังไม่มีความเป็นเอกภาพ

มาตราการการนำเข้าและการตรวจสินค้าเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบหลายฉบับ เช่น ความมั่นคง สุขอนามัย  สิ่งแวดล้อม และข้อตกลงระหว่างประเทศ สหภาพฯกำหนดให้สินค้าบางรายการมีการจำกัดปริมาณการนำเข้า (quota) tariff quota มาตรการปกป้อง (safeguard) และมาตรการติดตามเฝ้าระวัง (import monitoring and surveillance) สินค้าที่ถูกกำหนดโดยมาตรการดังกล่าวต้องมีใบอนุญาตการนำเข้า  อนึ่ง สหภาพฯ จำกัดการนำเข้าสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าเกษตร รวมทั้งสิ่งทอ  อย่างไรก็ตาม สหภาพฯ ลดการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า  นับตั้งแต่ปี 2005 นอกจากนี้ ยังมีการพยายามปรับกฎหมายต่างๆของประเทศสมาชิกให้เป็นแนวทางเดียวกัน (Harmonization of Technical Requirements) 

สหภาพฯไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาตรการการส่งออก สหภาพฯยังคงกฎระเบียบการส่งออกสินค้าด้านวัฒนธรรม และสินค้าการเกษตร และการใช้สินค้าเทคโนโลยีอันอาจเป็นอาวุธได้ (Dual-Use) นอกจากนี้  สหภาพฯยังคงให้การสนับสนุนด้านการเงินกับสินค้าทางการเกษตรตามที่แจ้งไว้ต่อ WTO มี 4 ประเภท ดังนี้
(1) Structural Actions
(2) Common Agriculture Policy: CAP
(3) แผนการด้านการอุตสาหกรรม
(4) แผนการด้านอื่นๆ เช่น ความช่วยเหลือธุรกิจ SMEs การร่วมลงทุน การประมง

สหภาพฯ ยังคงหลักแกณฑ์ของกฎหมายเกี่ยวกับ Public Procurement นับแต่ปี 2004 ไว้เพราะเห็นว่าไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถปรับใช้ได้ดีในยุคปัจจุบัน  เช่นเดียวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่ยังคงหลักเกณฑ์เดิมโดยไม่มีการเปลียนแปลงมากนัก โดยต้องการกำจัดการตกลงราคาขาย(cartel) และการบิดเบือนเพื่อเป็นผู้นำการขายในตลาด(abuses of dominant position) แต่สำหรับกฎหมายการคุ้มครองทรัพสินทางปัญญานั้น ได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบใหม่สำหรับการจดทะเบียนสิทธิบัตร เพื่อลดความซับซ้อนในขั้นตอน  นอกจากนี้ มีการแก้ไขข้อกำหนดและจัดหมวดหมู่หัวข้อในเรื่องเครื่องหมายการค้า plant varieties  ลิขสิทธิ์ และ geographical indication สำหรับ ไวน์และspirits

นโยบายการค้าในอุตสาหกรรมรายสาขา (Sectoral Policies)
ภาคบริการมีความสำคัญมากต่อตลาดภายในสหภาพฯ โดยในปี 2009 สหภาพฯจะกำจัดอุปสรรคต่างๆที่เกิดจากกฎข้อบังคับและการบริหารออกไป ตั้งแต่การประเมินนโยบายการค้าระหว่างประเทศของปี 2007 สหภาพฯได้ออกกฎหมายเรื่อง Telecoms reform package 2007 และ postal directive เพื่อทำให้ postal services เป็นไปตามนโยบายการตลาดภายใน (internal market) ภายในปี2010-12 นอกจากนี้ ยังมีนโยบายด้านการบริการการเงินสำหรับ ปี 2006 -10 และ การขนส่งสำหรับปี 2002 -10 และการบริการด้านอื่นๆ

สหภาพฯได้ปฏิรูปนโยบายเกษตร(Common Agricultural Policy : CAP) เมื่อปี 2003 การอุดหนุนผู้ผลิต (total producer support) เพิ่มขึ้นจาก 1% ในปี2003 เป็น 33% ในปี 2007 และในปี 2006 งบประมาณ CAP เท่ากับ 46% ของงบประมาณค่าใช้จ่ายของสหภาพฯ แต่สหภาพฯต้องการให้เป็นไปตามกลไกตลาดและเกิดการแข่งขันการค้าสำหรับน้ำตาล ผักผลไม้ และไวน์

สหภาพฯให้ความช่วยเหลือ (state aid) อย่างมากแก่ภาคอุตสาหกรรมของสหภาพฯ เนื่องจากความสามารถในการผลิตลดลงจึงมีการนำนโยบายอุตสาหกรรมใหม่มาใช้ตั้งแต่ ปี 2005 ซึ่งรัฐบาลของแต่ละประเทศสมาชิกได้ร่วมมือกันส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม มีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 6.7% ภาคอุตสาหกรรมของสหภาพฯยังต้องการการอุดหนุนเพื่อการส่งออก เพราะมีมาตรการปกป้องวัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตรที่สามารถผลิตได้ในสหภาพฯ

สหภาพฯ เป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นผู้บริโภคพลังงานอันดับสองของโลก  เนื่องจาก สหภาพฯ ต้องเผชิญกับปัญหาด้านพลังงาน  สหภาพฯ จึงมีการนำแผนปฏิบัติการ (action plan) ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (energy efficiency) เพื่อลดการใช้พลังงานลง 20% ภายในปี 2020 โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและใช้เทคโนโลยีที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ มีแผนการที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน (renewable energy) และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas emissions) อีก 20% ภายในปี 2020  ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานที่ผ่านมา คือ การนำข้อเสนอของสภานิติบัญญัติ(legislative proposals)แผนที่ 3 ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาข้อบกพร่องของโครงสร้างตลาดพลังงานโดยเฉพาะเรื่องการผูกขาดทางการค้า (lack of competition) ในส่วนของพลังงานไฟฟ้า สหภาพฯ ไม่มีการเก็บภาษีการนำเข้า

นโยบายการค้าและประเทศคู่ค้า
การสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี (multilateral trading system) เป็นนโยบายการค้าหลักของสหภาพฯ นอกจากนี้ สหภาพฯ ยังผลักดันการเจรจาโดฮา (Doha Development Agenda : DDA) โดยการทำข้อเสนอการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในหลายประเด็นที่ยังเป็นปัญหา และสนับสนุน  DDA Global Trust Fund และร่วมเป็นเจ้าภาพ WTO Public Forum 2007 อีกด้วย สหภาพฯ คาดว่า PTAs ที่ทำกับหลายประเทศๆ มีผลดีต่อการค้าและเป็นการเปิดตลาดใหม่บนหลักเกณฑ์ MFN

เนื่องจากสหภาพฯเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นและเป็นผู้นำเข้าสินค้าอันดับสองของโลก สหภาพฯ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว สำหรับกลไกตลาดภายในกลุ่มประเทศสมาชิกและมาตรการสินค้าเกษตรที่ปรับลดอัตราภาษี จะช่วยการจัดสรรรทรัพยากร (resource allocation) ของสหภาพฯ