เมื่อวันที่ 21-24 เมษายน 2552 สภายุโรปได้พิจารณาร่างระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะมีผลต่อผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในอียูที่สำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการป้องกันการค้าไม้ที่ผิดกฎหมาย การจัดทำระบบติดฉลากยางรถยนต์ และการขยายระเบียบ Eco-design ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่มีผลในการประหยัดพลังงาน (Energy-related Products) ซึ่งน่าติดตามรายละเอียดและคำนึงถึงกรอบเวลาการบังคับใช้ในระยะต่อไป ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกสินค้าไทยมายังอียู ดังนี้

1.      เมื่อ 22 เม.ย. 52 พิจารณาร่างข้อบังคับของคณะกรรมาธิการยุโรปเรื่องการป้องกันการค้าไม้ที่ผิดกฎหมาย โดยเพิ่มความเข้มงวดจากร่างเดิมของคณะกรรมาธิการยุโรป ดังนี้

 

–          กำหนดให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่การจำหน่ายรับประกันว่าไม้หรือผลิตภัณฑ์จากไม้มาจาก

แหล่งที่ถูกกฎหมาย (ร่างเดิมของคณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้ผู้ประกอบการที่วางจำหน่ายไม้ในประชาคมยุโรปเป็นครั้งแรกต้องพิสูจน์ว่าไม้หรือผลิตภัณฑ์จากไม้มิได้มาจากแหล่งที่ผิดกฎหมาย) โดยมีข้อกำหนดเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับให้ผู้ประกอบการให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับไม้ อาทิ แหล่งที่มา ประเทศและป่าที่เป็นแหล่งกำเนิดไม้ ระบุผู้จัดจำหน่ายไม้ และผู้รับซื้อไม้ ทั้งนี้ ภายใน 2 ปี ประเทศสมาชิกอียูจะต้องกำหนดระบบติดฉลากระบุข้อมูล

 

–          ให้ประเทศสมาชิกอียูกำหนดค่าปรับแก่ผู้ประกอบการที่จำหน่ายไม้ที่ผิดกฎหมาย โดยควรมีมูลค่าอย่าง

น้อย 5 เท่า ของมูลค่าผลิตภัณฑ์ไม้ที่ละเมิดกฎหมาย

 

–          ปรับปรุงระบบการตรวจสอบของภาครัฐภายในอียู โดยหน่วยงานรับผิดชอบในแต่ละประเทศ

สมาชิกอียูควรตรวจสอบตลอดห่วงโซ่การจำหน่ายและใช้มาตรการแก้ไขทันที อาทิ การยึดไม้ที่ผิดกฎหมาย หรือการสั่งระงับการประกอบการ โดยให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ไม้ทุกชนิดที่มาจากแหล่งที่ผิดกฎหมาย รวมถึง biomass

 

                 ทั้งนี้ การพิจารณาครั้งนี้ถือเป็นการพิจารณาครั้งแรกของสภายุโรปซึ่งที่ประชุมประเทศสมาชิกอียู (Council) จะพิจารณาร่างข้อบังคับนี้ต่อไป โดยคาดว่าอาจสามารถหาข้อสรุปร่วมกัน (common position) ในช่วง มิ.ย. 52 อย่างไรก็ดี ประเทศ สมาชิกอียูยังมีความเห็นแตกต่างจากสภายุโรป โดยเห็นว่าวิธีการของสภายุโรปที่กำหนดให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่การจำหน่ายต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของไม้อาจก่อให้เกิดภาระในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอียูบางประเทศมีกฎระเบียบและระบบการตรวจสอบที่ดำเนินงานได้ดีอยู่แล้วในการป้องกันการค้าไม้ที่ผิดกฎหมาย

 

2.      เมื่อ 22 เม.ย. 52 สนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปในการจัดทำระบบติดฉลากยางรถยนต์เพื่อให้

ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ยางที่มีประสิทธิภาพในการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มความปลอดภัย ลดเสียง ดังนี้

 

– ใช้ฉลากที่ระบุขั้นประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงจาก A (Green products) ถึง G (red products)

 

– กำหนดให้ผู้ผลิตยางแสดงประเภทยางเป็นประเภท C1 สำหรับรถยนต์ส่วนตัว C2 สำหรับยานพาหนะ

ประเภท Light utility vehicles และ C3 สำหรับยานพาหนะขนาดใหญ่

 

– กำหนดให้มีฉลากใหม่เป็นรูปยางกับ ear plugs หากยางก่อให้เกิดระดับเสียงต่ำกว่า 68, 69 และ 70

เดซิเบลสำหรับยางประเภท C1, C2 และ C3 ตามลำดับ

 

– ให้คณะกรรมาธิการยุโรปจัดทำเวบไซต์เกี่ยวกับการติดฉลากยางภายในอียูภายใน ก.ย. 2010 โดยจะเป็นแหล่ง

ข้อมูลสำคัญ ผู้จำหน่ายยางจะต้องจัดทำระบบเครื่องคิดเลขที่ผู้บริโภคสามารถคำนวณการใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ย ระดับการปล่อยก๊าซ CO2 ระดับการประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับยางแต่ละประเภท

 

3.      เมื่อ 24 เม.ย. 52 รับรองเรื่องการขยายระเบียบ Eco-design ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่มีผลในการ 

ประหยัดพลังงาน (Energy related products) อาทิ ก็อกน้ำ หัวฝักบัว หน้าต่าง โดยหลักการของระเบียบนี้ คือ การจัดทำมาตรการดำเนินการ (implementing measures) ซึ่งเป็นข้อกำหนดขั้นต่ำในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีผลในการประหยัดพลังงาน (minimum requirements) โดยสามารถเสริมด้วย voluntary benchmarks ของภาคอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานที่ดีกว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งด้วย รวมถึงกำหนด benchmark เกี่ยวกับ environmental performance ของผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานสูงสุด

 

                     ทั้งนี้ คาดว่าระเบียบนี้จะผ่านการพิจารณาโดยระเทศสมาชิกอียูต่อไปโดยไม่มีข้อขัดข้อง และสำหรับขั้นตอนการดำเนินการต่อไป ภายในปี 2011 คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอแผนงานฉบับที่สองเรื่องระเบียบ Ecodesign ซึ่งจะกำหนดรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่จะอยู่ภายใต้ระเบียบนี้เพิ่มเติม

 

            ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิจารณาร่างกฎระเบียบทั้ง 3 เรื่องนีได้ที่ http://www.europarl.europa.eu/news/expert/default_en.htm