สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating Agencies เป็นสถาบันหนึ่งที่ได้รับการโจมตีว่าไม่สามารถเป็นกลไกในการแจ้งเตือนนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงในตลาดตราสารอนุพันธ์ (derivatives) ได้อย่างทันการณ์จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงทำให้สหภาพยุโรปเตรียมออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือกับสถาบันการเงิน เพิ่มระบบควบคุมตรวจสอบ ระบุข้อกำหนดในการรายงานผลประจำปีของบริษัท ฯลฯ ซึ่งข้อมูลบางอย่าง อาทิ แหล่งข้อมูล ความแม่นยำของผลการวิเคราะห์ จะต้องเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบเพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำของแต่ละบริษัท หากกฎระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ก็น่าจะส่งผลประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ใช้ข้อมูลหรือบริการของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้เพิ่มขึ้น

ในระหว่างการประชุมสภายุโรปเต็มคณะ (Plenary session) เมื่อวันที่ 21-24 เม.ย. 52 ได้มีการพิจารณาร่างกฎระเบียบหรือแนวนโยบายที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาโครงสร้างด้านเศรษฐกิจเพื่อป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคตที่สำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ (1) ร่างข้อบังคับเกี่ยวกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และ (2) การป้องกันแหล่งหลีกเลี่ยงภาษี (tax havens)

1.      สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies: CRAs) เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 52 ที่ประชุม

สภายุโรปเต็มคณะได้ลงมติรับรองร่างข้อบังคับเรื่อง CRAs โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิด conflict of interest ระหว่างสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือกับสถาบันการเงิน เพิ่มความโปร่งใสโดยกำหนดการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชน กำหนดการจดทะเบียน CRAs ที่มีประสิทธิภาพและมีการควบคุมตรวจสอบในระดับอียู ทั้งนี้ CRAs ได้รับการกล่าวหาว่าไม่สามารถเป็นกลไกในการแจ้งเตือนนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงในตลาดตราสารอนุพันธ์ได้อย่างทันการณ์จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด credit crunch ในปัจจุบัน ร่างข้อบังคับดังกล่าวมีหลักการสำคัญ ดังนี้

 

–          คณะกรรมการควบคุมตลาดหลักทรัพย์ยุโรป (Committee of European Securities

Regulators หรือ CESR) ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากประเทศสมาชิกอียู จะรับผิดชอบในการรับจดทะเบียน CRAs และแจ้งการขอจดทะเบียนดังกล่าวให้หน่วยงานควบคุมในประเทศสมาชิกอียูเป็นผู้พิจารณาว่าจะอนุญาตหรือปฏิเสธการจดทะเบียน (ประเทศสมาชิกอียูยังมีอำนาจในการถอนใบอนุญาต CRAs หากมีการกระทำที่ละเมิดกฎระเบียบด้วย) และจะเป็นผู้ติดตามผลการจดทะเบียนในระดับอียู ทั้งนี้ CESR จะมีบทบาทดังกล่าวจนถึงปี 2010 โดยภายในวันที่ 1 ก.ค. 2010 คณะกรรมาธิการยุโรปจะรายงานผลว่าระบบการควบคุมดังกล่าวควรมีการปรับปรุงหรือไม่ทั้งในส่วนของรูปแบบองค์กรและอำนาจหน้าที่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าอำนาจหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบ CRAs จะถูกโอนไปอยู่ภายใต้สถาบันระดับยุโรปที่จะตั้งขึ้นใหม่ตามผลการศึกษาของ Larosière Group

 

–          CESR เป็นผู้จัดการฐานข้อมูลที่ระบุผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของ CRAs ที่ดำเนินการ

ภายในอียู เพื่อให้ผู้ใช้บริการ CRAs สามารถตรวจสอบความแม่นยำในการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของ CRAs ได้

 

–          CRAs จากนอกอียูสามารถมีทางเลือกในการประกอบการในอียูได้ 2 ทาง ทางแรกซึ่งสามารถ

ใช้ได้กับ CRAs ขนาดใหญ่ คือการใช้หน่วยงานในอียูเป็นผู้รับรองการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และติดตามอย่าง

ต่อเนื่องว่าได้ดำเนินการตามระเบียบใหม่ที่กำหนดหรือไม่ อีกทางหนึ่งสำหรับ CRAs ขนาดเล็กคือการใช้ระบบการออกใบรับรอง (certification regime) โดยต้องเทียบเคียงกฎระเบียบของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด CRAs กับของอียูว่ามีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ และมีความตกลงร่วมมือระหว่างผู้ควบคุมตรวจสอบกับประเทศนั้นๆ หรือไม่

 

–          CRAs ต้องเปิดเผยวิธีการและและแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือแก่

สาธารณชน และต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะรวมทั้งการ

จัดทำรายงานประจำปี (transparency report) ที่ระบุข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของบริษัท (รวมทั้งชื่อของสถาบันการเงินที่ได้ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ก่อให้เกิดรายได้มากกว่า 5% ของ CRAs) ผลประกอบการ เป็นต้น นอกจากนี้ CRAs ไม่สามารถจัดอันดับความน่าเชือถือให้แก่สถาบันฯ ที่นักวิเคราะห์ของ CRAs เป็นผู้ถือหุ้นหรือออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้วย สถาบันฯ ที่ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่สามารถใช้บริการที่ปรึกษาหรือคำแนะนำจาก CRAs ที่เป็นผู้จัดอันดับได้ นักวิเคราะห์ใน CRAs จะต้องมีกลไกการหมุนเวียนเพื่อป้องกันความใกล้ชิดกับสถาบันใดสถาบันหนึ่งมากเกินไปจนมีผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

 

–          หาก Council (ที่ประชุมประเทศสมาชิกอียู) ไม่ปรับแก้ร่างข้อบังคับดังกล่าวเพิ่มเติมอีก

ร่างข้อบังคับนี้จะมีผลภายใน 20 วันนับตั้งแต่ประกาศลงใน Official Journal และปท.สมาชิกอียูจะมีเวลา 6 เดือนในการประกาศใช้เป็นกฎหมายภายใน

 

2.       Tax Havens ที่ประชุมสภายุโรปเต็มคณะได้รับรองรายงานของ Benoit Hamon เรียกร้องให้ประเทศ

สมาชิกอียูบางประเทศ (อาทิ ออสเตรีย เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก) ที่ใช้การเรียกเก็บ withholding tax แก่ผู้ฝากเงินจากนอกอียูเพื่อหลีกเลียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับภาษีกับประเทศสมาชิกอียูอื่นให้ยกเลิกการดำเนินการดังกล่าวอย่างช้าภายใน ก.ค. 2014 และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอียูดำเนินการที่หมาะสมในการปรับปรุงความโปร่งใสของ tax havens โดยข้อมูลจากรายงานระบุว่าการหลีกเลี่ยงภาษีภายในอียูมีมูลค่ามากกว่า 200 พันล้านยูโรต่อปี คิดเป็น 2% ของ GDP อย่างไรก็ดี ในเรื่องที่เกี่ยวกับภาษี สภายุโรปมีบทบาทเพียงให้คำแนะนำโดยไม่ถือว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวมีผลผูกพันในทางปฏิบัติ

 

          ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.europarl.europa.eu/news/public/default_en.htm