เมื่อ 27 พ.ค. 52 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกรายงาน (Communication) เรื่อง “Financial Supervision in Europe” โดยเสนอรูปแบบการจัดตั้งองค์กรในการเตือนภัยล่วงหน้าจากวิกฤติเศรษฐกิจและการควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินข้ามชาติ อย่างไรก็ดี คาดว่าประเทศสมาชิกอียูบางประเทศอาจขอให้มีการปรับแก้รายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการจัดตั้งองค์กรเมื่อรายงานนี้ถูกแปลงเป็นร่างกฎหมาย ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปวางแผนว่ากฎหมายในเรื่องนี้จะมีผลบังคับใช้ในปี 2553

สาระสำคัญของรายงานซึ่งถือเป็นเอกสารแนวนโยบายที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้ประเทศสมาชิกอียูได้

รับทราบและพิจารณาก่อนเสนอเป็นร่างกฎหมาย สรุปได้ดังนี้        

 

–          European Systemic Risk Council (ESRC) เพื่อติดตามพัฒนาการและประเมินความเสี่ยงต่อ

เสถียรภาพระบบการเงินในระดับเศรษฐกิจมหภาคและให้ข้อแนะนำต่อ Ecofin Council เกี่ยวกับการจัดการกับความเสี่ยง โดยมีประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เป็นประธาน และผู้ว่าการธนาคารประเทศสมาชิกอียูเป็นสมาชิก ทั้งนี้ ESRC จะประสานงานกับองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ FSB และ IMF อย่างใกล้ชิด

 

–          European System of Financial Supervision (ESFS) เพื่อควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงิน

ในระดับเศรษฐกิจจุลภาค โดยเป็นการร่วมมือกันเพื่อควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินข้ามชาติระหว่างเครือข่าย

ของผู้ควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินของแต่ละประเทศสมาชิกอียูกับหน่วยงานควบคุมตรวจสอบระดับอียู 3 หน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ทดแทนองค์กรเดิม ได้แก่

 

                                        – European Banking Authority (EBA)

                                        – European Insurance and Occupational Pensions Authority (EIOPA) และ

                                        – European Securities Authority (ESA)

 

โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการเงินในประเทศ ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ และในประเทศที่มีสำนักงานสาขา ทั้งนี้  ESRC และ ESFS จะร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน และประธานหน่วยงานใหม่ 3 หน่วยงานข้างต้นจะร่วมเป็นสมาชิกใน ESRC ด้วย

 

–          บทบาทหน้าที่ของ 3 หน่วยงานที่จะตั้งขึ้นใหม่ (EBA, EIOPA และ ESA) จะมีความรับผิดชอบ

เพิ่มขึ้นทางกฎหมายและจะมีส่วนช่วยในการพัฒนากฎระเบียบที่สอดคล้องกันระหว่างประเทศสมาชิกอียูเพื่อปรับปรุงระบบการควบคุมตรวจสถาบันการเงินข้ามชาติโดย

 

                                        (1) พัฒนามาตรฐาน แนวทางให้มีกฎระเบียบที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันในยุโรป

                                        (2) ดูแลให้มีการใช้กฎระเบียบของยุโรปที่สอดคล้องกันระหว่างประเทศสมาชิกอียู โดยสามารถแก้ไขข้อพิพาทระหว่างผู้ควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินของประเทศสมาชิกอียู และให้ข้อแนะนำในกรณีหน่วยงานของประเทศสมาชิกอียูหรือสถาบันการเงินทำการละเมิดกฎหมายของประชาคมยุโรป และมีบทบาทในการจัดทำความตกลงทางเทคนิคกับประเทศที่สามและในองค์การระหว่างประเทศ

 

                               อนึ่ง การควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินในแต่ละประเทศสมาชิกอียู จะคงอยู่ภายใต้อำนาจของหน่วยงานรัฐบาลประเทศสมาชิกอียู โดยหน่วยงานใหม่ 3 หน่วยงานข้างต้นจะทำให้การควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินข้ามชาติกว่า 40 ราย และบริษัทประกันภัยซึ่งมีมูลค่า 2 ใน 3 ของสินทรัพย์ภายในอียูทั้งหมด มีระบบการประสานงานที่ดีขึ้น

 

–          ข้อเสนอดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกอียูในระหว่างการประชุม

ผู้นำยุโรป 18-19 มิ.ย. 52 ก่อนที่คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำร่างกฎหมายภายในช่วงปลายปี 52 และให้มีผลบังคับใช้ในปี 53

 

            2. ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอดังกล่าว สรุปได้เป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่

 

                        – กลุ่มที่เห็นด้วยคือภาคธนาคารและการประกันภัยของยุโรป โดยเห็นว่าความร่วมมือในการควบคุมตรวจสอบ และการทำให้มาตรฐานและกฎระเบียบในการควบคุมตรวจสอบมีความสอดคล้องกันจะส่งผลดี

 

                        – กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยคือรัฐบาลประเทศสมาชิกอียูบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร โดยเห็นว่าข้อเสนอนี้จะทำให้หน่วยงานภายนอกในระดับประชาคมยุโรปมีส่วนในการตัดสินใจทิศทางการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ในขณะที่การให้เงินทุนในการ bail-out สถาบันการเงินมาจากงบประมาณของรัฐบาลประเทศสมาชิกอียู

 

  นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอียูที่ไม่ใช้เงินสกุลยูโรบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ไม่เห็นด้วยกับ

การจัดตั้งหน่วยงานกลางระดับยุโรปสำหรับประเมินความเสี่ยง (ESRC) อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอแนวทางที่จะให้มีการเลือกตั้งรองประธาน ESRC จากรัฐบาลประเทศสมาชิกอียูที่ไม่ใช้เงินสกุลยูโร

 

            3. ข้อสังเกต คาดว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการปรับปรุงอีกครั้งก่อนออกเป็นร่างกฎหมายโดยบางประเทศสมาชิกอียูที่ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มอำนาจในการควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินให้แก่หน่วยงานภายนอกในระดับประชาคมยุโรป