สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ได้เห็นชอบร่างกฎหมายที่จะลดการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซพิษต่างๆ ลง 17% ภายในปี 2020 และ 83%  ภายในปี 2050 และจัดตั้งระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (cap and trade) ด้วย  

ร่างกฎหมาย American Clean Energy and Security Act of 2009 ได้รับการเสนอเมื่อ 15 พ.ค. 2009 แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่

–          การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด

–          การส่งเสริมการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ

–          การแก้ปัญหาโลกร้อนโดยการจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

–          การเตรียมความพร้อมให้สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด

 

ร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าและก๊าซ โรงงานกลั่นน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และโรงงานอื่นที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซ CO2 85% ของสหรัฐฯ (โรงงานที่ปล่อย CO2 ต่ำกว่า 25,000 ตันต่อปีไม่อยู่ภายใต้โครงการนี้) ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซพิษประเภทอื่นๆ และค่อยๆ ปรับใช้พลังงานทางเลือกอื่นที่สะอาดกว่าการใช้น้ำมันและถ่านหิน  โดยจัดตั้ง  carbon market มี Cap and trade  เป็นเครื่องมือ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างมลรัฐและระหว่างบริษัท โดยการจัดสรรปริมาณก๊าซที่สามารถปล่อยได้ฟรีจะมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมายให้ลดการปล่อยก๊าซทั้งหมดลง 3% ต่ำกว่าระดับปี 2005 ในปี 2012 และ 20% ต่ำกว่าระดับปี 2005 ในปี 2020

 

            ในเรื่องนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตันได้เข้าพบผู้แทนจากสภาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ และมีข้อมูลที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้

 

–          ร่างกฎหมายนี้มีมาตราที่เกี่ยวข้องกับประเทศกำลังพัฒนา โดยจะกำหนดให้มีการซื้อ

ขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศได้รวมทั้งจากประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่มีการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมีมาตรการลดการตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะวัดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้ (โดยอาจจะมีงบประมาณความช่วยเหลือในรูปเงินให้เปล่า (grant) ในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจำนวน 10-20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งผู้แทนจากสภาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ เห็นว่า น่าจะใช้งบประมาณดังกล่าวในการซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหากเป็นประเทศที่สามารถวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ก็จะมีโอกาสได้รับการพิจารณามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การพิจารณาเรื่องนี้จะอยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ (อาจจะผ่านโครงการ USAID)

 

–          ร่างกฎหมายนี้กำหนดด้วยว่า ให้ผู้จำหน่ายไฟฟ้าปลีกเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจาก

6% ในปี 2012 เป็น 25% ในปี 2025

 

–          สหรัฐฯ มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงาน (green

building) และการผลิตพลังงานชีวภาพโดยใช้ algae ซึ่งน่าจะเป็นสาขาที่ร่วมมือกันได้

 

–          สหรัฐฯ มีแผนที่จะจัดตั้งเวทีความร่วมมือที่จะลดปริมาณคาร์บอนดำ โดยเห็นว่า

คาร์บอนดำเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาโลกร้อน แต่การลดปริมาณคาร์บอนดำจะสามารถช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากสลายได้ง่ายกว่าและอยู่ในชั้นบรรยากาศไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ ในขณะที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่นานถึง 100 ปี ในปัจจุบัน สหรัฐฯ อยู่ในระหว่างการหารือกับกลุ่มประเทศอาร์กติกภายใต้กรอบ Arctic Council และอาจจะสามารถมีความตกลง

เพื่อลดคาร์บอนดำได้ในอนาคตอันใกล้นี้

 

–          ในส่วนความร่วมมือกับภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาโลกร้อน

ส่งผลกระทบต่อการละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยและระดับน้ำของแม่น้ำสายใกล้เคียง ฝ่าสหรัฐฯ จึงต้องการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะมีความร่วมมือกับกลุ่มประเทศเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเรื่องนี้

 

            อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาในวุฒิสภาของสหรัฐฯ ต่อไป ซึ่งมีทั้งกระแสเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อร่างกฎหมายดังกล่าว โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเห็นว่าร่างกฎหมายนี้ไม่สามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง และไม่สามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคสูงขึ้น รวมทั้งสินค้าที่ส่งออกด้วย และอาจทำให้การจ้างงานในสหรัฐฯ ลดลง ในขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าร่างกฎหมายนี้จะเป็นการจำกัดมลพิษที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และเป็นก้าวสำคัญของสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน และทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทนำในการเจรจาความตกลงสิ่งแวดล้อมโลกที่จะมีขึ้นในกรุงโคเปนเฮเกนในเดือน ธ.ค. ศกนี้

 

ได้รับการเอื้อเฟื้อข้อมูลจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน