เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 52 ได้มีรายงานข่าวว่าปลัดกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและการพัฒนาชนบทได้ให้สัมภาษณ์ว่าการทบทวนนโยบายเกษตรร่วม (Common Agricultural Policy) ภายหลังปี 2013 อาจไม่มีการลดการอุดหนุนที่ให้กับเกษตรกร แต่ต้องมีการแบ่งสรรภาระที่เหมาะสมระหว่างคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และจะคงให้การสนับสนุนจำนวนมากแก่การพัฒนาชนบท โดยเห็นว่างบประมาณที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปนำไปใช้สำหรับอุดหนุนการเกษตรอาจเป็นรูปแบบการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรในการดำเนินการผลิตสินค้าที่จำเป็นต่อสาธารณะ (public goods) อาทิ การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ  

            นาย Jean-Luc Demarty, Director-General (เทียบเท่าปลัด) คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและการพัฒนาชนบทได้ให้ความเห็นว่า

 

– นโยบายเกษตรมีความแตกต่างจากนโยบายอื่น หากไม่มีการสนับสนุน การเกษตรกรรมของสหภาพยุโรปอาจเปลี่ยนไปสู่การผลิตแบบกระจุกตัวในที่ที่มีสภาวะเหมาะสมที่สุดเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและนำไปสู่ภาวะแห้งแล้งในบริเวณที่ควรมีการทำการเกษตรแหล่งอื่น

 

– การให้ความช่วยเหลือทางสังคม (safety net) เพื่อค้ำประกันรายได้ของเกษตรกรยังมี

ความจำเป็นแต่ไม่ควรก่อให้เกิดการบิดเบือนและสร้างภาระทางการเงิน จึงควรแบ่งสรรการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวที่เหมาะสมระหว่างคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ

 

– ไม่ควรมีความแตกต่างในการให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่เกษตรกรกระหว่างประเทศสมาชิกอียูเก่า (15 ประเทศ) และประเทศสมาชิกอียูใหม่ (12 ประเทศ) โดยควรมีระดับเฉลี่ยเท่ากัน ปัจจุบันการให้ความช่วยเหลือโดยตรงคิดเป็น 260 ยูโรต่อเอเคอร์ ซึ่งไม่สามารถที่จะคงระดับนี้ต่อไปในอนาคต นอกจากนี้แล้ว แต่ละประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปควรพิจารณาให้การอุดหนุนเสริมเพิ่มเติมโดยคำนึงถึงโครงสร้างเงินเดือนในแต่ละประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการบิดเบือนในส่วนของรายได้สำหรับเกษตรกร

 

– การให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรโดยประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอาจใช้วิธีให้รายได้กรณีที่เกษตรกรดำเนินการผลิตสินค้าที่จำเป็นต่อสาธารณะ (public goods) อาทิ การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ อนึ่ง เมื่อเดือน พ.ค. 52 นาง Mariann Fischer Boel กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและการพัฒนาชนบท (เทียบเท่ารัฐมนตรี) ได้ให้ความเห็นในเรื่อง public goods ในด้านการเกษตรว่า ควรมีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้เพิ่มเติมในระหว่างการอภิปรายทิศทางในอนาคตของนโยบายเกษตรร่วม และสิ่งที่จำเป็นยิ่งคือการจำกัดความคำว่า “public goods” อย่างเหมาะสม

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

  

นโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรปถือเป็นนโยบายที่มีความสำคัญมากของยุโรปในช่วง 40 ปี ที่ผ่านมา และเป็นนโยบายที่ใช้เงินสนับสนุนจำนวนมาก โดยในปี 2552 มีการกันเงินงบประมาณเพื่อการนี้จำนวน 54,680 ล้านยูโร โดยมีวงเงินสำหรับการอุดหนุนโดยตรง 37,779 ล้านยูโร สำหรับการพัฒนาชนบท 13,645 ล้านยูโร สำหรับการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร 3,409 ล้านยูโร

 

            การอุดหนุนภาคเกษตรกรรมเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการเจรจารอบโดฮาที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาต้องการให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการอุดหนุนทั้งการอุดหนุนภายใน และการอุดหนุนส่งออก รวมทั้งการเปิดตลาดสินค้าเกษตร

 

            ภายในสหภาพยุโรปเองมีการถกเถียงกันมากว่าการอุดหนุนด้านการเกษตรควรลดลงหรือไม่ ระหว่างประเทศที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตร (อาทิ ฝรั่งเศส) กับประเทศที่มิได้เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตร (อาทิ สหราชอาณาจักร สวีเดน) แต่ในช่วงที่ผ่านมาวงเวินงบประมาณสำหรับการอุดหนุนในอียูมิได้น้อยลง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากลับมีอัตราเพิ่มขึ้น ดังนี้

 

2007 

2008 

2009 

52,026 ล้านยูโร

54,071 ล้านยูโร

54,680 ล้านยูโร

           

วิกฤติด้านอาหารที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2007 และต้นปี 2008 ทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนการอุดหนุนด้านการเกษตรภายในอียูชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ภาคเกษตรกรรมของอียูจะต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการผลิตสินค้าเกษตรในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ อียูได้พยายามได้กระจายการให้เงินอุดหนุนโดยตรงไปสู่การสนับสนุนนโยบายอื่น อาทิ การพัฒนาชนบท การทำการเกษตรโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งมีแนวโน้มว่าประเด็นเรื่อง “public goods” อาจเป็นประเด็นที่อียูคำนึงถึงในการให้ความช่วยเหลือในภาคเกษตรกรรมต่อไป

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านงบประมาณในนโยบายเกษตรร่วมได้ที่ http://ec.europa.eu/agriculture/fin/index_en.htm