เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 52 นาย Mutsuyoshi Nishimura ที่ปรึกษารัฐบาลญี่ปุ่นเรื่องการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้กล่าวถึงมุมมองของการเจรจาความตกลงสิ่งแวดล้อมโลกที่โคเปนเฮเกนในเดือน ธ.ค. ศกนี้ โดยเห็นว่าน่าจะมีข้อตกลงกันได้ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการดำเนินการของญี่ปุ่นในการกระตุ้นการลงทุนสำหรับสินค้าด้านสิ่งแวดล้อมในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ และเป้าหมายของญี่ปุ่นในระยะกลางสำหรับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในระหว่างการสัมมนาที่จัดโดยสถาบัน Centre for European Policy Studies (CEPS) ที่กรุงบรัสเซลส์

นาย Nishimura ได้กล่าวนำว่าการให้ความเห็นในครั้งนี้เป็นความเห็นส่วนตัว และไม่ใช่ท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี มีข้อมูลบางอย่างที่สะท้อนแนวดำเนินการของญี่ปุ่น โดยแบ่งเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่

 

(1)   การเจรจาความตกลงสิ่งแวดล้อมโลกทดแทนพิธีสารเกียวโตที่จะสิ้นสุดในปี 2012 ซึ่ง 

การเจรจาขั้นสูงสุดจะมีขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือน ธ.ค. ศกนี้

  

                  นาย Nishimura ให้ความเห็นว่าน่าจะมีการบรรลุข้อตกลงในการประชุมที่โคเปนเฮเกนได้ แม้จะมีอุปสรรคบางประกาศ แต่ผู้นำของแต่ละประเทศย่อมรู้ดีว่าการบรรลุข้อตกลงนี้จะเป็นการให้ความหวังแก่ประชาชนว่ามีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมโลกโดยเห็นว่าอย่างน้อยประเทศพัฒนาแล้วควรตั้งเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลง 50% จากระดับปัจจุบันภายในปี 2050 ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาก็ควรมีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซ GHG เช่นกัน

 

                  คำถามสำคัญของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกไม่ได้อยู่ที่ว่าจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซ GHG น้อยหรือมากกว่าประเทศอื่นหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆ จะสามารถมียุทธศาสตร์ที่แน่ชัดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร ซึ่งในที่สุดแล้วจะต้องพิจารณาการลด GHG เป็นภาพรวมของโลก แทนที่จะพิจารณาเป็นรายประเทศ

 

                  การตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซ GHG ของประเทศต่างๆ จะนำไปสู่การจัดตั้งระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซ GHG ระดับโลก ซึ่งมีราคาคาร์บอนในอัตราเดียวกัน และทำให้การตัดสินใจใช้พลังงานทางเลือกอื่นแทนที่พลังงานจากฟอสซิลเป็นไปได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น กระตุ้นการพัฒนาประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในรูปแบบใหม่ๆ และลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลอย่างไร้ประสิทธิภาพ

 

(2)   การดำเนินการของญี่ปุ่น 

ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้การดำเนินการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการ

เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศช้าลง แต่กลับเป็นโอกาสให้ใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม (Green revolution) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานฟอสซิลเป็นหลัก ไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใช้คาร์บอนต่ำและมีความยั่งยืน

 

ญี่ปุ่นได้ลงทุนจำนวน 123 ล้านล้านเยนสำหรับนโยบายดังกล่าว อาทิ

 

–          การอุดหนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จาก solar panel โดยจะเพิ่มปริมาณการใช้

พลังงานแสงอาทิตย์ 20 เท่าจากปัจจุบันภายในปี 2020 และ 40 เท่าจากปัจจุบันภายในปี 2030

 

–          การสนับสนุนการใช้ eco car, hybrid และ electric cars และจะทำให้รถประเภทนี้

สามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้บริโภคทั้งในญี่ปุ่นเองและในตลาดโลก

 

–          การสนับสนุนเทคโนโลยี นวัตกรรมในการลดการปล่อยก๊าซ GHG เทคโนโลยี

การกักเก็บคาร์บอน (CCS) การใช้ biofuel

 

(3)   เป้าหมายระยะกลางของญี่ปุ่น (ปี 2020) ในการลดการปล่อยก๊าซ GHG

 

ญี่ปุ่นมีแผนที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซ GHG ลง 15% จากระดับของปี 2005 ภายในปี

2020 (หรือ 8% จากระดับปี 1990) เป้าหมายนี้อาจดูเหมือนญี่ปุ่นไม่ทะเยอทะยานมากนักแต่ถือว่าสูงกว่าระดับที่กำหนดไว้ในพิธีสารเกียวโตที่กำหนดให้ลด 6% จากระดับปี 1990

 

ญี่ปุ่นจะพยายามผลักดันให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกลดลง 60-80%

จากระดับปัจจุบันภายในปี 2050 ในขณะเดียวกันก็หวังว่าจะมีการแบ่งสรรภาระในการลดการปล่อยก๊าซ GHG ที่เป็นธรรมและเสมอภาค การแบ่งสรรภาระไม่จำเป็นต้องเท่าเทียมกันทางปริมาณ แต่ให้มีระดับที่เปรียบเทียบว่าเท่าเทียมกันได้ในทางวิทยาศาสตร์ โดยยอมรับว่าแต่ละประเทศมีสภาพเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

 

ญี่ปุ่นได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมาเป็นเวลานาน (early action) เป็นเวลากว่า

30 ปี จึงเป็นการยากที่จะรับข้อผูกพันในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซ GHG ในปริมาณมากและรวดเร็ว

ได้ โดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายที่สูงมากเกินไปในภาวะที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับสูงในปัจจุบัน

 

            ในช่วงถามตอบ นาย Nishimura ได้ให้ความเห็นว่า

–          ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของ

ปัญหา แต่จะต้องรวมถึงแนวทางดำเนินการของแต่ละประเทศที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และการต่อสู้กับการไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ยังควรมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาด้วย

 

–          ญี่ปุ่นยังไม่มีความคืบหน้ามากนักในการะตุ้นการรักษาพลังงานและสิ่งแวดล้อมในภาค 

ครัวเรือนและสำนักงาน ซึ่งนาย Nishimura ยอมรับว่าการตั้งเป้าหมายในระยะกลางจะทำให้ญี่ปุ่น

ต้องวางแผนในการลดการปล่อยก๊าซ GHG ในทุกภาคส่วนได้ดีขึ้น ซึ่งการสนับสนุนการลงทุนและ

การอุดหนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนเป็นตัวอย่างหนึ่งของการดำเนินการดังกล่าว โดยพยายามลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง solar panel ลง 80% จากระดับปัจจุบัน 100 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 20 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังอุดหนุนการซื้อ eco-car โดยอุดหนุนเงินจำนวน 400,000 เยนแก่ผู้ที่ต้องการซื้อ eco-car หรือ hybrid car จากมูลค่า 2 ล้าน

เยน รวมทั้งปรับปรุงฉวนป้องกัน (insulation) ในอาคาร ซึ่งยังต้องการการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานในด้านนี้

 

–          ต่อข้อคำถามที่ว่าหากรัฐบาลญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป  

แนวนโยบายของญี่ปุ่นจะเป็นเช่นไร นาย Nishimura ให้ความเห็นว่า ไม่ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเป็นเช่นไรจะต้องบรรลุเป้าหมายตามสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และเห็นว่าภาคธุรกิจรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นรับรู้ความสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมและวิวัฒนาการไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใช้คาร์บอนต่ำอยู่แล้ว