เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 52 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้อนุมัติร่างกฎหมาย America Clean Energy and Security Act โดยมีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 17% จากระดับปี 2005 ภายในปี 2020 และกำหนดให้มีมาตรการภาษี (border tax) ต่อสินค้าบางประเภทจากประเทศที่ไม่ได้มีการกำหนดโควต้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป 

            สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้มีมติอนุมัติร่างกฎหมาย America Clean Energy and Security Act (หรือ Waxman-Markey Bill) ด้วยคะแนนเสียง 219 ต่อ 212 เสียง โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่

 

1.      กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 17 จากระดับของปี

2005 ภายในปี 2020 ภายใต้มาตรการที่สำคัญ คือ

                        – การจัดตั้งตลาดคาร์บอนและระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (cap and trade)

                        – การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการกระตุ้นให้บริษัทนำเงินที่ได้จากการขยายคาร์บอนเครดิตไปลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน

                        – โครงการ Auto Efficiency Programme ซึ่งกำหนดให้รถยนต์สามารถวิ่งได้ 39 ไมล์/แกลลอน และให้รถบรรทุกวิ่งได้ 30 ไมล์/แกลลอน ภายในปี 2016 ซึ่งเพิ่มจากมาตรฐานเดิมที่กำหนดให้รถทุกประเภทวิ่งได้ 25 ไมล์/แกลลอน

 

2.      กำหนดให้ตั้งแต่ปี 2020 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องมีมาตรการ border adjustment

หรือภาษี (tariff) ต่อสินค้าบางประเภทจากประเทศที่ไม่ได้มีการกำหนดโควต้าการปล่อยก๊าซ

เรือนกระจก ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะสามารถยกเว้นภาษีดังกล่าวได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐสภาเท่านั้น

 

3.      ข้อคิดเห็นภายในสหรัฐฯ ต่อเรื่องดังกล่าว

   นาย Nouriel Roubini นักเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้เขียนบทความเรื่อง

Will the Global warming bill cool the global economy? โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่

 

                (1)   ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจส่งให้ราคาคาร์บอนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาค

สาธารณูปโภค การเกษตร อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันและเหล็ก

 

                (2)   ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว ตราบใดที่มีความชัดเจนเรื่อง

กฎระเบียบเกี่ยวกับการกำกับซื้อขายคาร์บอนเครดิต อย่างไรก็ดี ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการเกี่ยวกับการวางโครงสร้างระบบดังกล่าว

 

                (3)   เริ่มมีการแสดงความกังวลว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดนโยบายกีดกันทาง

การค้าเนื่องจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น อาจจะทำให้เกิดการโยกย้ายฐานการผลิตในสหรัฐฯ ไปต่างประเทศมากยิ่งขึ้น และอาจจะทำให้สหรัฐฯ ต้องเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่ใช้พลังงานการผลิตที่ใช้คาร์บอนด้วย อย่างไรก็ดี WTO ระบุว่า ภาษีสินค้านำเข้าภายใต้ระบบ cap and trade อาจไม่ขัดต่อกฎเกณฑ์ของ WTO หากมีการจำกัดการบิดเบือนทางการค้า ไว้ด้วย นอกจากนี้

นาย Paul Krugman เห็นว่า ภาษีสินค้านำเข้าดังกล่าวเปรียบได้กับภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่เป็นมาตรการปกป้องทางการค้า

 

                (4)   นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มเห็นว่า ภาษีคาร์บอนมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบ cap and

trade เนื่องจากซับซ้อนน้อยกว่า และก่อให้เกิดการบิดเบือนทางการค้าน้อยกว่า แต่การประกาศ

ใช้ภาษีใหม่มักไม่เป็นที่นิยม

 

                (5)   การบรรลุข้อตกลงในการประชุม UNFCCC ที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือน ธ.ค. 2009

โดยเฉพาะในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน่าจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีหลายประเด็น

ที่ยังหาข้อมติร่วมกันไม่ได้ เช่น ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังมีความลังเลที่จะมีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วควรมีส่วนช่วยเหลือในเรื่องเทคโนโลยีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาด้วย

 

          ข้อสังเกต 

–          การอนุมัติร่างกฎหมายของสหรัฐฯ ในเรื่องนี้ นับเป็นการแสดงท่าทีของสหรัฐฯ ในเชิง

บวกที่ยอมรับพันธกรณีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะกลาง แม้ว่าจะเป็นเป้าหมายที่

ต่ำกว่าระดับที่สหภาพยุโรปกระตุ้นให้ประเทศพัฒนาแล้วยอมรับพันธกรณีในการลดปล่อยก๊าซ

เรือนกระจกลง 30% จากระดับของปี 1990 ภายในปี 2020 ก็ตาม นอกจากนี้ การอนุมัติร่าง

กฎหมายของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด โดยต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา สหรัฐฯ อีกขั้นตอนหนึ่งด้วย ซึ่งน่าติดตามดูต่อไปว่าจะมีการปรับลดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกหรือไม่

 

–          ประเด็นเรื่องการโยกย้ายฐานการผลิต เป็นประเด็นที่มีความกังวลภายในสหภาพ

ยุโรปเช่นกัน โดยแนวทางแก้ไขของสหภาพยุโรปในขณะนี้คือการกำหนดภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการโยกย้ายถิ่นฐานเมื่อบังคับใช้ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมบูรณ์ ให้ได้รับสิทธิในการปล่อยก๊าซฟรี ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดรายชื่อภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวในช่วงสิ้นปี 2009 โดยคำนึงถึงผลการเจรจา UNFCCC ที่กรุงโคเปนเฮเกนด้วย

 

–          การใช้มาตรการภาษีในเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการที่ถูกหยิบยกขึ้นอีกครั้งโดย

สวีเดนตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2009 ซึ่งสวีเดนรับหน้าที่เป็นประธานสหภาพยุโรป เนื่องจากสวีเดนมีการใช้มาตรการดังกล่าวในประเทศ ซึ่งน่าติดตามพัฒนาการมาตรการของสหภาพยุโรปในเรื่องนี้ต่อไป ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษี คาดว่าสหภาพยุโรปจะใช้มาตรการดังกล่าวเช่นกัน

 

ได้รับการเอื้อเฟื้อข้อมูลจาก สอท. ณ กรุงวอชิงตัน