เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 52 กลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำของยุโรปได้เสนอรายงานเรื่องพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเสนอแนวทางดำเนินนโยบายระดับระหว่างประเทศรวมถึงการพัฒนาและดำเนินนโยบายพลังงานในสหภาพยุโรป โดยในส่วนของประเทศกำลังพัฒนาควรมีมาตรการเร่งให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และควรมีการใช้เทคโนโลยีสะอาดโดยการพัฒนาความสามารถและการสนับสนุนทางการเงินเพื่อนำไปสู่การตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป

 

European Round Table of Industrialists หรือ ERT เป็นเวทีหารืออย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มบริษัทชั้นนำของยุโรปจำนวนประมาณ 45 บริษัท อาทิ Shell, Nokia, Total, BT, Solvay, Nestle, Siemens ซึ่งได้เริ่มการหารือในเรื่องพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาตั้งแต่ปี 1992 ได้นำเสนอรายงานเรื่อง “Energy & Climate Change: Securing Europe’s Energy Future, Maintaining Competitiveness and Tackling Climate Change” โดยมีเนื้อหาแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

1.      แนวทางการดำเนินนโยบายระดับระหว่างประเทศในการแก้ไขการ 

เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนำเสนอแนวคิดในการบรรลุความตกลงระหว่างประเทศเพื่อทดแทนพิธีสารเกียวโตซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2012 โดยเห็นว่าความตกลงฯ ควรมีเป้าหมายที่แน่ชัดในการตั้งเป้าหมายการบริหารจัดการ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศต่างๆ ไม่เฉพาะสหภาพยุโรป อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซียและประเทศ CIS เท่านั้น โดยประเด็นที่ควรอยู่ในความตกลงฯ ประกอบด้วย

 

–          แนวทางการลดการปล่อยก๊าซในระยะยาว ตั้งแต่ช่วงปี 2010 – 2050 โดยจัด

ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และให้ประเทศกำลังพัฒนามีแนวทางความพยายามที่เหมาะสมในระดับชาติ

 

–          การจัดตั้งตลาดคาร์บอนเครดิต ตลาด cap and trade ในระดับชาติและ

ระดับภูมิภาคควรเชื่อมโยงกัน โดยใช้ ICT ในการบริหารจัดการและการดำเนินธุรกรรม รวมทั้งทบทวนกลไก Clean Development Mechanism ในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งสามารถแปรเป็นคาร์บอนเครดิตในระบบ cap and trade

 

–          การจัดตั้งกลไกสำหรับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเร่งมาตรการการใช้พลังงาน 

อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เทคโนโลยีสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมรายสาขา อาทิ การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน ปูนซีเมนต์ เหล็ก โดยการสร้างศักยภาพและทางออกด้านงบประมาณ เพื่อนำไปสู่การตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป ซึ่งจะต้องใช้การหารือที่ครอบคลุมรอบด้านกับประเทศกำลังพัฒนา

 

–          ทบทวนกลไก Clean Development Mechanism (CDM) ให้มีการ

ดำเนินการโดยลดค่าใช้จ่ายมากที่สุด โดยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถมีงบประมาณเพียงพอในการดำเนินโครงการ CDM ได้เอง

 

–          ควรมีการดำเนินการใช้เทคโนโลยีสะอาดสำหรับการผลิตไฟฟ้า โดยได้รับ

งบประมาณสนับสนุนจากระบบ cap and trade ในประเทศสมาชิก OECD นอกจากนี้ ควรมีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมในขั้นตัวอย่าง

 

–          สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน Carbon Capture Storage

(CCS) โดยมีกระบวนการออกใบรับรองสำหรับทุกๆ 1 ตัน ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สามารถกักเก็บได้ และให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับโรงงาน CCS ขนาดใหญ่ ที่เป็นตัวอย่างก่อนทำการเชิงพาณิชย์ในระดับภูมิภาคหรือระดับชาติ

 

–          การใช้คุณสมบัติด้านความยั่งยืนในการใช้และนำเข้าเชื้อเพลิงชีวภาพ  

(biofuel) ซึ่งคุณสมบัตินี้จะรวมถึงการลดการทำลายป่า การใช้พื้นที่ และปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ดี มาตรฐานดังกล่าวอาจไม่จำเป็นต้องมาจากกระบวนการหารือในการประชุม UNFCCC ที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือน ธ.ค. นี้

 

–          การใช้ยุทธศาสตร์การปรับตัวและการสนับสนุนเงินทุน โดยเน้นการแก้ไข

ผลกระทบสำหรับผู้ที่สามารถปรับตัวได้น้อยที่สุด  

 

2.       การพัฒนายุทธศาสตร์และนโยบายพลังงานของสหภาพยุโรป โดยสนับสนุน

การใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งพลังงานในยุโรป และการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับพลังงานทดแทน

 

            นอกจากนี้ ERT เห็นว่า ยุโรปควรเน้นการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างงานซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีและมีผลโดยตรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา 

            ERT เสนอว่าประเทศกำลังพัฒนาควรเริ่มต้นด้วยการสร้างศักยภาพองค์กรและความสามารถทางเทคนิคสำหรับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยดำเนินการเป็นรายสาขา ซึ่งจะทำให้สามารถเน้นในบางสาขาที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายสำคัญก่อนได้ และขยายโครงสร้างไปสู่ประเทศอื่นในสาขาที่คล้ายคลึงกัน โดยการจัดทำความตกลงรายสาขาควรประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้

 

            – แผนปฏิบัติการในการลดผลกระทบและการปรับตัวที่สามารถวัดได้และบริหารจัดการได้ โดยมีโครงการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

            – การเจรจาในแต่ละสาขาควรแยกกันโดยจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมเจรจา อาทิ ในสาขาพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินควรมีจีน อินเดีย และแอฟริกาใต้

 

            – ความตกลงในแต่ละสาขาควรมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน และสามารถนำไปสู่การได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุน หรือสร้างคาร์บอนเครดิต (CERs) หรือสร้างศักยภาพในการติดตาม การรายงาน และการตรวจสอบ (MRV) ได้

 

            – ความตกลงในแต่ละสาขาควรรวมการดำเนินมาตรการที่นำไปสู่การตั้งพันธกรณีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

 

            – ความตกลงรายสาขาควรมีประสิทธิภาพในการลดความพยายามปกป้องอุตสาหกรรมในยุโรปจากการใช้ระบบ EU Emission Trading Scheme (ETS) โดยควรมีเงื่อนไข ดังนี้

              (1) เป็นการรวมการผลิตสินค้าในสาขานั้น 80% ของปริมาณการผลิตโลก

              (2) มีพันธกรณี

              (3) นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สามารถเทียบเคียงได้กับของสหภาพยุโรปในสาขานั้น ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

              (4) จัดตั้งระบบ MRV โดยการใช้มาตรการบังคับ

           

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศที่ถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาควรมีการกำหนดให้ชัดเจน รวมทั้งประเทศที่มี GDP มากกว่า 5,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งประเทศเหล่านี้ควรใช้ระบบ MRV การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศตนภายในปี 2011 และทำให้ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในอัตราคงที่โดยการดำเนินการที่เหมาะสม และมีพันธกรณีในระยะต่อไป

 

ข้อสังเกต

  

            – แนวคิดของ ERT โดยรวมมีความคล้ายคลึงกับนโยบายของคณะกรรมาธิการยุโรปสำหรับการเจรจา UNFCCC ธ.ค. นี้ โดยสนับสนุนการทบทวนและปรับปรุงกลไก CDM และการสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาคและระดับชาติ แต่ไม่ได้เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนายอมรับพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยทันที

 

            – ERT เน้นการจัดทำความตกลงเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายสาขา ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะภาคอุตสาหกรรมในยุโรปสามารถมีบทบาทในการช่วยเสนอแนะแนวทางดำเนินการ และสามารถติดตามมาตรการ/พัฒนาการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมรายสาขาในประเทศอื่นๆ ได้สะดวกและชัดเจน และไม่ก่อให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานจากยุโรปไปสู่ภูมิภาคอื่น เนื่องจากจะต้องมีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใกล้เคียงกัน

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานดังกล่าวได้ที่ http://www.ert.be/DOC%5C09112.pdf