นาย Fabrice Peltier ประธาน Institut National de Design Packaging ประเทศฝรั่งเศส  ชี้ให้ถึงความสำคัญของกระแสสิ่งแวดล้อม โดยกล่าวว่า ปัจจุบัน สิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจไม่น้อยไปกว่าปัญหาเศรษฐกิจ ผู้บริโภคต้องการที่จะได้รับข้อมูลที่ดีขึ้นและมากขึ้น เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ในหมู่ผู้บริโภคซึ่งพร้อมจะมีส่วนร่วมรับผิดชอบในปัญหาให้มากขึ้น และพร้อมที่จะจ่ายเงินสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแม้จะมีราคาสูงกว่า และเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งต้องการให้ติดฉลากบอกที่มาของผลิตภัณฑ์และต้องการทราบผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อระบบนิเวศน์ ชนิดวัสดุที่ใช้และความสามารถในการนำไปรีไซเคิล ผู้ออกแบบบรรจุภัณฑ์จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับกระแสดังกล่าว ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับผู้บริโภค  

** ดาวน์โหลด Powerpoint Presentation ประกอบรายงานได้ที่นี่

บรรจุภัณฑ์ – ตัวการสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม ?
ปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะมีประโยชน์ใช้สอยน้อย ในขณะที่ขั้นตอนการผลิตนั้นสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ และตัวบรรจุภัณฑ์เองก็ก่อให้เกิดขยะและมลพิษที่ไม่จำเป็น จากการสำรวจความคิดเห็นพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และความเห็นดังกล่าวส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดย 89% ให้ความสำคัญของสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 77 – 82% พร้อมต่อต้านสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ ผู้บริโภคมองว่าบรรจุภัณฑ์กำลังเป็นปัญหามากขึ้น และเห็นความสำคัญของบรรจุภัณฑ์น้อยลง คือ มีความเห็นว่าสามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องมีบรรจุภัณฑ์ถึง 34% แต่ทางภาคอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พยายามโต้แย้งว่า บรรจุภัณฑ์เป็นเพียง “แพะรับบาป” เพราะปริมาณขยะที่ดูเหมือนเยอะนั้น เป็นเพราะบรรจุภัณฑ์เป็นขยะที่ผู้บริโภคสังเกตเห็นได้ชัดเจน

ข้อควรคำนึงในการออกแบบบรรจุภัณฑ์
ถ้าเช่นนั้น ภาคอุตสาหกรรมควรจะทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนความท้าทายดังกล่าวเป็นโอกาส นาย Peltier เห็นว่า เราสามารถใช้ประโยชน์จากบรรจุภัณฑ์ ให้เป็นตัวสื่อข้อมูลซึ่งทำให้ผู้บริโภคทราบถึงความใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และบริษัทได้ การสร้างนวัตกรรมให้แก่บรรจุภัณฑ์จึงควรเป็นหัวใจของการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ก็ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดอื่นๆด้วย  ซึ่งมีดังต่อไปนี้ 
1. ข้อจำกัดทางการตลาด ต้องพิจารณากลุ่มลูกค้าตามอายุ เพศ อาชีพ และฐานะทางสังคม พื้นที่ ช่วงเวลา ทัศนคติและความคาดหวังในการบริโภค รวมทั้งเป้าหมายของแบรนด์สินค้า
2. ข้อจำกัดในการใช้ เช่น วิธีการใช้ ความน่าสนใจ วัตถุประสงค์ในการบริโภค การเปิดปิด ความปลอดภัยและการเก็บรักษา
3. ข้อจำกัดในการขาย ได้แก่ พื้นที่ การรักษา การมองเห็นผลิตภัณฑ์ การจัดจำแนก ความดึงดูดใจ และความแตกต่างจากสินค้าชนิดอื่นๆ
4. ข้อจำกัดทางเทคนิค ได้แก่ ชนิดของวัสดุ กระบวนการผลิต (production line) การขนส่ง กระบวนการพิมพ์ สี ราคา และวันหมดอายุ
5. ข้อจำกัดทางกฏหมาย ได้แก่ ข้อกำหนดด้านการให้ข้อมูล ความปลอดภัย และเรื่องสิ่งแวดล้อม (Eco-conception) ตามข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป (CE 94/ 62) ในปี 1994 ซึ่งกำหนดให้ลดการใช้ทรัพยากร ปริมาณโลหะหนัก และการประเมินปริมาณขยะที่เกิดขึ้นเมื่อหมดอายุใช้งาน

นอกเหนือจากข้อจำกัดข้างต้นแล้ว ในช่วงของกระแสรักษาสิ่งแวดล้อม ผู้ออกแบบยังต้องคิดถึงผลกระทบที่บรรจุภัณฑ์จะมีต่อสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงผลกระทบตลอดทั้งวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การเลือกวัสดุ แปรสภาพวัตถุดิบ การออกแบบคิดค้น ผลิต และทุกขั้นตอนของการขนส่ง (โดย 25% ของคาร์บอนไดออกไซด์ในโลกมาจากการขนส่ง การลดการใช้บรรจุภัณฑ์และวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ลงได้ก็จะช่วยลดการขนส่ง) ซึ่งหมายถึงว่า ผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงหลัก eco-design นั่นเอง

การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (eco-design)
นาย Peltier เห็นว่า การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (eco-design) คือ การออกแบบที่คำนึงถึงผลที่มีต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ช่วงต้นของการออกแบบโดยไม่ให้เสียประโยชน์ใช้สอย ช่วยผู้บริโภคจำแนกของเสียจากบรรจุภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น และเอื้อต่อการนำทุกส่วนของบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่

แนวทางในการออกแบบ eco-design นั้น มีหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1 การลด (reduce) 2 การนำกลับมาใช้ใหม่ (reuse) 3 การให้ความรู้ (educate) และ 4 การ รีไซเคิล

1) การลด: ควรลดหรืองดการใช้บรรจุภัณฑ์ ลดน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์ ลดบรรจุภัณฑ์ที่ก่อให้เกิด secondary packaging ลดปริมาตรบรรจุภัณฑ์เพื่อให้สามารถขนส่งได้มากขึ้น ลดบรรจุภัณฑ์ที่เกินความจำเป็น (over-packaging) พยายามใช้วัสดุชนิดเดี่ยว (mono-materials) ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ขนส่งและวางจำหน่ายได้ การพิมพ์บรรจุภัณฑ์โดยใช้หมึกพิมพ์บรรจุภัณฑ์ที่ได้จากพืช และพิมพ์ลงไปที่ข้างกล่องแทนที่จะแยกฉลากกับบรรจุภัณฑ์เป็นคนละชิ้นส่วน

2) การนำกลับมาใช้ใหม่: ควรออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้สะดวก หรือเอื้ออำนวยต่อการเติมสินค้า (refill) เช่น สินค้าประเภทน้ำยาต่างๆ รวมไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆต่อไปได้ โดยต้องไม่ลืมที่จะประเมินว่า สินค้าของตนนั้นมีอัตราการนำกลับมาใช้ใหม่จริงมากน้อยเพียงใด

3) การให้ความรู้: ผู้ออกแบบสามารถใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับผู้บริโภคถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อม (เช่น พิมพ์แนวทางในการแยกขยะ การรีไซเคิล ลงในบรรจุภัณฑ์) เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ผู้บริโภครักษาสิ่งแวดล้อม (เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์หมากฝรั่งโดยให้มีกระดาษชิ้นเล็กๆ อยู่ภายใน เพื่อไว้สำหรับคายหมากฝรั่งทิ้ง) หรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ง่ายต่อการลดและแยกขยะ (เช่น ขวดที่สามารถบีดอัดเป็นชิ้นเล็กๆได้ ฉลากกระดาษที่สามารถดึงออกมาจากกล่องพลาสติกได้สะดวก เพื่อให้แยกทิ้งขยะประเภทกระดาษและพลาสติกได้ง่าย) โดยผู้ออกแบบต้องระวังไม่ใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง (green marketing)

4) การรีไซเคิล: ควรใช้วัสดุที่ได้จากการรีไซเคิลและแปรรูป โดยยึดหลักคิดที่ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่สูญไป หรือสร้างขึ้นมาใหม่ ทุกสิ่งเพียงแค่แปรรูป” (Nothing is lost. Nothing is created. Everything changes)

นาย Peltier สรุปการสัมมนาว่า ปัจจุบัน ผู้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ควรคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยใช้หลัก eco-design ซึ่งดูภาพรวม มองถึงผลกระทบที่บรรจุภัณฑ์ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ จะมีต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การผลิตไปจนตลอดชีวิตการใช้งาน

ผู้สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:

สถาบัน Institut National de Design Packaging: http://www.indp.net/

หนังสือชื่อ “Eco-design: Chemins Vertueux” ซึ่งนาย Peltier เป็นผู้เขียน

ข้อมูลมาจาก: งานสัมมนา Packaging and Sustainability: Be Ready for European Markets ในงาน Propak Asia 2009 อาคารไบเทคบางนา วันที่ 19 มิย. 52 โดยคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://packaging09.thaieurope.net