ด้วยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปได้เข้าร่วมประชุมอภิปราย ภายใต้หัวข้อ “30 years Rapid Alert System for Food and Feed“ ซึ่งจัดขึ้นโดยกรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค (DG-SANCO) ณ Autoworld กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม เนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับการฉลองครบรอบ 30 ปีของระบบเตือนภัยด้านสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ของ EU (Rapid Alert System for Food and Feed : RASFF) รวมทั้งเป็นการเปิดตัวเว็บไซต์โฉมใหม่ของ RASFF รวมทั้งบทบาท หน้าที่ ของ EU และประเทศที่สามที่เกี่ยวข้องอันเชื่อมโยงกับความปลอดภัยของสินค้าอาหาร สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1.ผอ. ด้านความปลอดภัยของห่วงโซ่อาหาร DG-SANCO กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม : นาย Eric Poudelet, Director for safety of the food chain, DG-SANCO กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมรวมทั้งกล่าวเปิดตัวเว็บไซต์โฉมใหม่ของ RASFF ซึ่งได้แก่ http://ec.europa.eu/rasff โดยเว็บไซต์ใหม่นี้ผู้ใช้จะสามารถเข้าไปดูสถิติรายชื่อสินค้าที่มีปัญหาไม่สอดคล้องตามสุขอนามัยได้อย่างง่ายขึ้น รวมทั้งสามารถย้อนกลับไปดูสถิติของปีก่อนๆ ได้ด้วย

2. กรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผุ้บริโภคกล่าวเปิดงาน : นาง Androulla Vassiliou กรรมาธิการยุโรปด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผุ้บริโภค กล่าวว่า ความปลอดภัยของสินค้าอาหารเป็นเรื่องสำคัญที่เชื่อมโยงกับสุขอนามัยของผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งระบบ RASFF เป็นระบบที่มีความสำคัญและเป็นเครื่องมือในการรับรองความปลอดภัยของสินค้าอาหารใน EU โดย EU เริ่มวางรากฐานระบบนี้แล้วมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 โดยเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกกันเอง ซึ่งขณะนั้นมีเพียงสมาชิก 9 ประเทศ ในปัจจุบันระบบดังกล่าวได้เปิดรับให้ประเทศที่สามสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ดังกล่าวได้ด้วย  ซึ่งศูนย์ RASFF Network Centre ปฎิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมงโดยได้หยิบยกตัวอย่าง กรณีวิกฤตการปนเปื้อนสารเมลามีนในนมผงและผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นส่วนประกอบของจีน โดย นาง Androulla Vassiliou ได้กล่าวว่า RASFF ได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมสถานการณ์ กักกันสินค้าที่มีปัญหาที่นำเข้าจากจีนมายัง EU ได้เป็นอย่างดี ตลอดจน RASFF ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากระบบ INFOSAN (International Food Safety Authorities Network) ซึ่งเป็นระบบเตือนภัยความปลอดภัยสินค้าอาหารของ WHO (World Health Organization) 

    นอกเหนือจากนี้ ทาง DG-SANCO มีการจัดโปรแกรม Better Training for Safer Food ในแก่หน่วยงานผู้รับผิดชอบ (Competent Authority) ในประเทศสมาชิก EU และนอกประเทศสมาชิก EU รวมทั้ง EU ได้สนับสนุนช่วยเหลือให้กลุ่มประเทศที่สามได้จัดตั้งระบบเตือนภัยเช่นเดียวกับระบบ RASFF เพื่อนำไปสู่ระบบเตือนภัยเดียวทั่วโลก (one global system)

3. กรรมาธิการอาฟริกันด้านพัฒนาเศรษฐกิจในชนบทและการเกษตร : นาง Rhoda Tumusiime, Commissioner for the Department of Rural Economy & Agriculture of the African Union ได้ถูกรับเชิญในนามของสมาพันธ์อาฟริกันเพื่อเข้าร่วมงานดังกล่าว โดยนาง Rhoda Tumusiime ได้กล่าวว่า ในส่วนของอาฟริกาเองได้มีการจัดสัมมนาเพื่อรณรงค์ความปลอดภัยสินค้าอาหารเพื่อปกป้องผู้บริโภค เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา พบว่า ในปัจจุบันมีเด็กป่วยเพราะติดเชื้อจากอาหารเป็นพิษเป็นจำนวน 1 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งเด็กดังกล่าวล้วนแล้วมาจากทวีปอาฟริกา ตลอดจนปัญหาความสะอาดของน้ำเพื่อการบริโภคยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับแก้ไขดูแล

      สำหรับโครงการร่วม EU และกลุ่มประเทศอาฟริกา 54 ประเทศกำลังร่วมกันปูทางเพื่อเตรียมจัดทำระบบ RASFF ในอนาคต โดยในเดือนเมษายน 2009 ที่ผ่านมา EU ได้จัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกลุ่มประเทศอาฟริกา 70 ราย เพื่อสอนวิธีการตรวจสอบความปลอดภัยในสินค้าอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. Mrs. Paola Testori Coggi Deputy Director General DG-SANCO : นาง Paola Testori Coggi, Deputy Director General DG-SANCO กล่าวว่า ระบบ RASFF เป็นที่มาของความตั้งใจจริงของประเทศสมาชิก EU ที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันในการพัฒนาข้อมูลด้านความปลอดภัยของสินค้าอาหาร โดยในปี 2002 EU ได้ออกกฎระเบียบ EU Food Law มาเป็นบทเสริมและเชื่อมโยงกับด่านตรวจสอบสินค้านำเข้า (Border Inspection Post : BIP) ด้วย

     นาง Paola Testori Coggi ระบุ สถิติของการตรวจพบสินค้าที่มีปัญหาไม่ผ่านสุขอนามัยผ่านระบบ RASFF จากอดีตถึงปัจจุบัน ดังนี้

ปี ค.ศ.

จำนวนที่ตรวจพบ

1979

1989

1999

2008

1

33

360

3,040

RASFF Notification in 2008 : ในปี ค.ศ. 2008 มีการตรวจพบสินค้าที่มีปัญหา 7,000 รายการ โดยแยกเป็น

–          500 Alerts

–          1,100 Informations

–          1,400 Border Rejections

–          4,000 Follow up

       กลุ่มผู้นำเข้า-ส่งออกธัญพืชของ EU ขอให้มีการอิงมาตรฐานของ Codex เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศสมาชิกมีมาตรฐานในการตรวจสอบสินค้าบางประเภทที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำ ซึ่งในเรื่องนี้ นาง Paola Testori Coggi กล่าวว่า EU นำมาตรฐานของ Codex มาใช้โดยตลอด แต่ยังคงหลักการของ EU  คือสินค้านำเข้าต้องได้มาตรฐานเท่าเทียมกับที่ผลิตได้ใน EU ซึ่ง นาง Paola Testori Coggi  ได้หยิบยกตัวอย่างในกรณีของสาร Aflatoxin ว่าขณะนี้ EU ได้ปรับค่าให้ต่ำลงตามของ Codex ด้วยแล้ว เนื่องจากมีข้อยืนยันทางวิทยาศาตร์ว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค แต่สำหรับในเรื่องอื่นๆ บางที EU อาจมีความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์ที่แตกต่าง โดยเฉพาะในเรื่องของยาฆ่าแมลง (pesticides) กระนั้น EU ยังคงอนุญาตให้ประเทศที่สามใช้ยาฆ่าแมลงต้องห้ามได้ หากแต่เมื่อสินค้ามาถึง ณ ด่านตรวจนำเข้าของ EU แล้ว จะต้องปฎิบัติตามค่า MRL ที่ EU กำหนด

5. Ms. Inger Andersson, Director General of the National Food Administration in Sweden : นางสาว Inger Andersson กล่าวขอบคุณ DG-SANCO ในนามประเทศสวีเดนที่ได้รับเชิญมาพูดในงานนี้ โดยกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศสวีเดนเป็น President of EU แล้วมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ไปจนถึงสิ้นปี สำหรับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบ RASFF นั้น นางสาว Inger Andersson กล่าวว่า เป็นระบบที่มีบทบาทมากในคราที่มีการระบาดของโรค BSE และโรคปากและเท้าเปื่อยในปี ค.ศ. 2001 โดยต้องถือว่าระบบ RASFF เป็นระบบที่ปกป้องผู้บริโภค และช่วยเหลือ (support) CA ของประเทศสมาชิกเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากไม่มีระบบ RASFF แล้ว สินค้าอันตรายสามารถไปถึงผู้บริโภคได้ภายใน 2 -3 ชั่วโมงเมื่อสินค้าเข้าเขตแดน EU แล้ว ดังเช่นในกรณีของ ไดออกซิน เมลามีน ซัลโมเนลล่า เป็นต้น

  ในส่วนของทางการสวีเดน มีเจ้าหน้าที่รัฐประมาณ 300 คน ในการดูแลควบคุมข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านสินค้าอาหารร่วมกับ RASFF โดยเฉลี่ยจะได้รับ notification 20 – 30 ฉบับต่อวันรวมทั้งสวีเดนมีความเห็นด้วยกับ EU ที่จะให้ประเทศที่สามได้มีระบบเตือนภัยเช่นเดียวกันนี้ด้วย 

6. Dr. Somsak Pipoppinyo, Assistant Director, Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) : ดร. สมศักดิ์ พิภพภิญโญ  ผู้แทนจาก ASEAN ได้กล่าวขอบคุณ DG-SANCO ในนาม ASEAN ที่ได้รับเชิญมาพูดในงานนี้ โดยกล่าวว่า กลุ่มประเทศ ASEAN มีความมุ่งมั่นและความพยายามที่จะเพิ่มขีดความแข่งขันของตนในเรื่องความปลอดภัยสินค้าอาหาร โดยมีการจัดทำ มี ASEAN Food Safety Policy รวมทั้งขณะนี้มีการจัดทำระบบ ASEAN RASFF network โดยได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจาก EU เป็นอย่างมาก ซึ่งคาดว่า หากระบบเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว จะเป็นประโยชน์สามารถควบคุมความปลอดภัยของสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ ทั้งภายในและภายนอก ASEAN ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน ระบบดังกล่าวยังต้องได้รับ การพัฒนาอีกหลายขั้นตอนกว่าจะมีประสิทธิภาพการใช้งานเทียบเท่ากับระบบ RASFF ของ EU

7. Mrs. Monique Goyens, Director General, European Consumers’ Organisation (BEUC) : ได้กล่าวขอบคุณ DG-SANCO ในนามกลุ่มผู้บริโภคของ EU  ที่ได้รับเชิญมาพูดในงานนี้ โดยกล่าวว่า มีความเชื่อมั่นในระบบ RASFF เป็นอย่างดี รวมทั้งกล่าวว่า EU เป็นแหล่งรวมสินค้าที่มีความปลอดภัยต่อการบริโภคที่สุด ในปัจจุบัน EU มีนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคเป็นฉบับที่ 3 (third generation policy) ซึ่งการจะนำมาซึ่งความปลอดภัยของสินค้าอาหารนั้น จำต้องมีกฎระเบียบที่แข็งแกร่ง (strong regulation) โดยเฉพาะตลาดที่เปิดอย่างตลาด EU ด้วยแล้ว จำต้องมีระบบการตรวจสอบและควบคุมสินค้าได้อย่างทันถ่วงที

     นอกเหนือจากนี้ นาง Monique Goyens ได้กล่าวถึง ความปลอดภัยของการใช้ nanotechnology ในอาหาร ว่า ผู้ผลิตควรจะต้องสามารถบอกประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าประเภทดังกล่าวได้อย่างละเอียด ซึ่งปัจจุบัน EU มีเพียงกฎระเบียบควบคุมด้าน nanotechnology เฉพาะแต่ในเครื่องสำอางและ Novel food รวมทั้ง EFSA ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการรับมือกับเรื่องนี้ ดังนั้น ทาง BEUC อยากให้ EU ได้มีการจัดทำกฎระเบียบควบคุม nanotechnology  ในส่วนของอาหาร (food) ด้วย โดยควรให้มีการจัดทำบัญชี (inventory) ของสินค้า nano ว่า ปัจจุบันมีสินค้าอาหาร nano ที่วางจำหน่ายในตลาดอะไรบ้าง เนื่องจากบางทีมีสินค้าบางตัวที่บอกว่าเป็น nano หากจริงๆ แล้วไม่ใช่ ซึ่งเรื่องดังกล่าว ถือว่าเป็นความเสี่ยงในระยะยาวของความปลอดภัยสินค้าอาหาร ซึ่งในเรื่องนี้ นาง Paola Testori Coggi ได้พยายามอธิบายว่า ขณะนี้ DG-SANCO กำลังพัฒนาการวิจัยเรื่อง nanotechnology ในอาหาร รวมทั้งกล่าวว่า nanotechnology ไม่ใช่สิ่งอันตราย แต่ควรได้รับการศึกษาอย่างใกล้ชิดต่อไป

       ในตอนท้ายสุด นาง Monique Goyens ได้กล่าวฝากไปยัง EU ในเรื่องการแก้ไขปัญหา โรคความอ้วน (obesity) ของประชากรใน EU ซึ่งในเรื่องนี้ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความสวยงาม หากเป็นเรื่องสำคัญที่เชื่อมโยงกับสุขภาพของผู้บริโภค โดยอยากให้ EU กำหนดให้มีการติดฉลากสินค้าอาหารที่ชัดเจน (strong food labelling) โดยไม่ใส่ข้อมูลเกินความจำเป็นมากเกินไป (overload labelling) ควรให้ข้อมูล เฉพาะที่เกี่ยวข้อง กับโภชนาการ (nutrition information) โดยแท้จริง ทั้งนี้ นาง Monique Goyens ได้เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของ BEUC ที่ www.beuc.eu

 8. Dr. Andrea Ellis, Department of Food Safety, Zoonoses and Foodborne Diseases of the International Food Safety Authorities Netword (INFOSAN/WHO) : กล่าวว่า แม้ว่าเรื่อง Food safety จะไม่น่าสะพรึงกลัวเท่าเรื่องไข้หวัดนก หากแต่เราก็ควรให้ความเอาใจใส่ในเรื่องนี้ ตลอดจนปัญหาของโรคระบาดที่ควบคู่กันไป ซึ่งระบบ RASFF ของ EU ถือว่าเป็นระบบที่ทุกประเทศทั่วโลกควรให้ ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างในกรณีวิกฤตการปนเปื้อนเมลามีนในผลิตภัณฑ์นม ซึ่งในเรื่องนี้ INFOSAN ซึ่งมีสมาชิก 177 ประเทศได้ร่วมมือแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดกับ RASFF โดย INFOSAN มีบทบาทในการ update ข้อมูล ตรวจสอบข้อเท็จจริง และประเมินความเสี่ยงของสุขอนามัยผู้บริโภคทั่วโลก                         

9. อภิปรายกลุ่มย่อย เรื่อง « Future challenges for the EU food safety system and the role of RASFF : ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า ข้อมูลในระบบ RASFF ต้องโปร่งใส หากแต่ไม่ควรเปิดเผยชื่อบริษัทที่มีปัญหา เนื่องจากจะส่งผลเสียให้แก่บริษัทนั้นๆ รวมทั้งส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไม่อยากให้ความร่วมมือกับ RASFF ซึ่งในเรื่องนี้ ที่ประชุมย่อยเห็นว่า ควรเน้นความโปร่งใส แต่หากยังคงไว้ซึ่งชั้นความลับในบางระดับ (transparency but keep confidentiality) ซึ่ง RASFF จะรับข้อมูลเฉพาะที่ได้รับจาก CA เท่านั้น จะไม่รับข้อมูลโดยตรงจากทางภาคเอกชน

     ในส่วนของ EFSA ระบุว่า หน่วยงาน EFSA ต้องคอยติดตามข้อมูลที่ปรากฏใน RASFF อย่างใกล้ชิด และประเมินผลความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ผู้บริโภคใน EU รวมทั้ง EU ไม่ต่อว่าประเทศที่สาม เพราะภายในประเทศสมาชิก EU เอง ก็มี Alerts ภายในมากกว่าที่ตรวจพบจากสินค้าที่นำเข้าจากประเทศที่สาม รวมทั้งยืนยันว่า EU ไม่สามารถตรวจสอบสินค้านำเข้าทุก lot ได้ 100% มิฉะนั้นจะส่งผลให้ต้องกักกันสินค้าเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง EU เป็นประเทศผู้นำเข้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก นำเข้ามากกว่ารัสเซีย สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น มีผู้บริโภค 500 ล้านคน อย่างไรก็ดีในอนาคต EU หวังว่า จำนวน notification ของสินค้าที่มีปัญหาจะลดลง ซึ่งจะต้องเป็นการลดลงที่เป็นรูปธรรม โดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ FAO และ WHO ควบคู่ไปด้วย

10.  Mr. Robert Madelin, Director General DG-SANCO : นาย Robert Madelin กล่าวปิดในงานว่า ระบบ RASFF เป็นของประชาชน เพื่อให้ได้ทราบถึงความปลอดภัยของสินค้าอาหารที่ตนบริโภค  RASFF ยังต้องการความร่วมมือจาก 3 ฝ่าย ซึ่งได้แก่ ภาคเอกชน หน่วยงาน CA และผู้บริโภค สิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจของระบบ RASFF คือ เมื่อเกิดวิกฤต ทาง EU จะต้องสามารถประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และสามารถแจ้งเตือนภัยไปยังผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที และมีการ update ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอยู่อย่างสม่ำเสมอ       รวมทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศที่สาม อยากขอให้ประเทศที่สามให้ความร่วมมือในการจัดส่งข้อมูลเมื่อเกิดปัญหาให้แก่ RASFF เพื่อประโยชน์โดยรวมของผู้บริโภค ซึ่งในเรื่องนี้ประเทศสมาชิก EU-27 ที่ปฎิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างดี ทำให้ RASFF ยังคงมีอยู่ได้ ณ ปัจจุบัน                                                

 ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ ใคร่ขอเรียนข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ดังนี้

ก)      EU พยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบเว็บไซต์ของระบบ RASFF ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ตลอดจนสืบค้นข้อมูลในอดีตได้มากขึ้น เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลได้ด้วย และการจัดอภิปรายภายใต้หัวข้อ  “30 years Rapid Alert System for Food and Feed” ในครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณขอความร่วมมือจากประเทศที่สามในการช่วยกันจัดส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ RASFF เพื่อให้นำมาซึ่งระบบที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกระบบหนึ่งต่อไป                   

ข)      ไทยควรติดตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของระบบ RASFF อย่างสม่ำเสมอ เพราะนอกเหนือ จากจะได้รับทราบข้อมูลสินค้าไทยที่ถูกกักกัน เพราะมีปัญหา ณ ด่านนำเข้าแล้ว ยังได้รับทราบถึงปัญหาของประเทศอื่นๆ ที่ส่งสินค้าประเภทเดียวกันไปยัง EU ทั้งนี้ สามารถนำข้อมูลมาเพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยัง EU ในอนาคต