ทีมงานไทยยุโรป.เน็ตขอนำเสนอรายงานและสรุปย่อเกี่ยวกับนโยบายสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะเรื่อง ตลาดคาร์บอนเครดิตในสหภาพยุโรป EU ETS,
CDM และ Carbon Footprint ที่ทีมงานได้จัดทำขึ้นจากการสรุป วิเคราะห์
และกลั่นกรองเนื้อหาของงานสัมมนา EU Environment Policy Conference 2009
“European Schemes for Carbon Reduction: Impact on Trade and Business” ที่จัดขึ้นในวันที่ 16 ก.ค. 2009 ณ โรงแรงดุสิตธานี กรุงเทพฯ
ให้ผู้สนใจทุกท่านได้ศึกษาและใช้ประโยชน์ต่อไป

รายงาน/สรุปย่อดังกล่าวจะนำเสนอในลักษณะรายงานชุด รวมทั้งสิ้น 6 ฉบับ
โดยในครั้งนี้ขอนำเสนอรายงานฉบับแรก ได้แก่ บทนำและภาพรวมงานสัมมนา
จัดทำโดยทีมงานของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ (ภาษาไทย)
และทีมงานขอฃองค์รบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (ภาษาอังกฤษ) โดยรายงานอีก 5 ฉบับจะนำเสนอต่อไปสัปดาห์ละ 1 ฉบับ โปรดติดตามใน www.thaieurope.net

บทนำและภาพรวมงานสัมมนา
โดย Natcha Tulyasuwan
ทีมงานไทยยุโรป.เน็ต

ตลาดคาร์บอนเครดิตในสหภาพยุโรป (European Union Emission Trading Scheme: EU ETS) คือตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตสำหรับให้ประเทศใดๆก็ตามในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในสหภาพยุโรปที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) กำหนด ประเทศดังกล่าวก็สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตใน EU ETS เพื่อชดเชยกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินข้อกำหนดในประเทศของตนได้ ในส่วนของประเทศไทยนั้นแม้ว่าจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไม่มีข้อกำหนดที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีตามพิธีสารเกียวโต แต่ประเทศไทยก็ยังได้มีส่วนร่วมใน  EU ETS ผ่านการค้าคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการพัฒนาโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) 

สหภาพยุโรปมีความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นอีกเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส ดังนั้นจึงออกมาตรการใหม่ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการลดก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปโดยการออกระเบียบ EU Energy and Climate Change Package การออกแผนปฏิบัติการเพื่อปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม (Action Plans for a New Industrial Revolution) และการสนับสนุนการใช้แผนปฏิบัติการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ (Nationally Appropriate Mitigation Action: NAMA) ด้วยการตรวจสอบ และประเมินผล (Measuring, Reporting and Verification: MRV) เพื่อให้การดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นไปอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังมีการขยายขนาด EU ETS ในด้านจำนวนภาคส่วน และชนิดของก๊าซเรือนกระจกที่ซื้อขาย สนับสนุนการก่อตั้งตลาดคาร์บอนในประเทศอื่นๆ และเชื่อมโยงก้าวไปสู่ตลาดคาร์บอนระดับโลก (World Carbon Market) ในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวมาล้วนส่งผลต่อ EU ETS และประเทศคู่ค้า ทั้งทางตรง และทางอ้อม สาระสำคัญที่มีผลต่อประเทศไทยได้แก่ คำมั่นว่าสหภาพยุโรปจะรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ CDM ต่อไป, กลไกเครดิตแบบใหม่ (NAMA Crediting) ซึ่งครอบคลุมการลดก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง, นโยบายสนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิตระดับประเทศ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการสร้าง และการเชื่อมโยงของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยสู่ตลาดนานาชาติในอนาคต, การประมูลคาร์บอนเครดิต (Allowance Auctioning) ซึ่งจะมีการปันผลกำไรเพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา และวิวัฒนาการของตลาดคาร์บอนทั้งใน EU ETS และทั่วโลก ซึ่งสามารถทำให้การดำเนินการในประเทศที่ล่าช้าในการเริ่มพัฒนาโครงการ CDM เช่นประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ ข้อผิดพลาด และทางแก้ไขที่เกิดขึ้นมาแล้ว

นอกจากการเปลี่ยนแปลงจาก EU ETS แล้วการเปลี่ยนแปลงของนโยบายขององค์กรต่างๆภายในประเทศไทยก็ส่งผลต่อการพัฒนาโครงการ CDM เช่นเดียวกัน เมื่อผนวกการเปลี่ยนแปลงจาก 2 ด้านดังกล่าวเข้าด้วยกัน ก็สามารถแบ่งผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวได้เป็น 2 ด้าน คือโอกาส และความท้าทายของการพัฒนาโครงการ CDM ในด้านของโอกาศได้แก่ นโยบายในภาคพลังงานของภาครัฐบาลที่ออกมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน (Renewable Energy) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาโครงการดังกล่าวให้อยู่ในรูปแบบของโครงการ CDM, นโยบายตลาดคาร์บอนเครดิตของสหภาพยุโรป ในด้านความต้องการรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ CDM หลังจากปี ค.ศ. 2012, การส่งเสริมการสร้าง และเชื่อมโยงของตลาดคาร์บอน และแนวโน้มความต้องการโครงการ CDM ที่มีคุณภาพที่เพิ่มมากขึ้น และการสนับสนุนทางการเงินจากใน และต่างประเทศ จากภาครัฐ ภาคเอกชนในประเทศ และองค์กร และธนาคารเพื่อการพัฒนาในต่างประเทศ

ในด้านของความท้าทายประกอบไปด้วยหลายปัจจัย อาทิ

1) นโยบายการลดก๊าซเรือนกระจกที่มุ่งเน้นการดำเนินการด้วยโครงการขนาดใหญ่ผ่านกลไลเครดิตใหม่แบบรายภาคส่วน/สาขา (Sectoral-Based Crediting: SBC) กล่าวคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามรายภาคส่วน/สาขา โดยหากประเทศที่ลดได้เกินระดับเป้าหมายในภาคส่วน/สาขานั้นๆ ก็สามารถนำส่วนเกินนี้ไปขายทำให้เกิดผลกำไรได้ แต่อย่างไรก็ดี SBC ยังเป็นเพียงแนวคิดของสหภาพยุโรป ที่ยังไม่ได้ปรับใช้ในรูปแบบนโยบายเชิงรูปธรรม แต่คาดว่าอาจปรับใช้กับประเทศกำลังพัฒนาด้วย

2) การมุ่งเน้นการดำเนินการจากภายในสหภาพยุโรปด้วยนโยบาย Action Plans for a New Industrial Revolution และ NAMA ทำให้ความต้องการคาร์บอนเครดิตจากประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็ก มีจำนวนลดลง

3) ความสนับสนุนทางด้านวิชาการที่ไม่เพียงพอของประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระการทำวิจัย จัดเก็บข้อมูลด้วยตนเอง

4) การไม่ได้รับความสนับสนุนผ่านสิทธิทางภาษีของผู้พัฒนาโครงการ CDM จึงต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และการขาดความเข้าใจถึงหลักการ และผลประโยชน์ของการพัฒนาโครงการ CDM ในวงกว้าง ทำให้เกิดความไม่คล่องตัว และได้รับความสนับสนุนที่ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาโครงการในประเทศไทย

อาจกล่าวได้ว่าแม้ว่าโครงการ CDM ประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังมีการดำเนินการอย่างแพร่หลาย ทว่า CDM ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างในเรื่องของการกระจุกตัวของโครงการตามรายภาคส่วน, สัดส่วนของโครงการ CDM ที่ผลกำไรสูง แต่ประโยชน์ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่ำที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก, ความไม่ชัดเจนของแนวคิด Additionality, กระบวนการพิจารณาโครงการ CDM ที่ใช้เวลามาก และค่าใช้จ่ายสูง, ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงการ CDM ที่แทบไม่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการลดระดับโลก ตลอดจนปัญหา Carbon Leakage (การย้ายฐานการผลิตไปสู่ภูมิภาคที่ไม่มีพันธกรณีในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) ซึ่งทำให้โครงการ CDM ไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแท้จริง

ข้อบกพร่องของ CDM ดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่า การพัฒนาโครงการ CDM ยังจำเป็นต้องปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาเพิ่มเติมในอนาคต วิธีการที่สามารถช่วยให้การพัฒนาโครงการ CDM บรรลุจุดประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิผลในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาที่ยั่งยืนมีมากมายหลายทางยกตัวอย่างเช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการพิจารณาโครงการ CDM การแปลความหมายที่รัดกุมของแนวคิด Additionality การนำกลไกในรูปแบบรายภาคส่วน (Sector-based) หรือรายนโยบาย (Policy-based) มาใช้พัฒนาโครงการ CDM และการควบคุมปริมาณการผลิตคาร์บอนเครดิตจาก CDM เพื่อป้องกันราคาตลาดคาร์บอนเครดิตตกต่ำเนื่องจากปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สูงเกินความต้องการ (Oversupply)ใน EU ETS

Report on EU Environment Policy Conference 2009: “European Schemes for Carbon Reduction: Impact on Trade and Business
By Natalie Ward
Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO)

The second annual EU Environment Policy Conference on July 16, 2009 focused on “European Schemes for Carbon Reduction: Impact on Trade and Business”.  Sponsored by the Mission of Thailand to the European Communities, the Delegation of the European Commission (EC) to Thailand, and Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization), this conference drew an audience of more than 400 participants who support Thai businesses and industries in “going green” by disclosing “green” business opportunities to the Thai business and trade community, the sector least expected to rise amidst the current global economic recession.
 
The European Union’s Emission Trading Scheme (EU ETS) is the world’s first international company-level “cap-and-trade” system of allowances for emitting carbon dioxide (CO2) and other greenhouse gases.  Under the Kyoto Protocol, the Clean Development Mechanism (CDM), Joint Implementation (JI) and international emissions trading have become the dynamo behind the expansion of the international carbon market.  Throughout the conference, these topics were widely discussed by European experts in environment and climate change.  

The conference opened with a welcoming address by His Excellency Mr. Pisan Manawapat, Ambassador and Head of the Mission of Thailand to the European Communities.  He explained about the European Union’s adoption of the climate change package that will help to transform Europe into a low carbon economy and increase its energy security.  The EU is committed to reducing its overall emissions, and the national renewable energy targets proposed for each Member State will contribute to achieving emission reductions and will decrease the European Union’s dependence on foreign sources of energy.  

H.E. Manawapat announced that Thai businesses need to be aware of the EU’s upcoming regulations on climate change.  For example, airlines which fly to European destinations and automakers who sell to European markets have to comply with CO2 reduction schemes that take effect in 2012.  Doing business with European countries has to go hand in hand with the protection of the environment, the fight to alleviate climate change and the sustainable production process.  The Thai business sector should not see environmental policy as a trade barrier but rather as an opportunity to create and add value to its products.

H.E. David Lipman, Ambassador and Head of the European Commission Delegation to Thailand, emphasized that global economic recession is temporary, but climate change is permanent. The destruction of the planet could reach dangerous levels as early as 2050 and our children will have to pay for the consequences.  The issue of climate change can offer possibilities for the private sector through the creation of millions of green jobs and the green procurement trend.  Europe can serve as an inspiration for international cooperation in the world.  

In March 2007, the EU took on a huge commitment to reduce its overall emissions at least 20 percent below 1990 levels by 2020, and this number could increase to 30 percent if there is an international agreement committing other developed countries to comparable emission reductions.  The EU has also set the target of increasing the share of renewables in European energy use to 20 percent by 2020, as well as saving 20 percent of energy consumption by 2020 through energy efficiency.  The EU ETS, launched in 2005, is the world’s first company-level trading mechanism.  It has rapidly become the dynamo behind the world’s expanding carbon market and has sparked the ingenuity and creativity of business communities in the form of carbon finance, carbon management and auditing.

Mr. Sirithan Pairoj-Boriboon, Executive Director of Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization), gave a keynote speech on the “Policy and Current Status of CDM Implementation in Thailand”.  To begin, he explained that Thailand has lost 10,000 Rai to the sea because the waves are getting stronger, the waves are rising, and people are not aware of climate change.  Furthermore, there have been wildfires in northern Thailand, there is an increase in damage to the agricultural sector, and an increase in the risk of mosquito-borne illnesses attributed to climate change.  In response to these issues, Thailand has developed a Strategic Plan on Climate Change for the years 2008-2012 in which it will fulfill the following: capability building on adaptation, research and development, institutional capacity building, public awareness and participation, international cooperation and greenhouse gas mitigation.  

With regards to greenhouse gas mitigation, this will need to take place in the form of implementing the Clean Development Mechanism (CDM) in the case of energy, industry, agriculture and waste in order to increase greenhouse gas sequestration and promote clean technology.  The CDM can be viewed as a tool to protect and clean up the environment as well as enforce environmental law.  Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO), a public organization, is Thailand’s Designated National Authority (DNA) under the Kyoto Protocol, issuing the Letter of Approval (LoA) for CDM projects.  So far 82 projects have received the LoA, with a capacity to cut 5 million tons of carbon dioxide equivalent annually.  Thailand lags behind its Southeast Asian peers, as Indonesia, the Philippines and Malaysia have more CDM projects.  

Currently, TGO is promoting carbon reduction in the consumer sector by implementing the Carbon Reduction Label, which now has 30 products and monitors greenhouse gas emissions from a product’s production process; and the carbon footprint, which shows the amount of greenhouse gas emissions produced during the life cycle of a product and now has 25 pilot projects.  TGO is also initiating the ‘CoolMode’ project in cooperation with Thailand Textile Institute (THTI) to develop a cool material for formal-wear clothing that economizes energy use by increasing the air conditioning temperature in office buildings.

Minister Counsellor of Environment Delegation of the European Commission to India, Bhutan and Nepal, Mr. Robert Donkers, presented “EU ETS and CDM: Views of the European Commission”.  He explained that the way of living in Europe is not sustainable.  This issue needs to be addressed domestically, and international agreements should be reached with export partners. The strategic objective is a unilateral commitment by the EU to achieve at least a 20 percent reduction in greenhouse gases in Europe by 2020, rising to 60-80 percent by 2050.  Also, deforestation needs to halt within two decades and then reverse.  In terms of Copenhagen, the EU is highly confident that they will reach their Kyoto targets and even go above and beyond them.  

The three challenges facing the EU involve competitiveness, sustainable development, and security of supply.  Competitiveness is related to the Lisbon Treaty, an economic pillar preparing the EU for the transition to a competitive economy.  Emphasis is placed on the need to adapt constantly to changes in the information society and to boost research and development.  In relation to climate change, the EU can enforce its competitiveness by conducting research and innovation in areas such as clean coal technology, carbon sequestration, alternative fuels, energy efficiency and nuclear energy.  Furthermore, the EU can create an internal market with better cross border capacity and interconnections in the gas and power network across Europe.  

The EU needs to promote sustainable development by investing in renewable energy, energy efficiency by implementing programs to subsidize fuel efficient cars, placing tougher standards and better labeling on appliances, improving the energy performance of buildings, and improving the efficiency of heat and electricity generation as well as transmission and distribution.  It also should focus more on emission trading, nuclear energy, carbon capture and storage research and innovation.  Part of the EU’s recovery plan (€1.7 billion) is set aside for carbon capture and storage research and development.  Concerning the security of supply, the EU needs an international dialogue, a gas coordinated group and an oil supply group, communication on strategic stocks, effective mechanisms for energy crisis management, and electricity interconnections.  These challenges can only be solved by acting in an integrative way.

In terms of an international energy policy, Mr. Donkers said that the EU has entered into major partnerships on climate, trade and technology, including the Post-2012 Climate Regime, World Bank Gas Flaring Reduction Partnership, the Energy Charter, and extending the ETS to global partners.  The EU ETS has become the world’s largest carbon market. Phase I of the EU ETS was a “learning by doing” phase where too many allocations were issued.  The EU will no longer give out any free allocations; instead, it will auction allowances.  The power, steel, iron, paper and glass sectors, among others, will be auctioned.  Furthermore, an auctioning regulation will be adopted by the EU by June 2010, and auctioning will be based on clear and objective principles.  More than 50 percent of allowances are expected to be auctioned in 2013, increasing thereafter.

Phase II of the EU ETS (2008-2012) involves a 6.5 percent reduction of absolute emissions compared to verified 2005 emissions, and it places a more stringent cap on allowances.  The EU’s Linking Directive has created a market for flexible mechanisms, which includes the CDM.  However, there is little demand for Kyoto offsets outside of Europe so far, and only 5% of offsets are coming from CDM projects.  From 2013 onwards, the EU ETS will extend its scope to new sectors and gases, including greenhouse gas emissions from petrochemicals, ammonia and aluminum industry, N2O emissions, and emissions from aviation.  

With the worldwide aviation sector increasing rapidly, the EU wants to implement measures in the EU ETS for aviation, which will cover all flights to and from EU airports.  These will be calculated based on historical emissions from 2004-2006, and all legs of the flight will be covered to ensure no double counting occurs.  From 2012 onwards, 3,000 aircraft operators will be included in the EU ETS, and 82% of the allowances will be allocated for free; 15% of the allowances will be auctioned; while the remaining 3% will be placed in a special reserve for new entrants.  Detailed guidelines for aviation activities are going to be published soon.

When the EU increases from a 20% to a 30% reduction, half the additional reductions can be achieved through credits from countries that have ratified a global agreement.  Once an international agreement is reached, only the credits from countries that have ratified the agreement can be used from 2013 onwards.  Auction revenues should be used for mitigation and adaptation, including in countries that have ratified the agreement.  EU ETS linking provisions now allow linking with any compatible mandatory greenhouse gas emission trading system with absolute emission caps in any country or in sub-federal or regional entities.  The increasing likelihood of the US entering into a federal level cap-and-trade market could integrate the EU-US market.  By 2020, the EU expects an international market to expand to all OECD countries and all major emitting countries, including China and India.

The EU will support developing countries in extending a domestic ETS in terms of monitoring and reporting, setting up registries, and allocating allowances.  Furthermore, the EU encourages reform of the CDM to ensure environmental integrity and focus on action beyond win-win and low-cost measures, and to include sectoral crediting mechanisms as a stepping stone towards creating a cap-and-trade system in developing countries.  Mr. Donkers encouraged Thailand to move toward implementing a carbon market because there is a limited amount of time to take the necessary measures to mitigate climate change.

Managing Director of Climate Strategies, Mr. Jon Price, presented “EU ETS and CDM: Views of Climate Strategies,” explaining that the Kyoto Protocol was designed to reflect economic theory as constrained by political realities into three separate instruments: CDM, Joint Implementation (JI), and ETS.  These mechanisms have become the dominant source of low carbon financing, however, they only impact a modest fraction of the potentials identified when evaluating the global context.  Now the Green Investment Scheme (GIS) is being developed in the framework of the International Emission Trade (IET).  It is designed to achieve greater flexibility in reaching Kyoto Protocol targets while preserving the environmental integrity of the IET.  Under the GIS, a Party to the Kyoto Protocol can sell the excess of its quota units (AAUs) to another party and the proceeds from the AAU sales are channeled to the development and implementation of other projects that either acquire greenhouse gas emission reductions or build up the necessary framework for this purpose.  

With regards to the EU ETS, Mr. Price emphasized that there are suggestive trends that carbon leakage may already be occurring, such as in the cement sector, the paper sector, and the aluminum sector.  We can respond to this issue by implementing border measures; however these are discriminatory to trade and business; and free allocation of allowances distorts the effectiveness of the carbon price.  Full auctioning of allowances is important, but the idea of global sectoral trading scheme with auctioning could be a solution.  

Climate Strategies believes that the CDM necessitates resource transfers as well as strong positive political engagement in order to be effective.  Moreover, the CDM barely touches key sectors where emission reduction can take place, including agriculture, forestry, and transportation.  There are some changes that need to be considered in terms of the CDM, including sector and policy-based instruments, competitiveness, leakage, and the lack of a single, integrated mechanism.  Global carbon mechanisms can and should form part of the post-2012 landscape, but face serious challenges with intrinsic limitations.  Frameworks need to be built to focus on low carbon development.

The afternoon session of the EU Conference consisted of panels, the first focusing on “Thailand Gearing towards CDM era: Challenges and Opportunities”.  Mr. Rangsan Sarochawikasit, Director of the Bureau of Energy Research at the Ministry of Energy, discussed Thailand’s policies related to CDM and gave some background on Thailand’s energy policy under Prime Minister Abhisit’s administration.  It aims to intensify energy development for greater self-reliance, set the policy on alternative energy as a national agenda, supervise and maintain energy prices at an affordable level, promote continuous energy conservation and efficiency, and promote energy production and consumption concurrently with environmental conservation.  Thailand has an alternative energy development plan which aims to utilize alternative energy as a major energy supply to replace oil imports, to promote the use of integrated green energy in communities, to enhance the development of the domestic alternative energy technology industry, and to research, develop and encourage high efficiency alternative energy technologies, with the ultimate goal being to increase the share of alternative energy to be 20% of the energy mix of Thailand’s final energy demand by 2022.  

Mr. Rangsan explained that the Ministry of Energy promotes the alternative energy development plan by: using an added cost, a revolving fund program to assist the private sector, offering a BOI privilege by waiving import duties on equipment and corporate tax, and encouraging renewable energy projects to become a CDM.  In the short term, from 2008-2011, the Alternative Energy Development Plan emphasizes the promotion of commercial alternative energy technologies and high potential energy sources such as biofuels, as well as co-generation from biomass and biogas.  In the mid-term (2012-2016), the plan focuses on the development of the alternative energy technology industry, encouraging new alternative energy research and development to achieve economic viability, including new technologies for biofuel production and introducing a model development of the Green City to communities for sufficient economy and sustainability development.  In the long term (2017-2022), the plan emphasizes the use of new available alternative energy technologies, extending Green City models throughout Thai communities, and encouraging exports of biofuel and alternative energy technologies in ASEAN regions.  

The key success factors of the Alternative Energy Development Plan are to place the subject of renewable energy on the national agenda, especially through BOI incentives, to revise the obstructive legislation; to promote renewable energy technology standards; and to stipulate rules and regulations of renewable energy within the ASEAN community.  From an economic aspect, the Alternative Energy Development Plan would save millions of baht on energy imports and increase investment in the private sector.  From a social aspect, it would generate “green” jobs; and from the environmental aspect, it would lead to the development of a low carbon society.

Mr. Natee Sithiprasasana, Chief Executive Officer of A.T. Biopower Co Ltd, emphasized that the CDM is not adequate to respond to climate change in a timely matter, and more can be done in Thailand to transition to a low carbon society.  In terms of CDM, it is necessary to encourage the public sector to remove the income on tax on CDM projects in order to proportionally allocate its cost.  Mr. Krisada Chavananand, Director of Vichitbhan Co Ltd, underlined the need for quality over quantity in terms of CDM, which can be reached by an increase in financial means, such as loans and guaranteed carbon credits.  

Dr. Pichit Akrathit, President of MFC Asset Management PLC, explained that financial engineering plays a key role as creating an appropriate go-between to incur minimum risks from the early stage of CDM projects, to debt financing (providing loans, guaranteeing credits); acting as a broker for CERs; and selling CERs.  In the long run, the ultimate goal in Thailand is to implement a carbon market that can be linked to the global carbon market.  This can only happen with collaboration between the private and public sector.

Mr. Robin Dickinson, Senior International Projects Manager of Carbon Trust (UK) presented “European Environmental Trends in Supply Chain Management”.  The Carbon Trust, set up 8 years ago to decarbonize the UK economy, has established carbon footprinting of products, which allows consumers to view the impact products make on climate change and to assess the amount of emissions coming from the supply chain of products.  The Carbon Trust uses the PAS2050 Standard for assessment in order to maximize consistency.  For independent verification, the Footprint Expert has been established.  Products with a verified footprint can carry the Carbon Reduction Label.  Carbon is used as the proxy for environmental impacts as it is more transparent to consumers, allowing them to see why decisions were made in the industry.

In 2008, the EU launched an action plan for sustainable consumption, production and industry, and came up with the “Energy Labeling Directive” which obliges manufacturers and retailers to provide consumers with labels indicating the energy consumption of household appliances.  There is also an Extended Energy Label Design which places products in classes A through G.  The “EU Ecolabel,” a ten-year old voluntary label awarded to environment-friendly products on the market, also exists to enable private consumers and public authorities to buy and identify “greener” products.  This scheme will be strengthened by widening the number of products covered and making the system less costly and bureaucratic.  In conclusion, the benefit of using a carbon label for products allows companies to improve their efficiency and influence supply chain management; to switch from carbon intensive products; and to compete fairly on green credentials.  For consumers, the carbon label allows an understanding of the carbon footprint on their products; and a way to differentiate between specific products on the basis of their carbon content.

Thailand is implementing its own version of the carbon footprint, which was brought up in the panel “Experiences with the Carbon Footprint of Products in Thailand,” moderated by Dr. Thumrongrut Mungcharoen, Associate Professor at Kasetsart University and Director of the Focus Center on Life Cycle Assessment and Eco-Product Development at the National Metal and Materials Technology Center (MTEC), and including panelists from Kasetsart University, the Federation of Thai Industries, and companies undertaking the carbon footprint for product scheme, including Charoen Pokphand Foods Public Company Limited (CPF) and Advance Agro PLC.  

There are currently 25 pilot products undergoing the carbon footprint pilot project in Thailand, hosted by Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO) and MTEC.  These pilot products include t-shirts, ceramic tiles, rice flour, copying machine, air conditioner, and more, which are exported to Europe.  According to Dr. Rattanawan Mungkung from Kasetsart University, some of the biggest scientific challenges associated with the carbon footprint of products in Thailand include the inventory database, such as scope of emissions; the data quality level; and the product category rule.  Furthermore, there are practicality issues involved, such as whether or not the carbon footprint is enough to compare products, and whether consumers make decisions based on the carbon footprint.  

Dr. Boonpeng Santiwattanatam, Vice President of CPF, explained that most of the greenhouse gases that lead to a larger footprint are being emitted during the production process of CPF’s chicken snack product.  Therefore, in undertaking the carbon footprint project, CPF has discovered the hotspot for its greenhouse gas emissions.  Dr. Chinnarat Boonchu of Advance Agro PLC described the methodology his company has undertaken in analyzing the life cycle of its paper products “from cradle to mill gate,” which includes a tree farming assessment, life cycle assessment, and mass and energy balance.  Both companies are undertaking the carbon footprint activity for international environmental policy compliance in order to export their products to Europe.
 
According to Dr. Akajate Apikajornsin, Deputy Secretary General of Electrical, Electronics & Allied Industry Club (EEAIC), the Federation of Thai Industries, now that the United States is placing emphasis on climate change, there will be a lot of pressure for producers to comply with standards.  It was agreed that industries must think about implementing energy label schemes, especially because in today’s economy, it is the companies conducting Corporate Social Responsibility (CSR) that are surviving.  The carbon footprint is just part of the change to be the market driver.  Now the private sector is gaining interest in environmental integrity.  In terms of cost efficiency, it is well worth it to promote these projects.  The panelists encouraged businesses to be the leader of environmental projects and not the followers.

H.E. Pisan Manawapat concluded the EU Conference with a message for all participants to raise awareness about the initiatives for a low carbon economy taking place in the EU.  Stakeholders in Thailand should prepare themselves and gain knowledge of carbon reduction mechanisms that could impact trade, in order to gain a competitive edge in international trade.  In the long run, it will lead to sustainable access for Thailand into the European Union.