ตลาดคาร์บอนเครดิตในสหภาพยุโรป (European Union Emission
Trading System: EU ETS)
เป็นตลาดคาร์บอนประเภทที่มีตัวบทกฎหมายในประเทศกำกับดูแล (Regulated
Market) กล่าวคือ ตลาดดังกล่าวมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยใช้หลัก
Cap and Trade System
ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปใดที่มีพันธกรณีตามพิธีสารเกียวโต
หากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าที่พันธกรณีพิธีสารเกียวโตกำหนด ก็สามารถ
นำส่วนเกิน (Allowance) นั้นไปขายใน EU ETS
ให้แก่ประเทศที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามปริมาณที่พันธกรณี
พิธีสารฯ กำหนดได้ โดยประเทศนั้นๆ สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตใน EU ETS เพื่อชดเชยกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตน 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา จึงไม่มีพันธกรณีที่ต้องลดการปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้มีส่วนร่วมใน EU ETS ผ่านการค้าคาร์บอนเครดิตอีกประเภทหนึ่ง คือประเภทที่ได้จากการโครงการที่ช่วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือ โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) ซึ่งคาร์บอนเครดิตที่ได้เรียกว่า Certified Emission Reduction (CER)

กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) เป็นกลไกที่กำหนดขึ้นภายใต้พิธีสารเกียวโต ว่าด้วยการอนุญาตให้ประเทศอุตสาหกรรมที่มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก สามารถไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาที่ร่วมในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก และเป็นกลไกเดียวที่จัดทำขึ้นภายใต้พิธีสารเกียวโต ที่เกี่ยวข้องกับประเทศกำลังพัฒนา โดยกลไกนี้จะผลักดันให้เกิด Win-win Benefits คือ ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือ Annex I Countries (ประเทศผู้ลงทุน) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามพันธกรณีในต้นทุนที่ต่ำกว่าหากจะลดในปริมาณที่เท่ากันภายในประเทศของตน ขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนา หรือ Non-Annex I Countries (ประเทศเจ้าบ้าน) ก็ได้รับประโยชน์ผ่านการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สะอาด ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากโครงการ CDM นับเป็นคาร์บอนเครดิต ประเภท Certified Emission Reduction หรือ CER โดยโครงการเหล่านี้จะได้รับคาร์บอนเครดิต หลังจากที่ได้ขึ้นทะเบียนและได้รับการรับรองจาก CDM Executive Board (CDM EB)

1. ระเบียบ EU ENERGY AND CLIMATE CHANGE PACKAGE
ผลการรายงานการคาดการณ์ผลกระทบของภาวะโลกร้อนทางวิทยาศาสตร์ฉบับล่าสุดของ คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยควมเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (International Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งตั้งขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ชี้ว่าหากอุณหภูมิทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 1990 สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกจะตกอยู่ในภาวะอันตราย (Dangerous Climate of Two Degrees) ถึงแม้กระนั้น IPCC ยังคาดการณ์ว่าการปรับตัวสูงขึ้นของอุณหภูมิเพียง 1-2 องศาเซลเซียสก็ยังทำให้โลกตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ภาวะโลกร้อนจะส่งผลต่อระบบลมฟ้าอากาศของโลกทำให้รูปแบบการเกิดฝนเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดพายุ น้ำท่วม ภาวะภัยแล้ง และแหล่งน้ำเหือดแห้งที่บ่อยครั้ง และรุนแรงมากขึ้น โดยจะไม่มีทวีปใดในโลกที่สามารถรอดพ้นจากผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าอุณหภูมิในทวีปนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ตาม
 
สหภาพยุโรปให้ความสำคัญต่อผลการคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์ของ IPCC อย่างยิ่ง อีกทั้งเนื่องด้วยสหภาพยุโรปยึดถือว่ากลุ่มประเทศของตน เคยเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ในอดีต สหภาพยุโรปจึงให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นเกินไปกว่า 2 องศาเซลเซียส ด้วยการกำหนดมาตรการต่างภายใต้กรอบนโยบายที่เรียกว่า EU Energy and Climate Change Package ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และการพัฒนาตลาดพลังงานภายในสหภาพยุโรป (Internal Market) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเจรจาและการกระชับความสัมพันธ์ในระดับนานาชาติที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สาระสำคัญของนโยบายดังกล่าว ได้แก่
 
1) สหภาพยุโรปประกาศเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในกลุ่มประเทศสมาชิกลง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 1990 ภายในปี ค.ศ. 2020 ไม่ว่าผลการเจรจาเรื่องภาวะโลกร้อนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเป็นเฮเกน ในปี 2009 (United Nations Climate Change Conference Copenhagen 2009 or Conferences of Parties 15: COP 15) จะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม นอกเหนือจากนี้ สหภาพยุโรปพร้อมที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในหสภาพ จาก 20 เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นระดับเป้าหมายที่สูงที่สุดในโลก หากประเทศที่พัฒนาแล้ว (เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และ ญี่ปุ่น) ตกลงที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตนอย่างจริงจัง ตาม COP 15 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ธ.ค. 2552 นี้

2) สหภาพยุโรปเรียกร้องให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ร่วมมือกับสหภาพยุโรปลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ค.ศ. 2020 และลดให้ได้ 60-80 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ค.ศ. 2050 เมื่อเทียบกับปีฐาน ค.ศ. 1990

3) สหภาพยุโรปร้องขอให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ผ่านการใช้พลังงานไปในทิศทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจทำได้โดยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) หรือการใช้พลังงานทดแทน (Renewable Energy) ประเทศตัวอย่างในกรณีนี้ได้แก่ ประเทศเดนมาร์กซึ่งสามารถ ส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่เพิ่มภาระของการใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด ผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) และการใช้พลังงานทดแทนจากลม (Wind Energy) นอกจากนี้สหภาพยุโรปได้เรียกร้องขอความร่วมมือในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หลังจากปี ค.ศ. 2020

4) สหภาพยุโรปให้ความสนใจในเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการลดการทำลายป่าไม้ (Deforestation) โดยเล็งเห็นหัวข้อดังกล่าวเป็นหัวข้อที่มีนัยสำคัญ ต่อการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ
 
2. กลยุทธ์ในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในสหภาพยุโรป
การใช้พลังงานในสหภาพยุโรปในปัจจุบันยังต้องการการปรับปรุง และแก้ไข ความท้าทายบางประการที่เกิดขึ้นในภาคส่วนพลังงานของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการลดก๊าซเรือนกระจกโดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 หัวข้อหลัก คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) การแข่งขัน (Competitiveness) และ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security of Supply)

รูปที่ 1: ความท้าทาย 3 ประการของภาคพลังงานในสหภาพยุโรป (The Three Challenges)

 

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปในปัจจุบันมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากภาคส่วนพลังงาน และกว่า 93 เปอร์เซ็นต์ เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้เนื่องจากแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ของสหภาพยุโรปในปัจจุบัน และในอนาคต (จากการคาดการณ์ของสหภาพยุโรป) มาจากการใช้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์ (Fossil Fuel) หากไม่มีการจัดการโดยมาตรการใดๆ ปริมาณการใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนการขนส่ง และภาคส่วนอุตสาหกรรม จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส สหภาพยุโรปได้ออกแผนปฏิบัติการเพื่อปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม (Action Plans for a New Industrial Revolution) โดยมีมาตราการดังต่อไปนี้

1) การจัดการระบบตลาดพลังงานภายในสหภาพยุโรป (Internal Energy Market) ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความเชื่อมโยงของตลาดพลังงานในแต่ละประเทศในกลุ่มสมาชิก

2) การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน (Solidarity in Security of Supply) ผ่านการสร้างกลุ่มทำงาน และการพัฒนากลยุทธ์การใช้พลังงานร่วมกันในระดับสหภาพ

3) การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ซึ่งวางเป้าหมายการประหยัดพลังงานไว้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2020

4) การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน (Renewable Energy) ด้วยเป้าหมายการเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนขึ้นเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประกอบด้วยน้ำมัน Biofuel 10 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ค.ศ. 2020

5) การสนับสนุนการวิจัยการใช้ และการจัดการพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์ (Fossil Fuel) อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคโนโลยีการดักจับ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS)

6) การพัฒนาความปลอดภัยในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear) เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์มีนัยสำคัญ ถือเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2- free Energy source)

7) การส่งเสริมเชื่อมโยงของนโยบายด้านพลังงานในระดับนานาชาติ (International Energy Policy) ผ่านการเจรจาสากล และส่งเสริมความสัมพันธ์กับ EU Neighbors รัสเซีย และผู้ผลิตพลังงานรายหลักในทวีปเอเชีย อเมริกา และอัฟริกา

 
3. สหภาพยุโรป และ COP 15 ณ กรุงโคเปนเฮเกน
สหภาพยุโรปตั้งเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ 8 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ค.ศ.2010 สถิติที่รวบรวมเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.2009 แสดงให้เห็นว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสหภาพยุโปดำเนินไปได้ถึง 4.6 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี ค.ศ.1990 แล้ว ด้วยเหตุนี้ สหภาพยุโรปจึงแสดงความมั่นใจที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ภายในปี ค.ศ. 2010 อีกทั้งยังให้คำมั่นว่าจะเพิ่มเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้สูงยิ่งขึ้นในอนาคต
 

ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส สหภาพยุโรปร้องขอความร่วมมือจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ (สำหรับทั้งกลุ่ม) โดยสหภาพยุโรปสนับสนุนการดำเนินการผ่านการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ (Nationally Appropriate Mitigation Action: NAMA) การพัฒนา และทบทวนกลยุทธ์เพื่อนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) อย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงระบบการตรวจสอบ และประเมินผล (Measuring, Reporting and Verification: MRV) ของการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
 
4. ระบบ EU ETS
สหภาพยุโรปได้แนวคิดต้นแบบในการก่อตั้ง EU ETS มาจากตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศสหรัฐอเมริกา EU ETS เริ่มเปิดดำเนินการโครงการนำร่องในปี ค.ศ. 2005 และเปิดดำเนินการจริงในปี ค.ศ. 2008

ปัจจุบันนับได้ว่า EU ETS เป็นตลาดคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก การดำเนินการของ EU ETS แบ่งออกเป็น 3 ช่วง (Phase) ได้แก่

1) ช่วงที่ 1 (Phase I) ปี ค.ศ. 2005-2007
เป็นโครงการนำร่อง มีการค้าขายเฉพาะ คาร์บอนเครดิตแบบ Allowance เพื่อวางระบบตลาดคาร์บอน และเรียนรู้การจัดสรรปริมาณคาร์บอนเครดิตประเภทที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเป้าหมายที่พิธี

สารเกียวโตกำหนด (Allowance) ที่เหมาะสมในแต่ละภาคส่วน

2) ช่วงที่ 2 (Phase II) ปี ค.ศ. 2008-2012
เป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการจริงของ EU ETS มีการปรับปริมาณ Allowance ให้ลดลงเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาคาร์บอนเครดิค และนำ EU Linking Directive มาใช้ ทำให้คาร์บอนเดรดิตเช่น CER สามารถนำมาซื้อขายในตลาดคาร์บอนเครดิตในสหภาพยุโรปได้ ในปัจจุบันสหภาพยุโรปถือได้ว่าเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของตลาด CER โลก

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปกำลังร่างกฎหมายการประมูลคาร์บอนเครดิต (Auctioning) เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยน Allowance ซึ่งคาดว่าจะนำมาประกาศใช้ภายในปี ค.ศ. 2010 กฎหมายนี้อาจส่งผลดีต่อประเทศไทย เนื่องจากหนึ่งในสาระสำคัญของตัวบทกล่าวถึงการปันผลกำไรจากการประมูลเพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา

3) ช่วงที่ 3 (Phase III) เริ่มในปีค.ศ. 2013 เป็นช่วงที่มีวิวัฒนาการของตลาดอย่างชัดเจน มีแผนการสำหรับขยายขอบเขตของภาคส่วนเพิ่มขึ้น ไปสู่ภาคอลูมิเนียม (Aluminum) ภาคสารเคมี (Chemicals) และภาคการบิน (Aviation) นอกจากนั้นยังขยายชนิดของก๊าซเรือนกระจกที่ซื้อขายใน EU ETS เพิ่มขึ้นอีก 2 ชนิด คือ เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC) และ ไนตรัสออกไซด์ (N2O)
 
5. ภาคส่วนการบิน ใน EU ETS
เริ่มจากปี ค.ศ. 2012 เป็นต้นไป ทุกเที่ยวที่ต้องใช้บริการของท่าอากาศยานใดๆในสหภาพยุโรป ซึ่งนับเป็นจำนวนมากกว่า 3,000 สายการบิน จะถูกจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Cap) 97 เปอร์เซ็นต์ ในปี ค.ศ. 2012 และลดลงอีกเป็น 95 เปอร์เซ็นต์ในปี ค.ศ. 2013 เมื่อเทียบจากปี ค.ศ. 2004-2006 โดยเฉลี่ย หากสายการบินใดไม่สามารถบรรลุพันธกรณีได้ ก็จะถูกลงโทษโดยการลดปริมาณ Allowance ในปีถัดไป
 
6. EU ETS กับ CDM ในประเทศไทย
– อนาคตของ CDM: สหภาพยุโรปจะดำเนินการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และรับซื้อ CER ต่อไป ไม่ขึ้นอยู่กับผลการเจรจา ของ COP 15 ถึงแม้ว่าขณะนี้สหภาพยุโรปจะเป็นผู้รับซื้อ CER รายใหญ่ที่สุด อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไม่ควรนิ่งนอนใจ เนื่องจาก CDM จะไม่สามารถคงอยู่ตลอดไป และอาจมีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์แบบใหม่เข้ามาแทนที่

“ …CDM revenues cannot be forever, but at the moment it is still a big market…” Mr. Robert Donkers, Minister Counselor to Delegation of the European Commission to India, Bhutan, and Nepal  

– เครดิตแบบใหม่ NAMA Crediting: สหภาพยุโรปเสนอแนวคิดใหม่สำหรับทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา แนวคิดดังกล่าว คือ NAMA ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ ที่จะต้องมีการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส และประสิทธิภาพของนโยบายการลดก๊าซเรือนกระจก (MRV Princial) ทั้งนี้โครงการที่สามารถได้รับเครดิตอาจประกอบด้วย โครงการ CDM และ โครงการที่นอกเหนือขอบข่ายของ CDM เช่น การออกกฎหมาย วางนโยบาย หรือแผนงานที่ส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น นอกจากนั้นสหภาพยุโรปยังได้ประกาศจุดยืนในการสนับสนุนการนำมาใช้จริงของ NAMA และ MRV Principal
 
– นโยบายการเชื่อมโยง และสนับสนุนการก่อตั้งตลาดคาร์บอน: สหภาพยุโรปมีนโยบายเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศต่างๆ พร้อมทั้งสนับสนุนการก่อตั้งตลาดคาร์บอนระดับประเทศ จากประสบการณ์ตรงจึงส่งผลดีต่อการก่อตั้งตลาดคาร์บอนของประเทศไทยที่กำลังอยู่ในขั้นศึกษาเตรียมงาน อย่างไรก็ตามตลาดนั้นๆ จะต้องมีความสอดคล้องกันกับระบบของตลาดในสหภาพยุโรป กล่าวคือ ต้องมีการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Cap) สหภาพยุโรปตั้งใจว่าภายในปี ค.ศ. 2020 การเชื่อมโยงของตลาดคาร์บอนระดับประเทศจะสามารถขยายผลไปถึงประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายหลัง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน และประเทศอินเดีย
 
– ระบบการประมูล Allowance: รายได้จากการประมูลคาร์บอนเดรดิตภายในสหภาพยุโรป (Auctioning) จะถูกนำไปช่วยเหลือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยในการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก โดยจะใช้จริงภายในปี ค.ศ. 2010 ส่วนความช่วยเหลือจะดำเนินต่อไปหลังจากปี ค.ศ. 2012 หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสถานะการเข้าร่วมของประเทศไทยในพันธสํญญาฉบับใหม่ (Post-2012)
 
– ข้อได้เปรียบของ CDM ในประเทศไทย: ถึงแม้ว่าประเทศไทยเริ่มให้การสนับสนุนการพัฒนาโครงการ CDM ล่าช้ากว่าประเทศข้างเคียง อย่างไรก็ตามอาจถือได้ว่ากลับเป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่จะสามารถเรียนรู้ถึงปัญหาอาจที่เกิดขึ้น และทางแก้ที่มีประสิทธิภาพ จากประสบการณ์การพัฒนาโครงการ CDM ของประเทศต่างๆ ทำให้เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อความราบรื่นของการพัฒนาโครงการ CDM ในประเทศไทย

โดย Natcha Tulyasuwan
ทีมงานไทยยุโรป.เน็ต