เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 52 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศการประเมินภาวะเศรษฐกิจของอียู โดยใช้ข้อมูลของ7 ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดในอียู คือ ฝรั่งเศส เยอรมนี  อิตาลี เนเธอร์แลนด์  โปแลนด์ สเปน และสหราชอาณาจักร (80% ของ GDP ในอียู) เป็นพื้นฐานในการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

มีสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจ อียูกำลังฟื้นตัว โดยคาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2009 ในอัตรา 0.2% สำหรับเขตยูโรโซนและประเทศอียู 27 ในไตรมาสที่ 3 และ 0.1% ในไตรมาสที่ 4  ทั้งนี้ เนื่องจากดำเนินนโยบายแทรกแซงให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลและปัจจัยภายนอกที่มีพัฒนาการในเชิงบวก  อย่างไรก็ดี อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปี 2009 จะยังติดลบที่อัตรา – 4.0 %  แต่การฟื้นตัวนี้ยังไม่แน่นอนว่าจะมีเสถียรภาพและยั่งยืน โดยจะต้องมีการประเมินผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจต่อการจ้างงานและสถานะการเงินของภาครัฐ และประเมินภาวะเศรษฐกิจของทุกประเทศอียู เพื่อจัดทำผลการประเมินรอบที่สี่ประจำปี ซึ่งกำหนดมีขึ้นในต้นเดือน พ.ย. 52

สำหรับการคาดการณ์อัตรา GDP รายประเทศในปี 2009  ประกอบด้วย เยอรมนี -5.1 %  สเปน -3.7 %  ฝรั่งเศส    -2.1 %  อิตาลี -5.0 % เนเธอร์แลนด์  -4.5 %  สอ. -4.3 %  และโปแลนด์ 1.0 %

อัตราเงินเฟ้อในปี 2009 จะอยู่ที่อัตรา 0.9 % ในประเทศอียู 27 และ 0.4 % ในเขตยูโรโซน 

อัตราการว่างงานในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2009  คนว่างงานมีจำนวน 1.4 ล้านคนในประเทศอียู 27 และ 702,000 คนในเขตยูโรโซน ส่วนผู้มีงานทำมีจำนวน 222.7 ล้านคนในประเทศอียู 27 ในจำนวนดังกล่าว เป็นผู้มีงานทำในเขตยูโรโซน 145.6 ล้านคน  ทั้งนี้ มีการจ้างงานลดลงในทุกสาขาเศรษฐกิจ (อุตสาหกรรมการผลิต การก่อสร้าง บริการด้านการเงินและธุรกิจ เกษตรกรรม การค้า และบริการขนส่งและโทรคมนาคม)  ยกเว้นในภาคบริการ

สถานะการเงินภาครัฐในปี 2009  คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากภาวะเศรษฐกิจ   ตกต่ำเนื่องจาก automatic stabilisers  (เช่น รายได้จากการเก็บภาษีลดลง และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านสังคม) และมาตรการกระตุ้นศกที่รัฐบาลประเทศอียูดำเนินการ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้น คาดได้ว่า การขาดดุลด้านงบประมาณของรัฐบาลทั้งในประเทศอียู 27 และเขต ยูโรโซน จะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้  และนสพ. Financial Times ฉบับวันที่  15 ก.ย. 2009  รายงานว่า คกธ.ยุโรปคาดว่า ประเทศอียูจะขาดดุลงบประมาณในปี 2009 ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6 ของ GDP จากข้อมูลการประมาณการณ์ของคกธ.ยุโรปเดือนพ.ค. 52 หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเป็น 77.7 % ของ GDP ในปีนี้ และ 83.8 ในปี 2010 ซึ่งสูงกว่าสัดส่วน 60% ที่กำหนดไว้สำหรับประเทศเขตยูโรโซน ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของอียูที่รุนแรงที่สุดในรอบ 52 ปี จะส่งผลเสียหายต่อภาคการเงินสาธารณะและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว 

นาย Joaquin Almunia กรรมาธิการยุโรปด้าน Economic and Monetary Affairs กล่าวว่า อียูยังจำเป็นที่ต้องดำเนินมาตรเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ประกาศไว้สำหรับปี 2009 และ 2010 ต่อไป และเร่งการแก้ไขปัญหาภาคการเงินเพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้ในเงื่อนไขที่เหมาะสมเมื่อภาคธุรกิจและครัวเรือนกลับมาดำเนินแผนการลงทุนอีก และขณะเดียวกัน จะต้องมีการกำหนด exit strategy ที่ชัดเจนและประสานสอดคล้องกันเพื่อให้ภาคการเงินสาธารณะกลับสู่สภาพปกติและยั่งยืน และเพื่อหาแหล่งเงินทุนสำหรับเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงาน  ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งของอียูและประเทศสมาชิกคิดเป็น 1.4 % ของ GDP ในปี 2009 และ 1.1 % ในปี 2010 หรือคิดเป็น 2.5 % ในปี 2009-2010