เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 52 คณะกรรมาธิการยุโรปได้รับรองร่างข้อเสนอกฎหมายจัดตั้งและเสริมสร้างระบบควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินในยุโรป โดยให้มีกฎระเบียบพื้นฐานและการบังคับใช้ที่สอดคล้องกัน สามารถตรวจพบความเสี่ยงในระบบที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน และแก้ไขปัญหากรณีผู้ควบคุมสถาบันการเงินของประเทศสมาชิกอียูมีความเห็นแตกต่างกัน เพื่อปรับปรุงข้อบกพร่องของระบบการควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินในปัจจุบันซึ่งมีการแบ่งแยกกันระหว่างประเทศสมาชิกอียูแม้จะมีการจัดตั้งตลาดร่วมแล้ว และป้องกันการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำ

            ประเด็นสำคัญของร่างข้อเสนอกฎหมายดังกล่าว คือ การจัดตั้งระบบติดตามตรวจสอบใน 2 ระดับ ได้แก่

 

1.       European Systemic Risk Board (ESRB) ในระดับเศรษฐกิจมหภาค ตรวจจับความเสี่ยงใน

ระบบการเงินทั้งระบบและเตือนภัยล่วงหน้า รวมทั้งการให้คำแนะนำเพื่อจัดการความเสี่ยงแก่ประเทศสมาชิกอียู และ European Supervisory Authorities (FSA) ซึ่งจะต้องปฏิบัติตาม หรืออธิบายชี้แจงหากไม่สามารถดำเนินการตามได้ โดยคณะกรรมการ ESRB ประกอบด้วย ประธานและรองประธานธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank), ประธานธนาคารกลางประเทศสมาชิกอียูทุกประเทศ, ผู้แทนจากคณะกรรมาธิการยุโรป, ประธาน FSA ด้านการธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ การประกันภัยและเงินบำนาญ

 

                      ทั้งนี้ ESRB จะต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศสมาชิกอียู ธนาคารกลางของประเทศสมาชิกอียู และ FSA ในด้านข้อมูล    คำแนะนำและการเตือนภัยล่วงหน้าจาก ESRB ถือเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวซึ่งอาจมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่กรณี คาดว่าจะเริ่มจัดตั้ง ESRB ได้ภายในช่วงปี 2010

 

2.       European System of Financial Supervisors (ESFS) ในระดับเศรษฐกิจจุลภาค ประกอบด้วยเครือข่าย

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลในระดับประเทศสมาชิกกับหน่วยงานในระดับอียูซึ่งจะมีการจัดตั้ง European Supervisory Authorities (FSA) ประกอบด้วย 3 องค์กรย่อย ได้แก่

                    (1) European Banking authority (EBA)

                    (2) European Securities and Markets Authority (ESMA) และ

                    (3) European Insurance and Occupational Pensions Authority (EIOPA) ทดแทนองค์กรที่มีอยู่เดิมซึ่งมีอำนาจเพียงให้คำแนะนำ โดยมีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้น อาทิ

 

–          จัดทำข้อเสนอ technical standards ในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักการ better regulation

(ออกกฎระเบียบเท่าที่จำเป็นเพื่อลดภาระแก่ภาคธุรกิจ) เพื่อให้มี common rulebook และดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าวรวมทั้งโดย peer review

 

–          แก้ไขข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานควบคุมในระดับประเทศในกรณีที่กฎระเบียบกำหนดให้หน่วยงาน

ดังกล่าวต้องร่วมมือกันหรือต้องตกลงเห็นชอบ

 

–          ประสานงานในกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

–          เพื่อแก้ไขข้อกังวลของประเทศสมาชิกอียูที่ไม่ต้องการให้องค์กรดังกล่าวก้าวก่ายการกำกับดูแลและ

ตัดสินใจด้านงบประมาณของภาครัฐในกรณีสถาบันการเงินมีปัญหา คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้มี safeguard clause ระบุไม่ให้การตัดสินใจของ FSA ก้าวก่ายอำนาจความรับผิดชอบของประเทศสมาชิก

 

–          ESMA มีอำนาจควบคุมตรวจสอบ Credit rating agencies โดยตรง

 

คณะกรรมาธิการยุโรปประมาณการว่าจะต้องใช้งบประมาณ 37 ล้านยูโร ในปีแรกของการจัดตั้ง European

Supervisory Authorities (2011) และเพิ่มเป็น 68 ล้านยูโรในปี 2014 และจะต้องเสนอร่างข้อเสนอกฎหมายดังกล่าวให้ที่ประชุม Council (ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอียู) และสภายุโรปพิจารณาต่อไป และจะได้รับการพิจารณาในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอียูในเดือน

ต.ค. 2009

 

            ข้อคิดเห็นภายในอียูต่อร่างกฎหมายดังกล่าว มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมีข้อวิจารณ์ว่า

 

–          ร่างกฎหมายดังกล่าวขาดความทะเยอทะยานและไม่สามารถจัดตั้ง single EU supervisor ซึ่งจะ

เป็นระบบที่สามารถป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคตได้ และไม่ได้ระบุวิธีการในการจัดสรรภาระ (burden-sharing) สำหรับแผนการกู้ธนาคาร (bail-out plans) ในกรณีสถาบันการเงินข้ามชาติล้มละลายได้

 

–          การควบคุมตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถแยกส่วนระหว่างเศรษฐกิจมหภาคและ

เศรษฐกิจจุลภาคได้

 

–          ประเทศสมาชิกอียูและสภายุโรปยังสามารถลดความเข้มงวดของร่างกฎหมายนี้ได้อีกในระหว่างการ

พิจารณาร่างกฎหมาย

 

            สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://ec.europa.eu/internal_market/finances/committees/index_en.htm