เมื่อวันที่ 1-2 ต.ค. 52 ได้มีการประชุมรัฐมนตรีคลังประเทศสมาชิกอียูอย่างไม่เป็นทางการ (Informal ECOFIN Council) ซึ่งได้หารือกันในเรื่องการนำ exit strategies มาใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมโดยขึ้นอยู่กับผลการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจช่วงปี 2010-2011 ที่จะออกในช่วง พ.ย. 2009 แต่ยังไม่รับรองกรอบวงเงินที่จะใช้ในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวันที่ 1-2 ต.ค. 52 ได้มีการประชุมรัฐมนตรีคลังประเทศสมาชิกอียูอย่างไม่เป็นทางการ (Informal ECOFIN Council) ในประเด็นต่างๆ สรุปสาระสำคัญได้ว่า

 

            1. exit strategies ด้านการคลัง ที่ประชุมเห็นว่ายังต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปจนกว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะมั่นคง แต่ควรเริ่มหารือเพื่อกำหนด exit strategies ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับ Stability and Growth Pact (แนวทางของอียูในการรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะ) โดยเน้นที่ปัจจัยต่อไปนี้

                (1) การถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลาที่เหมาะสม

                (2) ปรับภาวะการคลังให้อยู่ในสภาพสมดุล (fiscal consolidation) ในระดับมากกว่า 0.5% ของ GDP ของ EU ต่อปี

                (3) ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เน้นที่ตลาดแรงงาน ระบบการเกษียณอายุ การลงทุนด้านการวิจัยและ Green Technology

                (4) สร้างเสริมความเข้มแข็งในกรอบงบประมาณระดับชาติ ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งมีความเห็นว่าน่าจะนำ exit strategies มาใช้ในปี 2011 แต่บางประเทศ เช่น สวีเดน สหราชอาณาจักร เห็นว่าการกำหนดเวลาในขั้นนี้ยังลำบาก จะต้องมีการพิจารณาการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจในปี 2010-2011 รวมทั้งสถานะของ public finance   สวีเดนในฐานะ EU Presidency จะเป็นผู้ร่างรายละเอียดยุทธศาสตร์เสนอแนะให้ทุกประเทศสมาชิกอียูปรับใช้อย่างสอดคล้องกันเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณต่อไป

 

            2.  การสร้างเสถียรภาพให้การคลังและการควบคุมตรวจสอบ เน้นว่ามติจากที่ประชุม G-20 Pittsburgh Summit ควรนำมาปฏิบัติโดยเร็ว โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงินโบนัสและค่าตอบแทนสำหรับผู้บริหารสถาบันการเงิน นอกจากนี้ โดยรวมที่ประชุม รมต. คลังเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปในการจัดตั้ง European Systemic Risk Board (ESRB) โดยจะมีการหารืออีกครั้งในวันที่ 20 ต.ค. 52 นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการทำ stress test ธนาคารที่มีสาขาข้ามชาติในยุโรป 22 แห่ง ว่าสามารถมีเงินทุนพอแก้ไขปัญหา หากปัญหาเศรษฐกิจและการเงินแย่ลงไปอีก

 

            3. การสนับสนุนเงินทุนสำหรับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เน้นว่าการระดมทุนจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและต้องมีความร่วมมือทั้งภายในอียูเองและในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ

 

            รมต. คลังประเทศสมาชิกอียูบางประเทศสนับสนุนการเก็บ carbon tax เพื่อลดการปล่อยก๊าซในสาขาที่ไม่ได้อยู่ในระบบ EU Emission Trading Scheme โดยสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการยุโรปทบทวน Energy Taxation Directive (ระเบียบที่กำหนดภาษีต่อพลังงานเชื้อเพลิง อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ก๊าซธรรมชาติ LPG) ให้รวม carbon emission ในการเก็บภาษีผลิตภัณฑ์พลังงาน

 

            4. การจ้างงาน แสดงความกังวลต่อภาวการณ์ว่างงานในยุโรปที่เพิ่มขึ้นสูงมาก (จากสถิติของ Eurostat ส.ค. 52 อียูมีอัตราการว่างงาน 9.1% หรือ 21.872 ล้านคน) และเน้นการแก้ไขปัญหาโดยเร่งปฏิรูประบบโครงสร้าง เพื่อเพิ่มความต้องการแรงงาน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.se2009.eu

           

 ข้อมูลเพิ่มเติม 

–          แม้ว่ามติที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการ exit strategy อย่างสอดคล้องกัน โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ของแต่ละประเทศและคณะกรรมาธิการยุโรปได้พยายามกำหนดช่วงเวลาในการเริ่ม exit strategy ภายในปี 2011 หากอียูมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นบวก (ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจสำหรับช่วงปี 2010-2011 ที่จะออกในเดือน พ.ย. 52) แต่ประเทศสมาชิกอียูบางประเทศได้เริ่มลดการใช้จ่ายภาครัฐ อาทิ สเปน สหราชอาณาจักร เยอรมนี แต่ในส่วนของฝรั่งเศส คาดว่าจะยังคงใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีก โดยภาวะขาดดุลจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.5% ในปี 2010 (อัตราการขาดดุล 8.2% ในปี 2009)

 

–          ในเรื่องเกี่ยวกับภาษีและการรักษาสิ่งแวดล้อม การเสนอแนวทางภายในอียูแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง

            (1) การเสนอ carbon tax เพื่อเรียกเก็บภาษีสำหรับผู้ใช้พลังงานซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในอียู (ที่อยู่นอกเหนือจากระบบ EU ETS)

            (2) การเสนอลดภาษีสำหรับ green goods โดยหาแนวร่วมกับสหรัฐฯ ประเทศสมาชิก OECD และจีนในการผลักดันเรื่องนี้ในการประชุม UNFCCC

            (3) การเสนอใช้ carbon adjustment tax ซึ่งเสนอโดยฝรั่งเศสและเยอรมนี เพื่อลดข้อเสียเปรียบระหว่างอุตสาหกรรมภายในอียูและนอกอียู

 

–           ที่ประชุมรมต. คลังมิได้แสดงความชัดเจนว่าเห็นด้วยกับกรอบงบประมาณเพื่อสนับสนุนการแก้ไข

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่คกธ.ยุโรปเสนอไว้หรือไม่ (2-15 พันล้านยูโรต่อปี) โดยคาดว่าสวีเดนจะพยายามผลักดันให้มีท่าทีที่ชัดเจนในการประชุมผู้นำอียูระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค. 52