สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ / คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป ได้สรุปผลรายงานความเคลื่อนไหวนโยบายและกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่มีผลกระทบต่อไทย ฉบับเดือน ตุลาคม 2552 จากโครงการจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและศึกษากฎระเบียบสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่มีผลกระทบต่อไทย ดังนี้

 

ที่ 

ความเคลื่อนไหวนโยบาย/กฎระเบียบสหภาพยุโรป 

ประเด็นที่น่าติดตาม

ข้อแนะนำจากบริษัทที่ปรึกษา 

1.

ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซ CO2 (EU Emission Trading Scheme หรือ ETS) และการใช้ระบบ EU ETS กับการขนส่งทางอากาศ

– รัฐบาลอังกฤษยกเลิกนโยบายที่จะปรับสายการบินที่ไม่สามารถส่งแผนการติดตามปริมาณการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (monitoring plan) ได้ทันเวลา (ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2009) เนื่องจากได้รับข้อคิดเห็นว่าค่าปรับไม่เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม และจะทำให้เกิดการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันสำหรับสายการบินที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษ (มีจำนวน 891 สายการบินจากจำนวนทั้งหมด 4,000) เมื่อเทียบกับสายการบินที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลประเทศสมาชิกอียูอื่น

– ที่ประชุมสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ประกาศว่าจะรักษาระดับการปล่อยก๊าซให้คงอยู่ที่ระดับเดิมของปี 2005 ภายในปี 2020 และจะลดการปล่อยก๊าซลง 50% จากระดับของปี 2005 ภายในปี 2050 รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพปีละ 1.5% ถึงปี 2020 โดยหวังว่าการตั้งเป้าหมายโดยสมัครใจดังกล่าวสำหรับการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศจะทำให้อียูยกเลิกการใช้ระบบ EU ETS สำหรับสาขาการบินในปี 2012 และระบบการจัดเก็บภาษีแบบอื่นๆ ที่กำลังมีการเสนอขึ้นมา โดยจะเสนอข้อเสนอดังกล่าวต่อที่ประชุม ICAO วันที่ 7-9 พ.ย. 2009

– คณะกรรมาธิการยุโรปเลื่อนกำหนดเวลาการประกาศข้อมูลการปล่อยก๊าซจากการขนส่งทางอากาศในช่วงปี 2004-2006 ที่จะใช้สำหรับกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซจากการขนส่งทางอากาศออกไปเป็นครั้งที่ 2 จากเดิมภายในสิ้นปี 2009 เป็นช่วงกลางปี 2010

– การประกาศข้อมูลการปล่อยก๊าซจากการขนส่งทางอากาศซึ่งจะใช้เป็นฐานการคำนวณการให้เครดิตการปล่อยก๊าซ แก่สายการบินต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในปี 2012

– การที่อียูกำหนดท่าทีให้รวมการลดก๊าซ CO2 ในสาขาการบินลง 10% จากระดับปี 2005 ภายในปี 2020 สำหรับการเจรจาจัดทำความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับการดำเนินการหลังปี 2012 โดยให้มีการเจรจาในรายละเอียดในที่ประชุมองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

– ควรติดตามความคืบหน้าการหารือเรื่องแนวทางการลดการปล่อยก๊าซ CO2 จากการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศทั้งในกรอบ UNFCCC และ ICAO รวมทั้งความคืบหน้าของร่างกฎหมายของสหรัฐฯ ในการสร้างระบบ cap and trade การปล่อยก๊าซ (Waxman Markey Bill) ซึ่งจะมีผลต่อการขนส่งทางอากาศเช่นกัน

– จะเป็นการยากที่สายการบินจะคัดค้านการใช้ระบบ ETS กับสาขาการบินของอียู และขณะนี้มีแนวโน้มที่ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย จะนำระบบ ETS มาใช้ ดังนั้น สายการบินจะต้องมีทางออกที่สร้างสรรค์ในการลดการปล่อยก๊าซ CO2

2.

ระเบียบการจดทะเบียน การประเมิน การอนุญาต และการจำกัดการใช้สารเคมี (REACH)

– ภาคอุตสาหกรรมในยุโรปเรียกร้องให้ European Chemicals Agency (ECHA) ให้ความช่วยเหลือภาคอุตสหากรรมในการจดทะเบียนสารเคมีภายใต้ระเบียบ REACH และชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เป็นผู้นำในการจดทะเบียนสารเคมี (lead registrant) ได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ จากการยื่นขอจดทะเบียนสารเคมี 651 ชนิด มีเพียง 123 ชนิดที่ได้รับการยอมรับจาก ECHA ที่เหลือถูกส่งคืนเนื่องจากข้อมูลไม่ครบ และมีสารเคมีที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว 156 ชนิด

– ในขณะนี้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสารเคมีใน SIEFs (Substance Information Exchange Fora) สำหรับสารเคมี 1,565 ชนิด สำหรับการเตรียมการยื่นจดทะเบียนสารเคมีต่อไป 

– ECHA กำลังจัดระบบซอฟท์แวร์สำหรับการจดทะเบียนสารเคมี (EUCLID-5) และระบบฐานข้อมูลที่เกี่ยวกับ REACH หรือ REACH-IT ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2009

– หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลเยอรมนี (UBA) เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปทบทวนข้อกำหนดในการจำแนกสารเคมีอันตรายตาม Annex XIII ของระเบียบ REACH โดยเห็นว่าข้อกำหนดเดิมล้าสมัย นอกจากนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าข้อกำหนดของ REACH ผ่อนปรนมากกว่ากฎระเบียบในระดับประเทศในประเทศสมาชิกอียู และสารเคมีอันตรายที่ได้รับอนุญาตภายใต้ REACH กลับไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ภายใต้ระเบียบ RoHs สำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

– สภายุโรปเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปทบทวนแก้ไขระเบียบ REACH ในส่วนที่เกี่ยวกับวัสดุนาโน เพื่อปรับการจดทะเบียนให้ง่ายขึ้นและมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการแจ้งให้ทราบเมื่อมีการจำหน่ายวัสดุนาโน ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปได้มอบให้บริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาแล้ว โดยมีข้อเสนอแนะให้กำหนดให้มีระบบ Mandatory reporting system สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้วัสดุนาโน

 

– การพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ในการกำหนดประเภทสารเคมีอันตรายภายใต้ระเบียบ REACH โดยคณะกรรมาธิการยุโรป

 

– ผู้ผลิตสารเคมีของไทยที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าไปยังอียูควรมีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนินการตามระเบียบ REACH ทั้งนี้ ผู้ผลิตสารเคมีในตลาดได้รวมตัวกันเพื่อดำเนินการจดทะเบียนสารเคมีร่วมกัน และบริษัทที่ปรึกษาจะให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมในรายงานการศึกษาเชิงลึกเรื่อง REACH ต่อไป

3.

การปรับระเบียบ RoHs และ WEEE

– ผู้แทนรัฐบาลประเทศสมาชิกอียูเริ่มหารือเพื่อแสวงหาแนวทางขจัดข้อกำหนดที่ขัดแย้งและไม่สอดคล้องกันระหว่างการปรับระเบียบ RoHs กับระเบียบ REACH

– สำหรับระเบียบ WEEE   NGO ในยุโรป (European Environment Bureau หรือ EBB) เรียกร้องให้รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของประเทศสมาชิกอียูตั้งเป้าหมายการเก็บเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อย 65% ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์ที่ถูกวางจำหน่ายต่อปี ภายใน 2 ปี แทนปี 2016 ที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอไว้

– ในการแก้ไขระเบียบ RoHs สวีเดนในฐานะประธานอียูได้เสนอร่างหลักเกณฑ์สำหรับข้อจำกัดการใช้สารอันตรายในสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยเสนอว่า แทนที่จะใช้ methodology ของ REACH (risk-based restriction) เป็นแนวทางในการกำหนดการห้ามการใช้สารเคมีอันตรายชนิดใหม่ตามที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอ ระเบียบ RoHs ควรกำหนดกลไกและหลักเกณฑ์ของตนเองเพื่อให้สามารถห้ามการใช้สารเคมีอันตรายได้ แม้ยังไม่มีการพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยข้อเสนอขณะนี้เน้นผลกระทบของสารอันตรายในช่วงการกำจัด (waste phase) แต่อาจมีข้อเสนอเพิ่มเติมในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ product lifecycle ได้ต่อไป

– ควรติดตามข้อสรุปการหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของข้อกำหนดในระเบียบ RoHs และระเบียบ REACH

– ข้อเรียกร้องของ EEB ทะเยอทะยานเกินไป

– คาดว่าการปรับระเบียบ RoHs และ WEEE จะไม่สามารถแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2009 แต่อาจเลื่อนออกไปเป็นช่วง พ.ค. 2010

 

4.

ร่างระเบียบการควบคุมการปล่อยก๊าซ CO2 จากรถยนต์

– คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมเสนอร่างกฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซ CO2 จากรถบรรทุกเล็ก (van) ให้เหลือ 175 กรัมต่อกิโลเมตร ภายในกลางปี 2013 แม้ว่าจะมีบางประเทศสมาชิกอียูไม่เห็นด้วย (อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี) โดยเห็นว่าควรขยายเวลาการดำเนินการดังกล่าวไปถึงช่วงปี 2017

 

– มีเสียงสะท้อนจาก NGOs ในยุโรปที่เห็นว่าการจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ดังกล่าวจะทำให้อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และรถบรรทุกเล็กมีการเปลี่ยนแปลง และปล่อยก๊าซน้อยลง ทั้งนี้ คาดว่าจะผลักดันการดำเนินการดังกล่าวนอกอียูด้วย

5.

สารเคมีที่มีผลในการทำลายชั้นบรรยากาศ 

– ในระหว่างการประชุม UNFCCC ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2009 อียูได้ร่วมกับ  สหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก ไมโครนีเซีย มอริเชียส และปท. อื่นๆ เรียกร้องให้มีการเลิกการใช้สาร HFCs ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ ภายใต้พิธีสารมอนทรีออล ทั้งนี้ การค่อยๆ ลดการใช้สาร HFCs จะมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วง 3-5 ปี (สาร HFCs สามารถก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซ CO2 ถึง 14,800 เท่า)

– คณะกรรมาธิการยุโรปได้เรียกร้องให้ที่ประชุม UNFCCC ที่โคเปนเฮเกนใน ธ.ค. นี้ เห็นชอบให้มีการยกเลิกการใช้สาร HFCs

 

– ภาคอุตสาหกรรมไทย อาทิ ผู้ผลิตตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศควรคำนึงถึงข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับสาร HFCs ที่เป็นผลจากการประชุม UNFCCC และควรแสวงหาทางเลือกอื่นแทนการใช้สาร HFCs ในผลิตภัณฑ์

6.

การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Eco-design)

– คณะมนตรียุโรปได้รับรองการทบทวนร่างระเบียบ Eco-design ให้ครอบคลุมสินค้าที่มีผลในการประหยัดพลังงาน อาทิ หน้าต่าง วัสดุฉนวน ทั้งนี้ ข้อกำหนดในการประหยัดพลังงานสำหรับแต่ละประเภทสินค้า จะมีการพิจารณาในกระบวนการต่อไป โดยมีขอบเขตที่สำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การเลือกและใช้วัตถุดิบ การผลิต การบรรจุภัณฑ์ การขนส่งและการจัดจำหน่าย การติดตั้งและการบำรุงรักษา การใช้ และการขจัดเศษซากในช่วงหมดอายุการใช้งาน

 

– ในอนาคตผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในยุโรปจะต้องสอดคล้องกับระเบียบ Eco-design ที่กำหนดเพิ่มเติม ผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องควรเริ่มดำเนินการตามระเบียบดังกล่าวโดยเร็ว

7.

นโยบายและแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน 

– คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอร่างแนวนโยบาย (Communication) เรื่อง “7 Measures for 2 Million New EU Jobs” ซึ่งเป็นการทบทวนแผนปฏิบัติการประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานปี 2006  เพื่อให้อียูสามารถบรรลุเป้าหมายการเพิ่มการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 20% ภายในปี 2020 โดยจะกำหนดเป็นเป้าหมายที่มีผูกพันทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะตั้งเป้าหมายประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานสำหรับเศรษฐกิจทั้งหมดโดยรวม หรือแยกรายสาขา อาทิ การขนส่ง การก่อสร้าง และยังไม่มีข้อสรุปว่าจะจัดตั้งเป้าหมายรายประเทศสมาชิกอียูหรือไม่  

 

– การทบทวนแผนปฏิบัติการดังกล่าวมิได้มีผลกระทบต่อไทยโดยตรง แต่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจะเกี่ยวข้องกับนโยบายและระเบียบอื่นๆ อาทิ การติดฉลากสินค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Eco-design) ซึ่งผู้ผลิตของไทยควรติดตาม

 

28 ตุลาคม 2552