หลายฝ่ายเชื่อว่า  เศรษฐกิจโปรตุเกสจะฟื้นขึ้นเล็กน้อยในปลายปี 52  พร้อมกับเศรษฐกิจโลก ส่วนการค้าไทย-โปรตุเกสยังคงไม่สดใส  เนื่องจากปริมาณการค้ารวมปรับลดลงกว่าปีก่อนถึงร้อยละ 37  แต่สินค้าอาหารไทยและธุรกิจบริการด้านร้านอาหารไทยและสปาและนวดแผนไทยยังคงมีแนวโน้มที่ดีในตลาดโปรตุเกส  

ตามที่อียูได้ออกรายงานเศรษฐกิจ Autumn Forecast  เมื่อเร็ว ๆ นี้  สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน  ขอนำเสนอการคาดการณ์เศรษฐกิจของโปรตุเกสในรายงาน Autumn Forecast  ดังกล่าว   รวมทั้งข้อมูลการค้าไทย – โปรตุเกส  และความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ  ดังนี้  

รายงาน  Autumn  Forecast  

ในปี 2552  เศรษฐกิจโปรตุเกสจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย  ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกและการลงทุนภายในประเทศ  อย่างไรก็ดี  GDP  จะอยู่ที่ ร้อยละ  -2.9 (เดิมคาดไว้ร้อยละ -3.7)  แต่ในปี 2553  เศรษฐกิจจะโตขึ้นร้อยละ 0.3  (เดิมคาดไว้ร้อยละ  0.8) 

นอกจากนี้  การขาดดุลบัญชีจะเพิ่มขึ้น  เนื่องจากการปรับเพิ่มเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ในปี 2552  และร้อยละ 0.8  ในปี 2553)  และรายจ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้น  อาทิ  เงินช่วยเหลือผู้ตกงาน  และค่าตอบแทนให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม   ทั้งนี้  การขาดดุลบัญชีจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.7 ของ GDP  ในปี 2551  เป็นร้อยละ 8   ในปี 2552  (เดิมคาดไว้ร้อยละ 6.5)      

สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญ  มีดังนี้ 

 

 

รายการ

ปี 2552

ปี 2553

ปี 2554

1. GDP

-2.9

0.3

1

2. การบริโภคภายในครัวเรือน

-0.9

0.6

0.7

3. การใช้จ่ายภาครัฐ

1.7

0.7

0.7

4. การลงทุน

-15.2

-4.1

1.1

5. การส่งออก

-14

0.7

3.3

6. การนำเข้า

-13.7

-0.2

2.2

7. อัตราการว่างงาน

9

9

8.9

 

 

 

 

8. อัตราเงินเฟ้อ

-1

1.3

1.4

9. การขาดดุลบัญชี

-8

-8

-8.7

10. หนี้สาธารณะ

77.4

84.6

91.1

 

 

รายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติของโปรตุเกส

ช่วงไตรมาสที่ 3 ของ ปี 2552  โปรตุเกสส่งออกลดลงร้อยละ 17.5   และนำเข้าลดลงร้อยละ  20.4    เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ทำให้ดุลการค้าลดลง 1,489.6  ล้านยูโร    (สินค้าอุตสาหกรรม  เป็นสินค้าที่ส่งออกและนำเข้ามากที่สุดเป็นอันดับ 1  มีอัตราการ   ส่งออกลดลงร้อยละ  25  และอัตราการนำเข้าลดลงร้อยละ  24.8)      

ส่วนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2552   อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ  9.1  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

นาย  Teixeira  dos Santos  รมต.คลัง โปรตุเกส  ยืนยันเศรฐกิจโปรตุเกกำลังฟื้นตัว  

นาย Santos  กล่าวว่า  สาเหตุสำคัญของการขาดดุลบัญชีในปี 2552  นั้น มาจากการจัดเก็บภาษีได้ลดลง  โดยเฉพาะการพิจารณาให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ   ทั้งนี้  รัฐบาลจะยังคงใช้มาตรการที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี  2551  อาทิ   (1)  การเพิ่มการลงทุนภาคสาธารณะ   เช่น  คมนาคม  และการศึกษา   (2) การสร้างความเข้มแข็งทางการเงินให้แก่ธุรกิจ  SMEs  (3) การพัฒนาตลาดแรงงานให้มีศักยภาพและความชำนาญ  (4)  การใช้มาตรการที่เอื้อต่อกลไกตลาดสินค้าและบริการ           (5)  การเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้บริโภค  (6) การปรับลดภาษีสังคม  (7)  การส่งเสริมและสนับสนุนการประกันสินเชื่อแก่ภาคส่งออก             (8) การมีมาตรการระยะยาวเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงาน  

โปรตุเกสขยับมาอยู่อันดับที่ 34 ของประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขัน

นาย  Basilio  Horta  ประธาน  สำนักงานส่งเสริมการงลงทุนและการค้าต่างประเทศของโปรตุเกส  (Agencia Para O Investimento e Comercio Externo de Portugal – AICEP)  กล่าวว่า  แม้การส่งออกรวมของโปรตุเกสจะลดลง  แต่ในปี  2551   รส่งออกไปประเทศนอกอียู  (อังโกลาและสิงคโปร์)  ได้ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ  14.5  นอกจากนี้  โปรตุเกสได้ขยับมาอยู่อันดับที่  34   (เดิม 37)  ของโลก  และอันดับที่  16 ของ  EU  (โดยอยู่ในอันดับที่  1 ของประเทศในยุโรปใต้)  จากการจัดอันดับใน  World Competitiveness Yearbook  2009       

สถิติการค้าไทย – โปรตุเกส  (ม.ค. – ก.ย. 2552)  ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ไทย      

มูลค่าการค้ารวม  อยู่ที่  112.66  ล้านเหรียญสหรัฐ    ลดลงร้อยละ 37.54  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน    โดยไทยส่งออก 93.34  ล้านเหรียญสหรัฐ  (ลดลงร้อยละ 41.51)  ไทยนำเข้า  19.31  ล้านเหรียญสหรัฐ  (ลดลงร้อยละ  7.06)     โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า  74.03  ล้านเหรียญสหรัฐ  ทั้งนี้ การค้ารวมไทย-โปรตุเกส คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.06 ของการค้ารวม ไทย – โลก

สินค้าส่งออกสำคัญของไทย 5 อันดับแรก  ได้แก่ (1)  เครื่องบันทึกวิดีโอ  และส่วนประกอบ  (2) รถยนต์ อะไหล่  และส่วนประกอบ       (3) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ  (4) สารประกอบของ ethylene และ propylene  (5) ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์   โดยสินค้า           5 รายการดังกล่าว  อยู่ในสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกที่สำคัญของไทย  5 อันดับแรก  ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552   ซึ่งนับเป็นสินค้าของไทยที่มีศักยภาพในตลาดโปรตุเกสมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีแล้ว   

สำนักงานการค้าไทยในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด  ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  แม้ว่าสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปโปรตุเกส 5 รายการ    ดังกล่าวจะมีศักยภาพ  แต่ในแง่ของการส่งเสริมการทำตลาดของสินค้านั้น  อาจไม่ง่ายนัก เนื่องจากมีบริษัทแม่ในต่างประเทศเป็นเจ้าของและเป็นผู้กำหนดนโยบายตลาด  ดังนั้น  สินค้าที่ควรให้การส่งเสริมและสนับสนุน คือ  สินค้าในหมวดอาหารทุกประเภท  สำหรับธุรกิจในภาคบริการที่ควรส่งเสริมต่อไป  คือ  ร้านอาหารไทย  และศูนย์สปาและนวดแผนไทย  อย่างไรก็ดี  ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้     แนวโน้มการส่งออกสินค้าไทยไปโปรตุเกสจึงยังไม่ดีนัก  โดยคาดว่าปี 2553  อาจจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1  นอกจากนี้  ปัญหาในการ   เจาะตลาดโปรตุเกส  คือ  ความสนใจจากผู้ส่งออกไทยยังน้อย  ตลาดค่อนข้างเล็กและมีกำลังซื้อไม่มาก  รวมทั้งอุปสรรคด้านภาษาด้วย                  

ข้อสังเกต

คาดว่าเศรษฐกิจโปรตุเกสในปี 2553  จะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยจากการขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนภาคสาธารณะในโครงการ  ต่าง ๆ ภายในประเทศ   โดยในส่วนของโครงการก่อสร้างสนามบินแห่งชาติแห่งใหม่   และเส้นทางรถไฟ  TGV  ที่ยังไม่ได้เริ่ม  นั้น  OECD  มองว่า  เป็นโครงการที่จำเป็นและจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของโปรตุเกสได้  แต่จะยังไม่สามารถสร้างงานได้อย่างเต็มที่ในอนาคต   ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านของโปรตุเกสไม่เห็นด้วยต่อโครงการดังกล่าว  เนื่องจากมองว่า ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล  ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

อนึ่ง  รัฐบาลได้เริ่มใช้มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปลายปี 2551  โดยเฉพาะการให้เงินอุดหนุนการว่างงานแก่กลุ่มลูกจ้างสาขาการผลิตรถยนต์  สิ่งทอ  และรองเท้า  ที่ถูกให้ออกจากงาน  โดยใช้งบประมาณกว่า   850 ล้านยูโร   ตัวอย่างเช่น   รัฐบาลจะจ่ายเงินร้อยละ 80  ของเงินเดือนให้แก่ลูกจ้างสาขาการผลิตสิ่งทอที่ถูกให้ออกจากงาน   นอกจากนี้  รัฐบาลจะให้เงิน 2,000 ยูโร  แก่บริษัทที่ว่าจ้างแรงงานวัยรุ่น และจะให้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับการว่างจ้างแรงงานอายุ  45 ปีขึ้นไปด้วย  ในขณะเดียวกัน ก็จะพัฒนาและอบรมอาชีพให้แก่กลุ่มแรงงานกว่า 12,000 คน  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอาชีพในอนาคต    ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้รับการยอมรับและชื่นชมจาก  OECD  ว่าจะช่วยทำให้โปรตุเกสสามารถรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าวได้อย่างดีขึ้น   

อย่างไรก็ดี   อาจมองได้ว่า งบประมาณจำนวนมากเพื่อการเยียวยาด้านสังคมดังกล่าว  กอปรกับการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในโครงการลงทุนภาครัฐ  อาจทำให้การขาดดุลบัญชีของรัฐบาลยิ่งเพิ่มสูงขึ้น  จนทำให้เศรษฐกิจโปรตุเกส ยิ่งฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น  (คาดการณ์ว่าจะฟื้นได้อย่างแท้จริงในปี  2554)   จึงนับเป็นภาระอันหนักของรัฐบาลพรรคสังคมนิยม  ซึ่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าวให้ลุล่วงโดยเร็ว  เพื่อความอยู่รอดของประเทศ  และความอยู่รอดของรัฐบาลเองด้วยเช่นกัน