สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ / คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป ได้สรุปผลรายงานการศึกษาเชิงลึกหัวข้อ “ข้อบังคับเรื่องการจดทะเบียน การประเมิน การอนุญาต และการจำกัดการใช้สารเคมี (REACH)” จากโครงการจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและศึกษากฎระเบียบสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่มีผลกระทบต่อไทย ดังนี้

1.      บทนำ

 

–          วัตถุประสงค์หลักของการมีระเบียบ REACH กำหนดให้ภาคอุตสาหกรรมเป็น 

ผู้ให้ข้อพิสูจน์ว่าสารเคมีมีความปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อมูลหลัก 2 ส่วน ได้แก่

 

                             (1) ผลการประเมินความปลอดภัยของสารเคมี และ

 

                             (2) การจัดการความเสี่ยงต่อสารเคมีนั้น โดยผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสารเคมีต้องให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้สารเคมีในอุตสากรรมปลายน้ำผ่านทางระบบการติดฉลากและการจำแนกสารเคมี และการจัดทำ Safety Data sheets ทั้งนี้ สารเคมีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ สารเคมีที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปก่อนปี 1981 ซึ่งเรียกว่า “existing chemicals” และสารเคมีที่วางจำหน่ายหลังปี 1981 ซึ่งเรียกว่า “new chemicals”

 

–          บทบาทของ European Chemicals Agency (ECHA) เป็นหน่วยงานกลางของ 

ยุโรปในการดำเนินการตามข้อบังคับ REACH โดยเป็นผู้รับคำร้องขอจดทะเบียนสารเคมี พิจารณาตัดสิน รวมทั้งการให้อนุญาต สารเคมีที่มีอันตรายสูง ทั้งนี้ หน่วยงานของประเทศสมาชิกอียูอาจประกาศจำกัดการผลิต การใช้ หรือการวางจำหน่ายสารเคมีบางประเภทได้หากมีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

 

–          การวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง REACH โดยเฉพาะในเรื่องค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตาม 

ข้อบังคับ REACHและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ไม่เฉพาะอุตสาหกรรมผลิตสารเคมี แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในยุโรป อาทิ รถยนต์ สิ่งทอ  

 

2.      REACH ครอบคลุมเรื่องใด

 

–          การจดทะเบียนสารเคมี (substances) ทุกชนิดที่ผลิต/จำหน่ายในสหภาพยุโรปตั้งแต่

1 ตันต่อปีขึ้นไป โดยก่อนการผลิต หรือนำเข้า หรือวางจำหน่ายสารเคมีในสหภาพยุโรป สารเคมีชนิดนั้นต้องได้รับการจดทะเบียน สำหรับสารเคมีที่มีการผลิตหรือนำเข้าอยู่แล้ว (Phase-in substances) มีช่วงระยะเปลี่ยนผ่านสามารถผลิตหรือนำเข้าต่อไปได้โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการจดทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับการชี้เฉพาะสารเคมีได้ที่ “Guidance on substances identification” ในเวบไซต์ของ ECHA ที่  http://guidance.echa.europa.eu/ ในส่วน Technical Guidance Documents

 

ทั้งนี้ สารเคมีที่เกิดจากการผสมระหว่างสารเคมีสองชนิดขึ้นไป (Preparations) หรือ

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารเคมีเป็นส่วนประกอบ (articles) ไม่ต้องมีการจดทะเบียน

 

–          สารเคมีที่มีอันตรายสูง (Substances of Very High Concern หรือสาร SVHC)

หน่วยงานประเทศสมาชิกอียูหรือ ECHA สามารถยื่นข้อมูลให้มีการชี้เฉพาะสารที่เป็น SVHC (ที่ต้องการให้มีการจำกัดการผลิต การใช้ การจำหน่ายในอียู) โดย ECHA จะเป็นผู้พิจารณาเปิดรับฟังความเห็นจากคณะกรรมการ (สมาชิกจากหน่วยงานในปท. สมาชิกอียู) ว่าสารนั้นเป็น SVHC หรือไม่ เพื่อประกาศในรายชื่อสาร SVHC ซึ่งต้องผ่านกระบวนการอนุญาตก่อนการผลิต ใช้งาน หรือจำหน่ายในอียูต่อไป

 

–          มีแนวโน้มว่าสารเคมีบางประเภทอาจต้องถูกถอนออกจากตลาดยุโรปโดยมีสาเหตุ

จาก (1) สารเคมีได้รับการพิจารณาว่าเป็น SVHC (2) การพิสูจน์ความปลอดภัยสำหรับสารเคมีบางประเภทไม่คุ้มค่ากับกำไรที่จะได้รับ คาดว่าการถอนสารเคมีออกจากตลาดยุโรปจะเกิดขึ้นหลังปี 2018 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการบังคับใช้ REACH ทั้งนี้ ผู้ผลิตสารเคมีผสม (Preparations) อาทิ หมึก สี กาว อาจเผชิญกับปัญหาในการหาสารทดแทนสารเคมีที่จะถูกถอนออกจากตลาดในเวลาจำกัด

 

3.      การจดทะเบียนสารเคมี

 

–          ผู้มีบทบาทหลักในข้อบังคับ REACH ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ใช้สารเคมีใน

อุตสาหกรรมปลายน้ำ  ซึ่ง ECHA ได้จัดทำระบบ Navigator ให้ข้อมูลสำหรับผู้มีบทบาทหลักข้างต้น ที่ http://guidance.echa.europa.eu/navigator_en.htm 

 

–          ผู้ผลิต หรือผู้ส่งออกสารเคมีและสารเคมีผสม นอกประเทศสมาชิกอียูไม่มีความ

รับผิดชอบโดยตรงภายใต้ข้อบังคับ REACH หากต้องการจดทะเบียนสารเคมีจะต้องแต่งตั้งตัวแทน (only representative) ซึ่งจะทำให้ผู้นำเข้าในอียูไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมใดอีก

 

4.      การจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้าและการแบ่งปันข้อมูล

 

–          สารเคมีที่จดทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) ในช่วงวันที่ 1 มิ.ย. 2007 ถึง 1 ธ.ค.

2008 สามารถจำหน่ายในอียูได้ต่อไปจนถึงกำหนดสิ้นสุดของการจดทะเบียนสารเคมีที่กำหนดไว้ (ตารางหน้า 11 ของรายงานฉบับเต็ม) หรืออาจใช้วิธีการจดทะเบียนสารเคมีโดยตรง

 

–          ในขั้นตอนการจดทะเบียน ข้อบังคับ REACH เปิดโอกาสให้มีเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลที่

เรียกว่า “Substance Information Exchange Forum” หรือ SIEF เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ต้องการจดทะเบียนสารเคมีชนิดเดียวกันสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี ร่วมกันออกค่าใช้จ่าย กำหนดเรื่องการจำแนกสารและการติดฉลาก 

 

                  –     ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนสารเคมีขึ้นอยู่กับ volume band และขนาดของบริษัทที่จดทะเบียนสารเคมี โดยเริ่มตั้งแต่ 160 ยูโร สำหรับสารเคมีปริมาณน้อย (1-10 ตันต่อปี) จากบริษัทขนาดเล็ก ไปจนถึง 31,000 ยูโรสำหรับสารเคมีปริมาณมากจากบริษัทขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น ตั้งแต่ 25,000 – 250,000 ยูโร และค่าใช้จ่ายในการเตรียมแฟ้มข้อมูลสำหรับการจดทะเบียน

 

5.      เอกสารที่น่าติดตาม และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

 

เวบไซต์ของ ECHA http://echa.europa.eu/home_en.asp โดยสามารถดูรายละเอียด

เกี่ยวกับคู่มือการปฏิบัติตามข้อบังคับ REACH ทั้งหมดได้ในส่วน “Guidance”        

ดูรายงานฉบับเต็มภาษาอังกฤษได้ที่ http://monitorenv09.thaieurope.net/ ในส่วน "In-depth reports"