ขณะนี้ สภาสูงด้านเทคโนโลยีชีวภาพของฝรั่งเศส (High Council for Biotechnology) ได้ยื่นข้อเสนอต่อคณะรัฐบาลฝรั่งเศสให้มีการออกมาตรการติดฉลากสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอด GMO ซึ่งทั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากคณะรัฐบาลให้ดำเนินการได้แล้ว โดยระหว่างนี้กำลังอยู่ในช่วงร่างตัวบทกฎหมาย

วัตถุประสงค์ที่ได้ผลักดันให้ทางสภาสูงด้านเทคโนโลยีชีวภาพฝรั่งเศสต้องการให้มีการติดฉลากสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอด GMO นั้น เพื่อเป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายให้แก่เกษตรกรที่ปัจจุบันต้องแบกภาระในการด้านจัดการความเสี่ยงจากการปนเปื้อน GMO เพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่า การติดฉลากจะมุ่งเน้นในสินค้าพืชและสัตว์ ที่ได้จากการเพาะปลูกและการเลี้ยงดูแบบปกติ (conventional) รวมทั้งมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีอัตราการปนเปื้อน GMO ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (threshold) ไม่เกินกว่า 0.1%   

 ทั้งนี้ ในสินค้าเนื้อสัตว์ การติดฉลากจะระบุไปถึงที่มาของอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ดังกล่าวด้วย โดยจะให้มีการติดฉลากระบุ ว่า สัตว์ดังกล่าวได้รับการเลี้ยงดูจากอาหารที่ไม่ได้มีการปนเปื้อนของ GMO « fed without GMOs » หรือ « derived from non-GMO fed animals » ซึ่งจะใช้หลักการเดียวกัน กับสินค้าพืช คือ สินค้าอาหารเนื้อสัตว์จะต้องมีอัตราการปนเปื้อนของ GMO ไม่เกินกว่า 0.1% (ปัจจุบัน EU ยังไม่มีกฎหมายควบคุมในเรื่องนี้ กล่าวคือ ไม่มีการบังคับให้ระบุบนฉลากว่าสินค้าเนื้อสัตว์นั้นได้มาจากสัตว์ที่ถูกเลี้ยงดูด้วยอาหารสัตว์ GMO)

อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยสมัครใจของทางการฝรั่งเศส อันนอกเหนือไปจากที่ EU กำหนด (EU กำหนดให้ติดฉลากระบุเฉพาะสำหรับสินค้า GMO) ซึ่งฝรั่งเศสต้องทำการแจ้งมาตรการดังกล่าวให้แก่ทางคณะกรรมาธิการยุโรปทราบและพิจารณา ว่าหลักการดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎระเบียบกลางของ EU และไม่สร้างความสับสนหรือนำพาให้ผู้บริโภคไปสู่การเข้าใจผิด ซึ่งที่ผ่านมามีประเทศสมาชิกอื่นๆ อันได้แก่ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และออสเตรียที่ได้มีการออกมาตรการติดฉลากสินค้าปลอด GM หากมีเพียงออสเตรียเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่เยอรมันออกมาเปิดเผยชัดเจนว่า ในทางปฎิบัติแล้ว ค่อนข้างกระทำได้ยากมาก

ในเรื่องนี้ สำนักงานมีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังนี้

ก)  ปัจจุบันเกษตรกรใน EU ต้องประสบกับปัญหาการจัดการของการดำรงอยู่ร่วมกัน (Co-existence) ระหว่างพืช GM  พืชปกติ และพืชอินทรีย์ สืบเนื่องจากตั้งแต่ปีค.ศ. 2004 เป็นต้นมา EU ได้เปิดรับการ นำเข้าพืช GM และการเพาะปลูกพืช GM ใน EU มาโดยตลอด จากเดิมที่ EU เคยได้มีมติระงับการพิจารณาพืช GM ทุกชนิดเป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาติดต่อกันถึง 6 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1998 – 2004  (6 years of de facto moratorium on GM authorization) ส่งผลให้ขณะนี้ เกษตรกรที่ยังคงมุ่งเน้นปลูกพืชปกติหรือพืชอินทรีย์ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในการปกป้องพืชของตนจากพืช GM เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนเกินกว่า 0.9% ตามที่ EU กำหนด

 ข) ดังนั้น จากการที่รัฐบาลฝรั่งเศสต้องการให้มีการติดฉลากสินค้าเกษตรที่ปลอด GMO นั้น จะนำพามาซึ่งความแตกต่างที่ผู้บริโภคสามารถสังเกตได้ และเป็นทางเลือกให้แก่กลุ่มบริโภคที่พร้อมที่ จ่ายเงินมากกว่า เพื่อได้รับรู้และยืนยันได้ว่าสินค้าที่ตนบริโภคนั้น ปลอดจากการปนเปื้อนของ GMO อันจะเป็นแนวทางใหม่ของการติดฉลากเสริมขึ้นมาจากฉลากที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกเหนือจากการเน้นเรื่องอินทรีย์ สวัสดิภาพสัตว์ หรือการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่า การติดฉลากสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอด GMO นี้จะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรที่ยังคงปลูกพืชปกติได้เป็นอย่างดี   

ค) ในส่วนของไทย เนื่องจากยังไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าหรือปลูกพืช GM ในไทย ดังนั้น สินค้าที่มาจากไทยจึงถือว่าปลอด GMO โดยปริยาย อย่างไรก็ดี ไทยควรติดตามวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีชีวภาพของพืช GM ใน EU ตลอดจนประสบการณ์ของภาครัฐของกลุ่มประเทศสมาชิก EU ที่ได้พยายามเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรจากการต้องแบกภาระของการอยู่ร่วมกันระหว่างพืชปกติ และพืช GM เหตุจากที่ปัจจุบัน EU ได้เปิดกว้างให้มีการยอมรับพืช GM ไว้ได้ในระดับหนึ่ง